ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 397 ฟังเจ้าทั้งหมด
“อาสะใภ้สาม! อาสะใภ้สาม!”
จินเป่าวิ่งขึ้นเนินมาอย่างหอบเหนื่อย วิ่งไปพลางตะโกนไปพลาง “ผู้ใหญ่บ้านเรียกทุกคนไปที่ศาลบรรพชนเพื่อปรึกษาเรื่องสำคัญขอรับ ให้ข้ามาเรียกท่าน!”
ก่อนหน้านี้หลิวฉีได้ถือฆ้องเก่าในบ้านเดินตีไปทั่วหมู่บ้านแล้ว แต่กลัวว่าบ้านของฉินเหยาจะอยู่ไกลแล้วได้ยินไม่ชัดเจนจึงใช้ให้จินเป่ามาเรียกอีกที
ครอบครัวของฉินเหยากำลังทานอาหารเช้าอยู่ในบ้าน เช้านี้เสียงกรีดร้องที่ดังจนแทบทะลุฟ้าของพี่สะใภ้โจวนั้นได้ปลุกฉินเหยาที่อยากจะนอนตื่นสายให้ตื่นจนเต็มตา อารมณ์ในตอนนี้จึงไม่อาจเรียกว่าดีได้เลย ต้องบอกว่าแย่สุดๆ
ทุกคนในบ้านต่างก็เดินย่องกันอย่างแผ่วเบา พูดจาก็ไม่กล้าเสียงดังนัก ด้วยกลัวว่าจะนำภัยมาสู่ตัว
ในตอนนี้เมื่อได้ยินเสียงเรียกนอกลานบ้าน หลิวจี้ก็ลุกพรวดขึ้น วิ่งออกไปนอกประตู รีบทำท่าให้เขาเงียบเสียง
จินเป่ากะพริบตาปริบๆ พลางเอียงศีรษะมองหาอาสะใภ้สามของเขาในลานบ้าน พลางถามเสียงเบาว่า “ท่านอาสาม ท่านไปทำอะไรให้อาสะใภ้สามไม่พอใจอีกแล้วหรือ”
หลิวจี้ตบหลังเจ้าเด็กดื้อคนนี้อย่างไม่สบอารมณ์ “พูดจาเหลวไหลอันใด เจ้าดูอาของเจ้าสิ เหมือนคนที่จะกล้าไปยั่วโมโหอาสะใภ้สามของเจ้างั้นรึ”
จินเป่าถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
แต่ก็ไม่ได้ลืมภารกิจของตนเอง ก้าวเข้าประตูไปในห้องโถง แจ้งฉินเหยาให้ไปประชุมที่ศาลบรรพชน
ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลได้กำชับเป็นพิเศษว่า คนอื่นจะไม่มาก็ได้ แต่อาสะใภ้สามของเขาต้องอยู่ที่นั่นด้วย
ในใจของฉินเหยาแม้จะโกรธอยู่แต่ก็ย่อมไม่ลงดาบกับเด็ก นางพยักหน้าอย่างอ่อนโยนพอสมควรแล้วพูดว่า “ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
จินเป่าส่งข่าวเสร็จก็ไม่ยอมไป เบียดเข้าไปอยู่ระหว่างต้าหลางและเอ้อร์หลาง เล่าเรื่องกำแพงบ้านของพี่สะใภ้โจวที่เต็มไปด้วยเลือดไก่ให้พวกเขาฟัง
“พวกเจ้าทายสิว่าหมาป่าตัวนั้นเข้าไปได้อย่างไร”
พวกต้าหลางสี่พี่น้องต่างส่ายหน้าแล้วถามอย่างใคร่รู้ “เข้าไปได้อย่างไรหรือ”
จินเป่าถอนหายใจกล่าว “หมาป่าตัวนั้นกระโดดข้ามรั้วเข้าไป ไก่เจ็ดแปดตัว ถูกกัดตายทั้งหมด เหลือเพียงขนไก่ไม่กี่เส้นและรอยเลือดเต็มพื้น แม้แต่กระดูกก็ไม่เหลือ”
“ยิ่งไปกว่านั้น ที่น่ากลัวที่สุดคือ รั้วของโรงเรือนเลี้ยงสัตว์เตี้ยกว่ากำแพงบ้านของพี่สะใภ้โจวแค่ครึ่งตัวคนเท่านั้น หากหมาป่าตัวนี้กระโดดสูงอีกหน่อยก็สามารถเข้าบ้านมากินคนได้แล้ว!”
เมื่อได้ฟังฉากที่น่ากลัวที่ผู้ใหญ่เล่ามา จินเป่าก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่น
ทว่าตอนนี้กลัวก็ส่วนกลัว เด็กหนุ่มคนนี้กล้าหาญมาก ยังกล้าวิ่งมาเรียกคนที่บ้านฉินเหยาคนเดียว
“เจ้ากล้าหาญจริงๆ ไม่กลัวว่าจะถูกหมาป่าคาบไประหว่างทางรึ” ซานหลางถามอย่างชื่นชม
จินเป่าตบอกอย่างภาคภูมิใจ “กลัวอะไร ตอนนี้เป็นกลางวันแสกๆ หมาป่ากินไก่บ้านพี่สะใภ้โจวไปแล้วน่าจะยังไม่หิว คงไม่ออกมาหรอก”
เขาพูดมาก็มีเหตุผลอยู่บ้าง
ทว่าก็ยังถูกฉินเหยาหิ้วคอเสื้อด้านหลังไปอยู่ดี
“อาสะใภ้สาม เดี๋ยวข้ากลับเอง ให้ข้าเล่นที่บ้านท่านสักครู่ได้หรือไม่” จินเป่าขอร้อง
ฉินเหยาส่ายหน้า “ไม่ได้”
นางต้องส่งเจ้าเด็กคนนี้ไปถึงมือพ่อแม่ของเขาเองถึงจะวางใจได้
เมื่อเห็นว่าเจ้าเด็กคนนี้ยังจะเถียงอีก หลิวจี้ก็ตบก้นเขาไปหนึ่งที “เจ้าเด็กนี่ เชื่อฟังหน่อย!”
หนึ่งสิ่งย่อมสยบหนึ่งสิ่งได้ จินเป่าถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย ในใจก็หวังว่าคนในหมู่บ้านจะสามารถฆ่าฝูงหมาป่าให้ตายจนหมดได้
เช่นนั้นก็จะสามารถออกจากบ้านไปซนได้อย่างสบายใจแล้ว
เมื่อผ่านหน้าเรือนเก่า สองสามีภรรยาฉินเหยาก็ไล่จินเป่าเข้าประตูไปแล้วตะโกนบอกนางจางแม่สามีและสะใภ้ทั้งสามคนที่เฝ้าบ้านอยู่ สองสามีภรรยาจึงค่อยรีบไปยังศาลบรรพชน
นางเหอเห็นจินเป่าเข้าประตูมาคนเดียวก็เดาได้ทันทีว่าเขาถูกปู่กับพ่อของเขาพาออกไป นางนึกด่าหลิวไป่ที่ไร้หัวคิดในใจเสียเละเทะ
แม้จะเป็นกลางวันแสกๆ แต่เมื่อรู้ว่าในหมู่บ้านมีหมาป่าอาละวาดอยู่ ยังจะใช้เด็กคนหนึ่งไปส่งข่าว ใจช่างใหญ่เกินไปแล้ว!
“ห้ามออกจากบ้านอีก เจ้าเด็กคนนี้อยู่บ้านดีๆ อ่านตำรา ฝึกคัดตัวอักษร เรียนรู้จากต้าหลางและเอ้อร์หลางบ้าง!” นางเหอสั่งอย่างดุดัน
จินเป่าอยากจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตา ไม่กล้าโต้เถียง ปากก็พึมพำพลางมุดเข้าไปในห้อง จงใจปิดประตูห้อง หลบหน้าแม่ของเขา
นางเหอโกรธจนแทบจะระเบิด หากไม่ใช่เพราะประตูห้องปิดอยู่ จะต้องสั่งสอนเจ้าเด็กคนนี้ให้เข็ดหลาบเสียหน่อย
ทางด้านนี้ หลิวจี้เดินตามฉินเหยาไปพลาง หันกลับไปฟังเสียงที่ดังมาจากเรือนเก่าเป็นระยะๆ มุมปากไม่เคยหุบลงเลย ใบหน้าเต็มไปด้วยความสะใจ
มาถึงศาลบรรพชนแล้ว
ฉินเหยาไม่ถือว่ามาสาย ข้างหลังนางยังมีอีกสองสามบ้านที่ทยอยมา คนในหมู่บ้านถึงได้มากันครบ
เมื่อคนครบแล้ว ผู้ใหญ่บ้านก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงเอ่ยเรื่องที่มีหมาป่าออกอาละวาดในหมู่บ้านพลางให้ทุกคนช่วยกันคิดหาทางแก้ไข
ผู้สูงอายุค่อนข้างรอบคอบ เสนอให้แต่ละบ้านส่งคนออกมา จัดเวรยามลาดตระเวนในหมู่บ้าน
เพียงแต่ใกล้จะถึงวันส่งท้ายปีเก่าแล้ว ยังต้องมาวุ่นวายเช่นนี้ หลายคนก็ไม่พอใจ
ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ลาดตระเวนหากเจอหมาป่าเข้าจริงๆ นั่นจะไม่ยิ่งอันตรายหรอกหรือ
“เจอแล้วก็ฆ่าทิ้งเสีย บุรุษร่างใหญ่ตั้งหลายคนยังจะกลัวหมาป่าไม่กี่ตัวรึ” หลิวจี้อดไม่ได้ที่จะดูถูกด้วยความปากไว
สายตาของคนทั้งหมู่บ้านต่างก็จับจ้องมาที่เขา ในใจก็คิดว่าเจ้านี่เข้ามาในศาลบรรพชนได้อย่างไรกัน
หลิวจี้แค่นเสียง “ชิ” คำหนึ่ง ยืนอยู่ข้างหลังฉินเหยาซึ่งเป็นหนึ่งในสามคนที่สามารถนั่งในศาลบรรพชนได้แล้วยืดอกตรง “มองอะไร! ก็แค่หมาป่าไม่กี่ตัวไม่ใช่หรือ ถ้าให้ข้าพูดนะ ฆ่าทิ้งเสียให้หมดเลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องมาคอยกังวลใจในช่วงปีใหม่แบบนี้!”
ฉินเหยาเหลือบมองเขา ในใจของนางก็มีความคิดนี้อยู่
หลิวจี้ก้มศีรษะลงยิ้มแหะๆ ให้นาง นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขาจงใจ
หัวหน้าตระกูลและผู้ใหญ่บ้านอีกสองคนที่สามารถนั่งในศาลบรรพชนได้ มองมาที่ฉินเหยาอย่างประหลาดใจ
หัวหน้าตระกูลถาม “เหยาเหนียง เจ้าคิดเช่นนี้หรือ”
ฉินเหยาพยักหน้ากล่าว “เมื่อวานข้าได้เห็นหมาป่าจ่าฝูงตัวนั้นแล้ว สัตว์ร้ายตัวนั้นไม่ใช่พวกที่จะยอมเลิกราง่ายๆ เพิ่งจะได้ลิ้มรสความหวานไป ครั้งหน้าจะต้องมาอีกแน่นอน”
“ฝูงหมาป่าโดยทั่วไปแล้วจะไม่ลงมาจากเขาง่ายๆ แต่หากลงมาแล้วก็จะไม่กลับขึ้นเขาไปเร็วขนาดนั้นแน่นอน ในป่าหาอาหารไม่ได้ แต่ละตัวล้วนหิวโซ ไก่บ้านพี่สะใภ้โจวกลายเป็นเหยื่อล่อ เมื่อรู้ว่าในหมู่บ้านมีของกิน คืนนี้พวกมันจะต้องมาอีกแน่นอน”
ไม่กลัวพวกที่หิวจนบ้าคลั่งและก็ไม่กลัวพวกที่อิ่มแล้ว
กลัวก็แต่พวกที่หิวมานาน จู่ๆ ก็ได้ลิ้มรสความหวาน แต่ยังไม่ทันได้อิ่มท้อง
เมื่อเห็นฉินเหยาพูดอย่างมั่นใจ ในใจของคนในหมู่บ้านก็พากันตื่นตระหนก
“แล้ว แล้วจะทำอย่างไรดี” มีคนถามอย่างตื่นตระหนก บ้านเขายากจนมีเพียงรั้วไม้ไผ่ที่สร้างล้อมไว้ หากหมาป่ามาจริงๆ คงจะต้านไม่อยู่แน่
ชั่วขณะหนึ่ง ทุกคนต่างก็คิดเอาตัวรอด คิดว่าจะรีบกลับบ้านไปจับสัตว์ปีกที่อาจจะล่อหมาป่ามาได้เข้าไปขังไว้ในบ้านดีหรือไม่ จะได้ไม่ถูกหมาป่าหมายตา
ทัศนคติที่พอเจอเรื่องก็เอาแต่หลบซ่อนเช่นนี้ทำให้เกิดการโต้เถียงกันขึ้นอีกครั้ง
บ้านที่มีคนเยอะก็อยากจะแก้ไขปัญหาให้เด็ดขาด แต่เมื่อเห็นว่าทุกคนอยากจะดูแลแต่บ้านของตนเอง ไม่ยอมออกหน้าเสี่ยงภัยก็รู้สึกอึดอัดมาก
สุดท้ายผู้ใหญ่บ้านก็ตะโกนขึ้นมาหนึ่งครั้ง ทุกคนหันไปมองฉินเหยาผู้ซึ่งมีกำลังต่อสู้สูงที่สุดในอำเภอนี้
กลุ่มคนที่อยากจะแก้ไขปัญหาให้เด็ดขาดต่างก็รีบแสดงท่าทีทันที “ผู้จัดการใหญ่ฉิน ตราบใดที่ท่านยอมเป็นผู้นำ ท่านบอกให้ทำอย่างไร พวกเราก็จะทำอย่างนั้น! ฟังท่านทั้งหมด!”
หลิวต้าฝูที่คอยสังเกตการณ์อยู่ตลอดก็ลุกขึ้นพูดว่า “ฉินเหนียงจื่อ เจ้าว่าควรทำอย่างไร”
ฉินเหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนลุกขึ้นเดินมาอยู่กลางศาลบรรพชนแล้วมองไปที่ทุกคน นางกล่าวว่า
“คำแนะนำของข้าคือบุกโจมตี ล้อมปราบฝูงหมาป่า”
“ข้าต้องการคนยี่สิบคน ใครยินดีจะไปกับข้าบ้าง” ฉินเหยาถามอีกครั้ง
“พรึ่บ พรึ่บ” ชายหนุ่มฉกรรจ์ในตระกูลต่างก็ยกมือขึ้น
ตราบใดที่นางเป็นผู้นำ พวกเขาก็ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้ว
คนทั้งอำเภอไคหยางนี้ใครบ้างจะไม่รู้ว่าเมื่อฉินเหนียงจื่อลงมือ ไม่เคยมีคำว่าพ่ายแพ้!