ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 398 ข้าจะได้ฆ่าได้สะดวก
ตอนที่ 398 ข้าจะได้ฆ่าได้สะดวก
ในทันใดนั้น หัวหน้าตระกูลก็นับจำนวนคนที่ยกมือ ตามกฎที่ว่าเสียงข้างน้อยจะต้องตามเสียงข้างมากจึงได้ตัดสินใจ
“คนส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะตามเหยาเหนียงออกไปล้อมปราบฝูงหมาป่า เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้!”
เมื่อหัวหน้าตระกูลประกาศเสร็จสิ้น คนในหมู่บ้านส่วนที่ไม่เห็นด้วยก็ไม่มีข้อโต้แย้งอีกต่อไป แสดงออกว่าสามารถทำตามการจัดแจงของฉินเหยาได้
แต่พวกเขาเรียกร้องให้ฉินเหยารับประกันความปลอดภัยของทุกคน
ฉินเหยาถึงกับพูดไม่ออก
นางสูดลมหายใจเข้าลึก อดทนต่อความรู้สึกอยากด่าคนแล้วรักษาน้ำเสียงที่เย็นชาไว้ เอ่ยว่า
“เรื่องนี้ข้ารับประกันไม่ได้ ทุกเรื่องล้วนมีความเสี่ยง ข้าได้พยายามอย่างสุดความสามารถในการวางแผนและจัดกำลังแล้ว หากพวกท่านปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดแล้วเกิดเรื่องขึ้นข้าย่อมจะรับผิดชอบ”
“แต่ว่า! หากพวกท่านไม่ได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดแล้วเกิดเรื่องขึ้นมาก็ต้องรับผลที่ตามมาเอาเอง!”
เมื่อคำพูดนี้ดังขึ้น ชาวบ้านต่างก็มองหน้ากันไปมา เมื่อครู่ยังพูดอย่างมั่นใจว่าตราบใดที่ฉินเหยาออกหน้าพวกเขาก็จะตามอยู่เลย พริบตาเดียวก็เปลี่ยนท่าทีเสียแล้ว
การจะมอบความไว้วางใจทั้งหมดออกไป สำหรับพวกเขาแล้วเป็นเรื่องที่ทำได้ยากอยู่บ้าง
ขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียด หลิวจี้ก็ไอ “แค่ก แค่ก” ออกมาสองทีอย่างแรง ดึงดูดทุกสายตาได้สำเร็จ
“ข้าขอพูดสองสามคำ” หลิวจี้กัดฟันเดินออกมายืนอยู่กลางฝูงชนแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังอย่างหาได้ยาก
“ไม่ใช่ว่าข้าเข้าข้างเมียจ๋าของข้านะ แต่เป็นเพราะพวกเจ้าไม่รู้จักดีชั่ว ข้าทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว!”
“การกำจัดฝูงหมาป่า เป็นเรื่องดีที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ ทั้งแก้ไขปัญหาสัตว์ดุร้ายนี้ได้ ทุกคนก็จะได้ฉลองปีใหม่กันอย่างมีความสุข ปีหน้าก็ไม่ต้องคอยกังวลว่าเจ้าพวกสัตว์ร้ายที่เจ้าคิดเจ้าแค้นนี้จะกลับมาทำร้ายหมู่บ้านอีก”
“เมียจ๋าของข้ายอมเป็นผู้นำ หรือว่าทำเพราะตัวนางเองกัน ก็ไม่ใช่เพื่อความปลอดภัยของคนสองร้อยกว่าชีวิตในหมู่บ้านเราหรือ อยากให้ทุกคนได้ฉลองปีใหม่กันอย่างสบายใจไม่ใช่หรือ”
“ผลกลับกลายเป็นว่า พอบางคนไร้ฝีมือกลัวเจ้าพวกสัตว์นั่นขึ้นมา ถึงตอนนั้นถูกหมาป่ากัดเข้าหน่อย ยังจะโยนให้เมียจ๋าของข้ารับผิดชอบอีก? ข้าหลิวจี้ยังไม่หน้าด้านเท่าพวกเจ้าเลย!”
พูดถึงตรงนี้ เมื่อเห็นว่าบางคนถูกแขวะเข้าเต็มๆ กำลังจะโกรธ หลิวจี้ก็ชิงพูดขึ้นก่อนว่า
“หากไม่มีปัญญาก็ช่างเถอะ แยกย้ายกันไป!”
“แต่ละบ้านปิดประตูให้ดี อย่างไรเสียหมาป่าตัวนั้นก็ไม่กล้ามาที่บ้านข้าอยู่แล้ว หากมันกล้ามา บิดาผู้นี้จะฆ่ามันแล้วจับลงหม้อตุ๋นไว้กินเป็นอาหารมื้อส่งท้ายปีเสียเลย!”
“เมียจ๋า เจ้าว่าใช่หรือไม่” เมื่อหันมาทางฉินเหยา ใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นสุภาพและอ่อนโยนอย่างยิ่ง
ฉินเหยาขมวดคิ้วอย่างรังเกียจ “เนื้อหมาป่าไม่อร่อย”
ทว่าร่างกายก็ยังคงคล้อยตามหลิวจี้ ทำท่าจะจากไป
หัวหน้าตระกูลโกรธแทบตายแล้ว ตะโกนเสียงดังว่า “เจ้าหลิวสาม เจ้าเป็นบ้าอะไรหา กลับมาเดี๋ยวนี้!”
หลังจากด่าหลิวจี้เจ้าตัวป่วนคนนี้แล้วก็หันไปด่าชาวบ้านที่ต้องการให้คนอื่นรับผิดชอบความปลอดภัยของพวกเขา ด่าได้ดุเดือดยิ่งกว่าหลิวจี้เมื่อครู่นี้เสียอีก
“แต่ละคนกินอิ่มจนไร้สติ ฆ่าหมาป่าก็พวกเจ้า กลัวเจ็บกลัวตายก็พวกเจ้า งั้นก็อย่าไปยุ่งเลย เปิดประตูบ้านไว้ให้หมด ปล่อยให้หมาป่ากัดตายให้สิ้นกันไปทั้งหมดนั่นแหละ!”
ผู้ใหญ่บ้านกลัวว่าหัวหน้าตระกูลจะโกรธจนตายจึงรีบเข้าไปห้ามปราม จัดการกับสถานการณ์ที่วุ่นวายนี้
“อย่าทะเลาะกันเลย ยังคงทำตามที่พูดกันไว้เมื่อครู่ ใครกล้าก็ออกมา เหยาเหนียง เจ้าเป็นผู้นำพวกเขา หากบาดเจ็บล้มตายจะไม่โทษเจ้าเด็ดขาด”
“พวกที่ขี้ขลาด แต่ละบ้านออกเงินมาหนึ่งร้อยเหวิน แบ่งให้คนในกลุ่มที่ไปฆ่าหมาป่า ส่วนคนก็ไม่ต้องวิ่งเข้ามาสร้างความวุ่นวายแล้ว!”
“หากจ่ายเงินไม่ไหวก็ส่งคนออกมาอย่างว่าง่ายซะ!”
“สัตว์เดรัจฉานไม่กี่ตัวก็ขวัญหนีดีฝ่อกันแล้ว ไสหัวออกจากหมู่บ้านตระกูลหลิวไปซะ ไอ้พวกน่าขายหน้า!”
เมื่อเผชิญหน้ากับการสาดน้ำลายใส่หน้าอย่างต่อเนื่องจากหัวหน้าตระกูลและผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านต่างก็ปิดปากเงียบ ศาลบรรพชนที่วุ่นวายเหมือนตลาดสดในที่สุดก็เงียบลง
หลิวจี้เห็นว่าควรจะพอได้แล้วจึงรีบถอย ยกย่องฉินเหยาขึ้นมาอีกครั้ง ทำท่าภูมิใจในตัวเมียจ๋าที่ไม่คิดเล็กคิดน้อยแล้วแสร้งวางอำนาจตะโกนว่า
“คนที่ไม่ไปก็เอาเงินมา!”
เขาจะจัดการบัญชีนี้เอง รับรองว่าจะคำนวณอย่างชัดเจนเลย
ผู้ใหญ่บ้านถลึงตาใส่เขา ข้าเชื่อเจ้าก็แปลกแล้ว
ผู้ใหญ่บ้านดึงหลิวจี้ออกไปแล้วให้หลิวฉีมารับเงินแทน เดี๋ยวจะถูกหลิวจี้ยักยอกไปเสียหมด
ฉินเหยากลับไปนั่งที่เดิมแล้ว นางคร้านจะไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องจุกจิกวุ่นวายเหล่านี้ เพียงครุ่นคิดว่าจะล้อมจับฝูงหมาป่าฝูงนี้ให้สิ้นซากได้อย่างไร
หมาป่าเป็นสัตว์ที่มีไอคิวไม่ต่ำและยังเจ้าคิดเจ้าแค้นอย่างยิ่ง หากจะฆ่าก็ต้องฆ่าให้หมดสิ้น หากปล่อยให้รอดไปได้แม้แต่ตัวเดียวก็จะกลายเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวง
ขณะที่ทางหลิวจี้กับหลิวฉียังคงทะเลาะกันเรื่องว่าใครจะเก็บเงิน ฉินเหยาก็เรียกหลิวเฝยเจ้าหนุ่มคนนี้มาอยู่ข้างๆ แล้วสั่งการว่า
“เจ้ารีบขี่ม้าเร็วไปเชิญพี่น้องตระกูลหยางที่หมู่บ้านเซี่ยเหอ ให้พวกเขาไปช่วยสืบร่องรอยของเจ้าพวกสัตว์ร้ายฝูงนี้ ทางที่ดีที่สุดคือสามารถระบุจำนวนพวกมันได้ เพื่อไม่ให้พวกเราพลาดไปแม้แต่ตัวเดียว”
พูดจบก็ชี้ไปที่หลิวจี้กับหลิวฉีที่บรรลุข้อตกลงกันแล้วว่าจะเก็บเงินด้วยกัน คนหนึ่งรับผิดชอบดูแล ส่วนอีกคนรับผิดชอบจดบันทึก
“ไปเบิกเงินมาสองร้อยเหวิน เอาไปให้พี่น้องตระกูลหยางพร้อมกันเลย กำชับให้พวกเขาทั้งสองระวังความปลอดภัยด้วย หากได้เรื่องยังไงก็ให้รีบมาบอกข้าที่ศาลบรรพชนในทันที”
หลิวเฝยพยักหน้าแสดงออกว่าทราบแล้ว ขอเงินจากหลิวจี้แล้วไปจูงม้าตัวหนึ่งจากโรงม้าของโรงงานเครื่องเขียน เดินทางไปยังหมู่บ้านเซี่ยเหออย่างรีบร้อน
รอจนกระทั่งฉินเหยาดื่มน้ำชาหมดไปสองถ้วยแล้วยังเดินดูป้ายชื่อบรรพบุรุษของตระกูลหลิวจนทั่ว หลิวจี้กับหลิวฉีทางนั้นในที่สุดก็ลงทะเบียนคนและรับเงินเรียบร้อย
คนที่ไม่ขึ้นเขา จ่ายเงินแล้วก็จากไป
ตอนนี้ที่เหลืออยู่ในศาลบรรพชน มีเพียงผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าตระกูลและคนหนุ่มสาวที่ตัดสินใจจะตามฉินเหยาขึ้นเขาไปล้อมปราบฝูงหมาป่า
หลิวไป่กับหลิวจ้งย่อมอยู่ในรายชื่อ คนในครอบครัวย่อมต้องสนับสนุนคนในครอบครัวด้วยกัน หลิวจี้ก็ถูกพี่ชายสองคนกดเอาไว้ให้ประทับลายนิ้วมือบนรายชื่อกลุ่มฆ่าหมาป่า
หลิวจี้: ข้าขอบคุณพวกท่านจริงๆ!
บ้านของหลิวต้าฝูไม่มีคนไป แต่ออกเงินห้าร้อยเหวิน ตอนนี้ยังคงอยู่ที่ศาลบรรพชน ตั้งใจจะดูว่าฉินเหยาจะวางแผนอย่างไร
“เก็บเงินมาได้เท่าไหร่รึ” ฉินเหยาถามอย่างใคร่รู้
หลิวจี้มีหน้าที่จดบันทึกบัญชี เขารายงานว่า “ทั้งหมดเก็บมาได้สองตำลึงห้าเฉียน เมื่อครู่เจ้าสี่เบิกไปสองเฉียน ที่เหลืออยู่จึงเหลือเพียงสองตำลึงสามเฉียน”
ฉินเหยาพยักหน้า มองไปที่หัวหน้าตระกูลและผู้ใหญ่บ้าน สองผู้เฒ่าต่างก็มีท่าทีไว้วางใจให้นางจัดการ
ฉินเหยาก็ไม่เกรงใจอีกต่อไป เริ่มจัดแจงทันที
“พวกเจ้ายี่สิบคน ตอนนี้ไปที่นาเอาฟางข้าวมา ข้าจะสอนพวกเจ้าว่าจะสานเป็นเกราะป้องกันง่ายๆ ได้อย่างไร ถึงตอนนั้นก็ผูกไว้ที่ข้อมือและขา เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกกัดตอนล้อมฝูงหมาป่า”
หลิวจี้สมุนมือเอกของฉินเหยารีบตอบสนองทันที เขาโบกมืออย่างใจกว้าง “ตามข้ามา! ไปเอาฟางข้าว!”
ท่าทางเขาเอาจริงเอาจังไม่น้อย คนที่ไม่รู้คงนึกว่าเขาสมัครใจเข้ากลุ่มล่าหมาป่าเอง
หลิวไป่กับหลิวจ้ง: ให้ตายสิ เจ้าเด็กนี่ได้ทีก็วางท่าอีกแล้ว!
ระหว่างที่ทุกคนไปเอาฟางข้าว ฉินเหยาเองก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ นางมาที่กำแพงด้านหลังของศาลบรรพชน
ไม่รู้ว่าเป็นฟืนของบ้านไหนที่วางกองไว้ข้างกำแพงมากมาย
ฉินเหยาเลือกท่อนฟืนที่ทั้งแข็งแรงและยาวออกมาได้ยี่สิบท่อนแบกกลับมาที่ศาลบรรพชน รอจนกระทั่งหลิวจี้และคนอื่นๆ กลับมาก็แจกจ่ายให้พวกเขา
“นี่คืออาวุธป้องกันตัวของพวกเจ้า ภารกิจหลักของพวกเจ้าคือล้อมฝูงหมาป่าไว้ อย่าให้มีหมาป่าตัวใดหนีออกจากวงล้อมของพวกเราได้”
หลิวจี้พิงกระบองของตนเองราวกับไร้กระดูกสันหลังพลางถามอย่างใคร่รู้ “เมียจ๋า ทำไมต้องล้อมหมาป่าทั้งหมดไว้ด้วยเล่า”
ฉินเหยามองไปที่เขา มุมปากยกสูงขึ้น พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด แต่เป็นคำพูดที่น่ากลัวที่สุด
“ข้าจะได้ฆ่าได้สะดวกไงเล่า”
หลิวจี้ “…”
ทุกคนในศาลบรรพชน “…”
อากาศในศาลบรรพชนคล้ายกับจะหยุดนิ่งไปสองสามวินาทีอย่างน่าประหลาด
ฉินเหยาไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด นางหยิบฟางข้าวที่หลิวจี้และคนอื่นๆ ขนกลับมาแล้วเริ่มสาน
ก่อนอื่นก็บิดเป็นเชือกเส้นใหญ่แล้วผูกไว้ที่ข้อมือทั้งสองข้างของหลิวจี้ พันเป็นวงกลมซ้อนกันสองชั้น ความหนาเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
คนอื่นๆ ก็ติดอาวุธให้ตนเองตามอย่างบ้าง