ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 400 เปิดศึก
ตอนที่ 400 เปิดศึก
ฉินเหยาพยักหน้าเบาๆ สายตาเปลี่ยนไปในทันที นางมองฝูงหมาป่าที่พุ่งเข้ามาอย่างเย็นชา ลูกธนูสามดอกที่ขึ้นสายไว้แล้วส่งเสียง “หวึ่ง” ทีหนึ่งก็ถูกยิงออกไปพร้อมกัน!
ลูกธนูสามดอกแยกออกจากกันกลางอากาศ เปี่ยมไปด้วยพลังที่ไม่อาจต้านทานได้ พวกมันพุ่งทะลุผ่านใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นแล้วทะลวงหน้าอกของหมาป่าสีเทาสามตัวที่พุ่งมาข้างหน้าสุดในทันที
หลิวจี้ที่อยู่บนที่สูงเห็นเพียงหมาป่าสามตัวลอยขึ้นไปในอากาศ ก่อนจะกระจายแยกออกจากกันกลางอากาศราวกับถูกค้อนยักษ์ที่มองไม่เห็นทุบตี ก่อนพากันลอยถอยหลังไปพร้อมกับหมาป่าที่ตามหลังพวกมันมา
“ตุบ ตุบ ตุบ!”
เสียงของหนักตกลงพื้นดังขึ้นติดต่อกัน ฝูงหมาป่าที่เพิ่งจะพุ่งไปข้างหน้าเมื่อครู่ถูกเพื่อนร่วมฝูงกระแทกจนถอยกลับไปที่เดิม
หมาป่าสีเทาสามตัวที่ถูกธนูปักที่หน้าอก ลูกธนูปักลึกเข้าไปในร่างกายจนทะลุออก ลูกธนูยาวเหยียดตรอกพวกมันไว้กับพื้นอย่างแรง แม้แต่จะดิ้นรนก็ยังทำไม่ได้
ในดวงตาหมาป่าสามคู่ที่ค่อยๆ ไร้ชีวิตกลับปรากฏสีหน้าตกตะลึงราวกับมนุษย์ขึ้นมา
หลิวจี้ที่เมื่อครู่ยังตะโกนว่าเมียจ๋าระวังด้วย ตอนนี้อ้าปากค้าง สองตาเบิกกว้าง ยืนตะลึงอยู่กับที่
สตรีใจร้าย เจ้าน่ากลัวถึงเพียงนี้เลยหรือ!
หลิวไป่ที่อยู่ข้างกายหลิวจี้ก็มีสีหน้าเหมือนกันทุกประการ
ไม่สิ ควรจะกล่าวว่าสมาชิกในกลุ่มฆ่าหมาป่าทุกคน เมื่อเห็นฝูงหมาป่าที่พุ่งเข้ามาแล้วถูกบีบให้ถอยกลับไปที่เดิม และเนื่องจากการกระแทกของเพื่อนร่วมฝูงที่ถูกธนูปักจึงต้องใช้กรงเล็บข่วนพื้นอย่างแรงเพื่อพยายามทรงตัวให้มั่นคง ในภาพที่ดูน่าขบขันนั้น ทุกคนก็แสดงสีหน้าเหมือนกับหลิวไป่และหลิวจี้
อ้าปากค้าง สองตาเบิกกว้าง ยืนตะลึงอยู่กับที่!
ฉินเหยาแค่นยิ้มเย้ยหยันหนึ่งครั้ง นี่มันเพิ่งจะเริ่มต้น ยังไม่นับเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยเลยด้วยซ้ำ
นางตะโกนเสียงดังเรียกทุกคนที่กำลังตะลึง “ทุกคนจับตามองไว้ให้ดี อย่าให้หมาป่าตัวใดหนีออกไปนอกระยะยิงของข้าได้!”
สิ่งที่ตอบนางกลับมาคือเสียงโห่ร้องที่เปี่ยมไปด้วยความเลือดร้อนของทุกคน “ทราบแล้ว!”
ด้วยสัญชาตญาณของสัตว์ ในสถานการณ์เช่นนี้มีแต่จะยิ่งกระตุ้นให้เกิดการโจมตีที่รุนแรงยิ่งขึ้น
เสียงหอนของหมาป่าจ่าฝูงดังขึ้นอีกครั้ง ตามมาด้วยเสียงร้องรับอย่างโกรธแค้นของหมาป่าสีเทาที่เหลือ
พวกมันเริ่มกระจายตัวออกโจมตี สายตาจับจ้องไปที่หลิวจ้งและคนอื่นๆ ที่ถือคบเพลิงอยู่
สัตว์ป่านั้นมีความกลัวไฟโดยธรรมชาติ ทุกคนโบกคบเพลิงไปมาหน้าตนเอง หมาป่าที่พุ่งเข้ามาก็ต้องหลบโดยสัญชาตญาณ บวกกับการสกัดกั้นและล้อมตีด้วยกระบองยาว ภายใต้การประสานงานของกลุ่มคนสองคน หมาป่าตัวเดียวก็ไม่มีโอกาสที่จะฝ่าวงล้อมออกไปได้เลย
พวกมันเองก็ฉลาดไม่เบา ในไม่ช้าก็รวมตัวกันสองสามตัว โจมตีไปที่จุดๆ เดียว
ทว่า มีฉินเหยานักแม่นธนูผู้นี้ยืนอยู่ข้างหลัง หมาป่าสีเทาที่กำลังต่อสู้กับชาวบ้านภายใต้แสงไฟก็กลายเป็นเป้านิ่งในไม่ช้า
ฉินเหยาพลางเคลื่อนที่พลางง้างธนู คันธนูในมือง้างออกกว้างและหุบเข้า ลูกธนูที่แหลมคมก็ถูกยิงออกไปทีละดอก ไม่พลาดเป้าเลย หมาป่าสีเทาล้มลงทีละตัว
เสียงหอนของหมาป่าจ่าฝูงสั้นลงและแหลมขึ้นเรื่อยๆ มันกระโดดไปมาบนโขดหินอย่างกระวนกระวาย แสดงความร้อนรนออกมาอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็มีความสิ้นหวังและความโกรธแค้นที่ทำอะไรไม่ได้ด้วย
มันเริ่มเข้าร่วมการต่อสู้ ร่างกายที่ใหญ่โตและแข็งแรงกว่าหมาป่าสีเทาตัวอื่นๆ กระโจนขึ้นหนึ่งครั้งก็สามารถทอดเงาที่น่ากลัวลงมาเหนือศีรษะของทุกคนได้
หลิวจี้ที่อยู่บนที่สูงในที่สุดก็ฟื้นคืนสติ ตะโกนเสียงดังว่า “เมียจ๋า หมาป่าจ่าฝูงไปทางตะวันออกแล้ว!”
ขนาดร่างกายที่ใหญ่โตของหมาป่าจ่าฝูงนั้นสร้างความหวาดกลัวให้แก่กลุ่มเล็กของหลิวจ้งทางทิศตะวันออกมาก เมื่อหมาป่าจ่าฝูงพุ่งเข้ามา พวกเขาก็จำต้องถอยหลังตามสัญชาตญาณ ท่าทีตื่นตระหนกอย่างยิ่ง
“โฮก!” ปากหมาป่าที่เหม็นคาวงับลงมาตรงเหนือข้อมือ หลิวจ้งที่กำลังตื่นตระหนกก็ฟาดคบเพลิงเข้าไปทันที
คบเพลิงในมือดับลงทันที แรงกัดมหาศาลสะบัดอย่างรุนแรง หลิวจ้งที่จับด้ามคบเพลิงแน่นก็ถูกเหวี่ยงจนล้มลงกับพื้น
ในสภาวะหวาดกลัวจนถึงสุดขีด มนุษย์ยากที่จะตอบสนองอย่างถูกต้องได้ สมาชิกในกลุ่มของเขาฟาดกระบองลงไปที่ร่างของหมาป่าจ่าฝูงทันที
หมาป่าจ่าฝูงหันกลับมาอย่างแรง ละทิ้งการกัดหลิวจ้ง ทั้งร่างพุ่งเข้าหาสมาชิกในกลุ่ม
เมื่อไม่มีแสงสว่างจากคบเพลิง คนธรรมดาย่อมไม่สามารถมองเห็นเป้าหมายได้ชัดเจน สามารถมองเห็นได้เพียงเงาดำขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายใต้แสงไฟสลัว มันพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วพร้อมกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่น่าสะพรึงกลัว
พริบตาเดียว สมาชิกในกลุ่มก็ยกแขนขึ้นมาป้องกันหน้าตนเองตามสัญชาตญาณ เกราะป้องกันที่แขนได้ผล หมาป่ากัดลงบนเชือกฟางที่แข็งแรง
ความเจ็บปวดจากการที่เนื้อหนังถูกกัดจนทะลุไม่ได้เกิดขึ้นตามที่คาดไว้ มีเพียงกระดูกสะบักที่ถูกก้อนหินกระแทกจนเจ็บปวดยามถูกเหวี่ยงลงกับพื้นเท่านั้น
แต่หากโดนอีกครั้ง เขาคงจะทนไม่ไหวแล้ว
น้ำหนักตัวของหมาป่าจ่าฝูงบวกกับแรงข่มของมันทำให้ชายฉกรรจ์หนักร้อยสามสิบสี่สิบจินไม่อาจทนรับได้เลย
ในขณะที่ปากหมาป่ากำลังจะกัดเข้าที่คอของสมาชิกกลุ่ม ทันใดนั้นก็มีพละกำลังมหาศาลขุมหนึ่งคว้าเข้าที่หลังคอของหมาป่าจ่าฝูงตัวนั้น
ได้ยินเพียงเสียง “เดรัจฉาน!”
จากนั้น ร่างหมาป่าขนาดใหญ่ที่กำลังกัดคนอยู่ก็ถูกยกขึ้นทั้งตัว
ขนที่คอถูกจับไว้แน่น ดึงรั้งเสียจนหนังของหมาป่าจ่าฝูงเจ็บปวด มันดิ้นรนอย่างสุดกำลัง หงายหลังไปอย่างแรง ฉินเหยารีบปล่อยมือทันที มิฉะนั้นนางจะถูกกดลงกับพื้นไปด้วย
หมาป่าจ่าฝูงหงายหลังล้มลงกับพื้นดัง “ตุ้บ” แล้วพลิกตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว อ้าปากกว้างราวกับอ่างเลือด เผยให้เห็นฟันที่แหลมคมพุ่งเข้าใส่สตรีที่กล้าดึงหลังคอของมันอย่างสุดกำลัง
ทว่า แสงไฟก็รวมตัวกันเข้ามาอย่างรวดเร็ว ซากหมาป่าที่ล้มลงทีละตัวสะท้อนอยู่ในดวงตาของหมาป่า หมาป่าจ่าฝูงยามนี้ถึงตระหนักได้ว่า เพื่อนร่วมฝูงของมันได้ตายด้วยลูกธนูแหลมคมของฉินเหยาทั้งหมดแล้ว
นี่เพิ่งจะผ่านไปนานแค่ไหนกันเชียว
ยังไม่ถึงสองลมหายใจ เพื่อนร่วมฝูงสิบหกตัวก็ถูกฉินเหยายิงตายทั้งหมด ลูกธนูที่เย็นเฉียบทะลุผ่านร่างกายของพวกมัน เก็บเกี่ยวชีวิตของพวกมันไปอย่างเลือดเย็น
ความโกรธและความเกลียดชังพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ผมที่ยุ่งเหยิงบนหน้าผากของฉินเหยาถูกเสียงคำรามของหมาป่าที่เจือด้วยกลิ่นเหม็นคาวพัดจนยุ่งเหยิง
นางขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างรังเกียจ ชักดาบในมือออกมาแล้วฟันออกไปอย่างรวดเร็ว!
“โฮก!!!” เสียงคำรามอย่างโกรธแค้นดังขึ้น ดาบเงินพาดขวางอยู่ระหว่างปากของหมาป่า ดูแล้วเหมือนฟันออกไปอย่างเชื่องช้า แต่ความจริงแล้วรวดเร็วมาก เลือดสดๆ พลันสาดกระเซ็น
ฉินเหยารีบหันข้างหลบ หลีกเลี่ยงหยดเลือดที่จะกระเซ็นลงบนใบหน้าของตน
ดาบนี้ ฟันปากหมาป่าจนเปิดออกทำให้มันไม่สามารถอ้าปากได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงคำรามก็กลายเป็นเพียงเสียงต่ำที่น่าเวทนา
แต่ในขณะที่ทุกคนคิดว่าฉินเหยาจะลงดาบซ้ำอีกครั้งเพื่อฆ่าหมาป่าจ่าฝูงให้ตาย นางกลับเก็บดาบไป ถอยหลังไปนอกวงล้อม
“ต้าหลาง”
“ฆ่ามัน!”
เสียงสตรีทั้งเย็นชาและไร้ความปรานีดังขึ้น
ต้าหลางที่ยืนอยู่กับอาวั่งนอกกลุ่มฆ่าหมาป่ามาตลอดพลันใจสั่นขึ้นมา กลืนน้ำลายลงคออย่างแรงสองครั้ง
เด็กหนุ่มยังไม่ทันได้เตรียมใจ อาวั่งก็ยื่นมือผลักต้าหลางที่ไม่ทันตั้งตัวให้ร่างไถลไปคุกเข่าอยู่ตรงหน้าหมาป่าจ่าฝูงที่บาดเจ็บและดวงตาแดงก่ำ
หลิวจี้ที่วิ่งลงมาจากเนินหินทันเห็นฉากนี้เข้าพอดีก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา “แม่เจ้าโว้ย!”
จากนั้นก็รีบด่า “อาวั่ง เจ้าอยากตายหรือไง มือลื่นก็ไม่ใช่แบบนี้นะ!”
ฉินเหยาปรายตามองอย่างเย็นชา “เจ้าพาคนอื่นไปเก็บซากหมาป่าก่อนเถอะ ถอยไปก่อน”
หมาป่าจ่าฝูงตัวใหญ่เป็นพิเศษตัวนี้ นางจะเก็บไว้ให้ต้าหลางฝึกฝนโดยเฉพาะ ใครก็ห้ามแตะต้อง
เมื่อหลิวจี้ถูกเทพสังหารผู้นี้มองมาก็กลืนน้ำลายลงคออย่างแรงถึงจะหาเสียงของตนเองเจอ เขารีบพยักหน้า “ได้ ได้”
ทว่า…หันกลับไปมองเด็กหนุ่มตัวเล็กที่เพิ่งจะกลิ้งตัวหนีจากการโจมตีของกรงเล็บหมาป่าได้อย่างหวุดหวิด หลิวจี้ก็ทำแข็งใจพูดเกลี้ยกล่อมว่า
“เด็กเรียนรู้ช้า พวกเราค่อยๆ สอนก็ได้ ไม่ ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้กระมัง”