ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 399 ออกเดินทาง
ตอนที่ 399 ออกเดินทาง
ยามพลบค่ำ
หลิวเฝยและพี่น้องตระกูลหยางกลับมาแล้ว
สองพี่น้องได้สืบจนกระจ่างแล้วและได้ทราบถึงตำแหน่งที่ตั้งโดยประมาณของฝูงหมาป่า รวมถึงจำนวนโดยประมาณแล้วด้วย
“ฝูงหมาป่าฝูงนี้มีจ่าฝูงหนึ่งตัวนำ ทั้งหมดเป็นหมาป่าโตเต็มวัย จากรอยเท้าและร่องรอยที่ทิ้งไว้บนภูเขา พวกมันตั้งรกรากอยู่บนเนินหินรอบนอกของภูเขาทางเหนือ”
หยางต้าพูดพลางหยิบขนไก่สองสามเส้นที่เพิ่งจะเก็บได้ระหว่างทางออกมายื่นให้ฉินเหยา “นี่คือสิ่งที่พวกเราพบระหว่างทาง น่าจะเป็นฝูงหมาป่าที่ท่านต้องการหาอย่างไม่ต้องสงสัย”
“หมาป่ามีประสาทสัมผัสในการดมกลิ่นที่ว่องไว ข้ากับหยางเอ้อร์ไม่กล้าเข้าใกล้เกินไป กลัวว่าจะทำให้พวกมันแตกตื่น ดังนั้นจำนวนพวกเราจึงได้แต่ประมาณการคร่าวๆ น่าจะอยู่ระหว่างสิบห้าถึงยี่สิบตัว”
จำนวนของฝูงหมาป่าโดยทั่วไปจะไม่มากนัก เพราะหมาป่าจ่าฝูงหนึ่งตัวสามารถควบคุมหมาป่าได้ประมาณสิบถึงยี่สิบตัวเท่านั้น
บวกกับหมาป่าในแถบภูเขาทางเหนือนี้กระจายตัวกัน จำนวนก็ไม่มากนัก หมาป่าจ่าฝูงสามารถรวบรวมฝูงหมาป่าได้ถึงยี่สิบตัวก็ถือว่าสุดยอดมากแล้ว
หมาป่าในป่ากับหมาป่าในทุ่งหญ้าก็มีความแตกต่างกันอยู่
หมาป่าในป่ามีความว่องไวมากกว่า มีความอดทนมากกว่าและส่วนใหญ่เก่งในการปีนป่าย ดังนั้นพวกมันจึงมีทางหนีมากมาย หากไม่ใช่นักล่ามืออาชีพก็ยากที่จะจับตัวได้
แต่สัตว์ชนิดนี้ก็มีลักษณะที่น่ารังเกียจอย่างหนึ่งคือ มีความอาฆาตพยาบาทสูงมาก ดังนั้นการป้องกันเชิงรับอย่างเข้มงวดและการขับไล่จึงยากที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างสิ้นเชิง
พี่น้องตระกูลหยางได้ทราบแผนการกำจัดหมาป่าของหมู่บ้านตระกูลหลิวจากปากของหลิวเฝยแล้ว หลังจากที่พี่น้องทั้งสองได้ลงพื้นที่สำรวจแล้วก็รู้สึกปวดหัว
เว้นเสียแต่ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลหลิวจะเป็นนักธนูมืออาชีพทุกคน มิฉะนั้นการสังหารฝูงหมาป่าในระยะใกล้ มนุษย์จะเสียเปรียบอย่างมาก
แต่ต้นทุนของลูกธนูหนึ่งดอกสูงแค่ไหน หยางต้าก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ชาวบ้านย่อมไม่สามารถมีไว้ในครอบครองได้
“ฉินเหนียงจื่อ ท่านคิดจะทำอย่างไรรึ” หยางต้าถามอย่างใคร่รู้
ตามที่เขารู้มา คนทั้งหมู่บ้านตระกูลหลิวที่สามารถมีธนูในครอบครองได้ มีเพียงฉินเหยาคนเดียว
คงจะเป็นไปไม่ได้ ที่จะมีแค่นางคนเดียวที่ลงมือกระมัง
คนคนเดียวมีเพียงสองมือ ง้างธนูหนึ่งครั้งยิงลูกธนูหนึ่งดอก ต่อให้ลูกธนูของนางไม่พลาดเป้าเลย ยิงได้ไม่ถึงสามดอกห้าดอก หมาป่าตัวอื่นๆ ก็คงจะหนีไปกันหมดแล้ว
และครั้งต่อไปชาวบ้านก็จะต้องเผชิญหน้ากับการแก้แค้นอย่างรุนแรงของฝูงหมาป่าที่จะกลับมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้!
ฉินเหยารู้ว่าเขากำลังกังวลอะไรอยู่จึงพูดอย่างใจเย็นว่า “แผนการเดิมของข้าก็คือข้าบุกโจมตี คนอื่นป้องกันและล้อมจับ”
ตราบใดที่นางยิงลูกธนูได้เร็วพอ ฝูงหมาป่าก็จะไม่มีโอกาสหนีออกจากวงล้อมได้
หยางต้ากับหยางเอ้อร์มองหน้ากันอย่างตกตะลึง หยางเอ้อร์รีบถามว่า “แล้วลูกธนูของท่านพอรึ”
ลูกธนูหนึ่งกระบอกมีสิบดอก ลูกธนูในมือของฉินเหยาเกรงว่าจะรวบรวมไม่ได้ถึงสองกระบอก
ฉินเหยาหยิบดาบที่เพิ่งจะขัดจนแวววาวขึ้นมา “ลูกธนูไม่พอก็ใช้ดาบเข้าช่วย พวกท่านไม่ต้องกังวล ข้ามีแผนในใจแล้ว”
นางยังจะให้อาวั่งพาต้าหลางไปด้วย ถือโอกาสให้เด็กได้ฝึกฝีมือ
ก่อนหน้านี้ต้าหลางพูดถูก การปิดประตูฝึกฝนนั้นไม่ดีจริงๆ
โอกาสดีเช่นนี้ ย่อมจะปล่อยไปไม่ได้
หยางต้าและหยางเอ้อร์พูดไม่ออก อ้าปากอยากจะถามว่าต้องการให้พวกตนสองคนช่วยหรือไม่ สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกมา
แม้ว่าพวกเขาจะรู้สึกว่าคนจากหมู่บ้านตระกูลหลิวกลุ่มนี้ไม่เป็นมืออาชีพเท่าพวกตนสองคน แต่ก็มีความรู้สึกว่าหากตนเองเอ่ยปากแสดงความต้องการที่จะเข้าร่วมช่วยเหลือจะถูกฉินเหยาดูถูกเอา
ดังนั้น หุบปากเสียเถอะ
“ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว ถ้าอย่างนั้นพวกข้ากลับกันไปก่อนนะ” หยางต้าถามหยั่งเชิง
ฉินเหยาพยักหน้าเอ่ยขอบคุณข้อมูลที่ทั้งสองคนนำมาให้แล้วให้หลิวเฝยขับรถไปส่งทั้งสองคน
สองพี่น้องยิ้มอย่างจนใจ เช่นนั้นพรุ่งนี้ค่อยมาดูความสนุกที่หมู่บ้านตระกูลหลิวก็แล้วกัน
หลิวเฝยพาพี่น้องตระกูลหยางทั้งสองคนจากไปแล้ว ฉินเหยาก็ให้หลิวจี้ไปแจ้งคนในกลุ่มฆ่าหมาป่า
เมื่อครู่เพิ่งจะทำเกราะป้องกันให้ทุกคนเสร็จก็ให้พวกเขาแต่ละคนกลับบ้านไปกินข้าวเพื่อเติมพลัง
ตอนนี้อิ่มกันแล้ว พอดีออกไปขยับแข้งขยับขาเพื่อย่อยอาหารสักหน่อย!
หลิวจี้รีบวางชามข้าวในมือลงทันที หยิบฆ้องที่ยืมมาจากหลิวฉีแล้วออกจากประตูไป
เมื่อเสียงฆ้องทองแดงดังขึ้น ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านก็ตื่นเต้นขึ้นมา
สมาชิกในกลุ่มฆ่าหมาป่ารีบหยิบกระบองและมีดพร้าป้องกันตัวมาที่บ่อน้ำในหมู่บ้านเพื่อรวมตัวกัน
ฉินเหยารออย่างใจเย็น รอจนกระทั่งอาวั่งและเอ้อร์หลางกับซานหลางที่รับผิดชอบเวรในวันนี้ล้างชามและตะเกียบเสร็จ เช็ดโต๊ะและเก้าอี้ให้สะอาด ถึงได้ลุกขึ้นเรียกอาวั่งและเด็กๆ ออกจากบ้าน
เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงให้ไปรออยู่ที่เรือนเก่า
มีเพียงอาวั่งและต้าหลางที่ตามหลังมา เมื่อมาถึงบ่อน้ำในหมู่บ้านก็ไปยืนอยู่ข้างๆ กลุ่มฆ่าหมาป่า
อาวั่งยังคงแต่งตัวเหมือนยามปกติ ในมือถือกระบองสั้นเพิ่มมาเท่านั้น
เขาไม่ต้องรับผิดชอบในการฆ่าหมาป่าและไม่จำเป็นต้องล้อมจับฝูงหมาป่า เพียงแค่ดูแลต้าหลางให้ดีก็พอ
ส่วนต้าหลางนั้นตั้งใจเปลี่ยนมาสวมชุดเก่าที่ทนทาน ข้อมือก็ใช้เชือกฟางที่สานเป็นเชือกเส้นใหญ่พันไว้เพื่อป้องกัน
แต่เพื่อไม่ให้กระทบต่อการใช้มีดสั้นและธนูเล็กของเขา นอกจากนี้แล้วจึงไม่ได้ทำการป้องกันใดๆ เพิ่มเติมเพื่อไม่ให้ส่งผลต่อความเร็วในการตอบสนองของร่างกาย
เด็กหนุ่มคนนี้ตื่นเต้นกว่าใครๆ ในที่นี้ทั้งหมด
กลัวหรือ
ไม่มีทาง
ต้าหลางหันกลับไปมองก็จะเห็นอาวั่ง
เงยหน้าขึ้นมองไปข้างหน้าอีกครั้ง พ่อแม่ก็อยู่ด้วย
ให้ความรู้สึกเหมือนกลุ่มเทพพามือใหม่ไปลุยด่านระดับเริ่มต้นอย่างไรอย่างนั้น
หลังจากนับจำนวนคนเรียบร้อยแล้ว ฉินเหยาก็สั่งให้พวกเขาแต่ละคนตรวจสอบเครื่องป้องกันของตนเองอีกครั้ง เมื่อยืนยันแล้วว่าไม่มีอะไรผิดพลาด นางก็สะพายธนู แบกดาบใหญ่ โบกมืออย่างองอาจ นำกลุ่มฆ่าหมาป่าเข้าสู่ภูเขาทางเหนือ
ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง
สำหรับสมาชิกในกลุ่มแล้ว การเดินทางค่อนข้างลำบาก จนกระทั่งฟ้ามืดสนิท ถึงได้มาถึงเนินหินที่อยู่ไม่ไกลนัก
ฝูงหมาป่ายังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ฉินเหยารวบรวมทุกคนมาอยู่ตรงหน้า จากนั้นจัดกลุ่มย่อยสองคนต่อหนึ่งกลุ่มอย่างชำนาญแล้วสั่งให้แต่ละกลุ่มกระจายตัว ล้อมพื้นที่เนินหินนี้เอาไว้
อาวั่งและต้าหลางอยู่กลุ่มเดียวกัน ยืนอยู่ไกลจากทุกคนราวกับไม่มีตัวตนเลยแม้แต่น้อย
สมาชิกในกลุ่มฆ่าหมาป่าลืมไปแล้วว่าพวกเขาสองคนยังอยู่ข้างหลังด้วย
หลิวจี้กับหลิวไป่อยู่กลุ่มเดียวกัน พวกเขาถูกฉินเหยาจัดให้อยู่บนที่สูงทางเหนือเพื่อรับผิดชอบสังเกตการณ์จะได้คอยรายงานความเคลื่อนไหวของฝูงหมาป่ากับทุกคนได้ตลอดเวลา
นี่เป็นตำแหน่งที่สำคัญมาก ไม่ควรจะมอบให้หลิวจี้ซึ่งเป็นคนที่มักจะทำงานพลาดทำ แต่ก็ช่วยไม่ได้ เพราะทั้งกลุ่มมีแต่เขาที่เสียงดังที่สุด!
หลังจากที่สมาชิกในกลุ่มเข้าประจำที่แล้ว ในขณะที่จุดคบเพลิง เงาหมาป่าสีเทาหลายสิบตัวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างชัดเจน
แสงไฟที่สะท้อนจากดวงตาของหมาป่าส่องประกายสีเขียวเรืองรอง ดวงตาหมาป่าหลายสิบดวงปรากฏขึ้นพร้อมกัน เมื่อสบตากันอย่างกะทันหันก็ทำให้หลิวจ้งและคนอื่นๆ ตกใจจนสูดลมหายใจเข้าลึกพร้อมกัน
ที่แท้เมื่อครู่ฝูงหมาป่ามิใช่ไม่มีความเคลื่อนไหว แต่พวกมันค้นพบร่องรอยของมนุษย์แล้ว
พวกมันรวมตัวกันในความมืดจนกระทั่งตอนนี้แสงไฟปรากฏขึ้น ศัตรูทั้งสองฝ่ายจึงเผชิญหน้ากันอย่างไม่ทันตั้งตัว
ขณะที่สมาชิกในกลุ่มฆ่าหมาป่ายังคงสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ เสียงของฉินเหยาก็ดังขึ้นในความมืดยามค่ำคืน
นางตะโกนเสียงดังลั่น “ทุกคนเข้าสู่สภาวะป้องกันและปิดล้อม! ย่อขนาดวงล้อมให้เล็กลงเดี๋ยวนี้!”
เมื่อสิ้นเสียงพูด หลิวจ้งและคนอื่นๆ ที่ยังไม่รู้จะทำอย่างไรดีก็มีทิศทางการเคลื่อนไหวทันที
พวกเขาถือคบเพลิงค่อยๆ เข้าไปใกล้ศูนย์กลาง
เสียงหมาป่าหอนดังขึ้น หมาป่าจ่าฝูงยืนอยู่บนโขดหินสูง มันออกคำสั่งรวมตัวอย่างโกรธเคือง
หมาป่าที่กระจัดกระจายอยู่ในรอยแยกของหินก็กระโดดลงมาบนพื้นดิน รวมตัวกันอยู่ตรงหน้าหมาป่าที่เป็นจ่าฝูงอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่หมาป่าจ่าฝูงหอนเสร็จ ดวงตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารก็จับจ้องไปที่ฉินเหยาอย่างแม่นยำราวกับจะจำนางได้ มันเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ส่งเสียงร้องแหลมเสียดหู
นี่คือสัญญาณของการสั่งโจมตี ทันใดนั้นเอง เงาหมาป่าสิบกว่าตัวก็พุ่งเข้าหาฉินเหยา
หลิวจี้ที่ยืนอยู่บนที่สูงสังเกตเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เขาตะโกนเสียงดังอย่างตึงเครียด “เมียจ๋า ระวังตัวด้วยนะ!”