ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 409 ช่างเป็นของที่ชั่วช้านัก
ตอนที่ 409 ช่างเป็นของที่ชั่วช้านัก
เคล็ดลับแรก หลีกเลี่ยงการปะทะซึ่งหน้าทั้งหมด
เมื่อพบหน้าให้สังเกตการณ์ก่อน ยืนยันความต้องการของอีกฝ่าย หลีกเลี่ยงทุกจุดที่อาจเกิดความขัดแย้งได้
ตราบใดที่ไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติก็ไม่มีปัญหา
เคล็ดลับที่สอง เอาใจในสิ่งที่เขาชอบ
อันนี้จะสูงชั้นขึ้นมาหน่อย ภายใต้เงื่อนไขที่ศัตรูแข็งแกร่งเราอ่อนแอ เคล็ดลับนี้ต้องใช้เทคนิคเล็กน้อย
ทำได้ดีก็ยังสามารถฉวยโอกาสก้าวปีนขึ้นไป สร้างความสำเร็จให้ตนเองได้
ฉินเหยาเตือนว่า “วิชาควบคุมม้าที่ข้าสอนท่านไป ยังจำได้ใช่หรือไม่ บังเหียนต้องอยู่ในกำมือของท่านเองและท่านต้องเป็นผู้กำหนดความเร็วด้วยตนเอง”
“ใช้จุดแข็งกลบจุดด้อย แสดงจุดเด่นของท่านให้ดี ใช้จุดแข็งสู้จุดแข็ง ใช้จุดด้อยสู้จุดด้อย อย่าเอาจุดด้อยของตนเองไปปะทะกับจุดแข็งของอีกฝ่ายเป็นอันขาด”
สุดท้ายของสุดท้าย ฉินเหยาเปลี่ยนไปใช้น้ำเสียงที่จริงจังเอ่ยกำชับว่า
“ท่านต้องทำให้บิดา พี่ชาย และแม่เลี้ยงของท่านบรรลุความเข้าใจร่วมกันให้ได้ว่า…พวกท่านทั้งครอบครัวต่างหากคือผู้ที่ลงเรือลำเดียวกันในเรื่องผลประโยชน์!”
การขัดแย้งบั่นทอนกันเองจากภายใน มีแต่จะทำให้ไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้
เส้นทางขุนนางของนายท่านติงยังอีกยาวไกลนัก
ความจริงก็วางอยู่ตรงหน้า ไม่ใช่เพียงแค่นายท่านติงที่ต้องอาศัยอำนาจของภรรยาใหม่เพื่อก้าวขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น แต่ภรรยาใหม่เองก็จำเป็นต้องสนับสนุนให้เขาก้าวหน้า เพื่อที่จะได้เสพสุขจากอำนาจที่แคว้นเซิ่งมอบให้กับนายท่านติงโดยอ้อมเช่นกัน
กฎเกณฑ์เดียวกันนี้ เมื่อนำมาใช้กับเหล่าบุตรธิดาก็เป็นเช่นเดียวกัน
ติงเซียงดูเหมือนจะเข้าใจ แต่ก็ดูเหมือนจะยังไม่เข้าใจทั้งหมด
จนกระทั่งเมื่อทานอาหารที่บ้านของฉินเหยาเสร็จและสามคนพ่อลูกกำลังจะเอ่ยลาจากไป นางถึงได้เผยสีหน้าที่กระจ่างแจ้งขึ้นมา ดูเหมือนว่าในใจคงจะมีแผนการอะไรบางอย่างแล้ว
ฉินเหยาประคองนางขึ้นม้าและในตอนที่มือของคนทั้งสองสัมผัสกันนั้น ขวดกระเบื้องใบเล็กๆ ใบหนึ่งก็ได้เลื่อนสอดเข้าไปในแขนเสื้อของติงเซียงอย่างแนบเนียน
ติงเซียงสะดุ้งตกใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ภายใต้สายตาที่จ้องมองของฉินเหยา นางกลับมาสงบสติอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงกุมบังเหียนแน่น ควบม้าตัวใหญ่ใต้ร่างวิ่งเหยาะๆ ตามพี่ชายไปพร้อมกับนำขบวนรถม้าจากไป
“นายท่านติง นายน้อยติง คุณหนูติง เดินทางดีๆ นะขอรับ คราวหน้าเราค่อยพบกันที่เมืองหลวง!” หลิวจี้โบกมือพลางกล่าวอย่างเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
หลังจากมองส่งขบวนของตระกูลติงออกจากหมู่บ้านตระกูลหลิวและเลี้ยวลับหายเข้าไปในช่องเขาแล้ว หลิวจี้ถึงได้หุบรอยยิ้มที่ใกล้จะแข็งทื่อของตนลงแล้วขยับเข้าไปใกล้ฉินเหยาพร้อมกับถามอย่างตื่นเต้นว่า
“เมียจ๋า เมื่อครู่เจ้าให้ของดีอะไรกับคุณหนูติงไปหรือ”
ฉินเหยาเพียงแต่ยิ้มแต่ไม่ตอบอะไร ก่อนจะเรียกพวกต้าหลางสี่พี่น้องที่ออกมาส่งแขกด้วยกันให้กลับเข้าไปในบ้าน
หลิวจี้รู้สึกคันยุบยิบในใจยิ่งนัก อย่าคิดว่าเขาจะไม่รู้ว่าขวดเล็กๆ ใบนั้นเป็นของที่อาวั่งให้นางมา
เขากอดอกเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อขวางอาวั่งที่กำลังจะออกมาเทน้ำล้างจาน จากนั้นกดเสียงให้ต่ำลงแล้วเค้นถาม “ในขวดที่เจ้าให้ฮูหยินไปน่ะ ข้างในมันมีอะไรอยู่”
ฉินเหยาไม่เคยกำชับไว้ว่าห้ามพูดเรื่องนี้ นั่นก็หมายความว่าเป็นเรื่องที่สามารถพูดหรือไม่พูดก็ได้
เพื่อไม่ให้นายท่านใหญ่มาขัดขวางการทำงานของตน อาวั่งจึงตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉยว่า “ยาดูดพลังหยาง”
พูดจบ เขาก็ค่อยๆ ดึงหลิวจี้ที่ขวางอยู่ตรงหน้าออกไปแล้วถือถังน้ำล้างจานเดินไปยังโรงเรือนเลี้ยงสัตว์หลังเขาเพื่อให้อาหารวัว
ทิ้งให้หลิวจี้ยืนตะลึงอยู่ในลานบ้าน พลางครุ่นคิดซ้ำไปซ้ำมาว่าเจ้า ‘ยาดูดพลังหยาง’ นี่มันคือของอะไรกันแน่
ยาบำรุงพลังหยางน่ะเขารู้จัก แต่ไอ้ดูดพลังหยางนี่มันคืออะไรกัน
แต่ก็นั่นแหละ ชื่อที่อาวั่งตั้งก็เหมือนนิสัยของเขา คือตรงไปตรงมาไม่มีความหมายแอบแฝงอะไร ถ้าอย่างนั้นหากให้เข้าใจตามตัวอักษร มันก็คือ…นกเขาไม่ขัน?
“สวรรค์ช่วย!”
หลิวจี้ตกใจกับคำตอบที่ตัวเองคิดขึ้นมาได้ ในโลกนี้จะมีของที่ชั่วร้ายถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกัน!
แล้วสตรีใจร้ายยังจะมอบของสิ่งนี้ให้กับคุณหนูติงที่เป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ อีก นี่คิดจะเอาไปใช้กับใครกัน
หรือว่าจะใช้กับนายท่านติง?
หลิวจี้สูดหายใจเข้าลึกอย่างหนาวเหน็บ นายท่านติงเพิ่งจะได้เลื่อนตำแหน่ง ร่ำรวย และแต่งภรรยาใหม่ เรียกได้ว่าไปถึงจุดสูงสุดในชีวิตที่ลูกผู้ชายคนหนึ่งจะไปถึงได้แล้ว ไม่มีชายใดได้ยินเรื่องนี้แล้วจะไม่รู้สึกอิจฉาหรอก
แต่พอตกกลางคืนในยามที่ได้อยู่กับเมียรักข้างกาย นายท่านติงกลับมีใจแต่ไร้เรี่ยวแรง…เอ่อ นี่มัน…
หลิวจี้ย้ำเตือนตนเองในใจอีกครั้งว่า ยอมล่วงเกินเหล่าคนชั่วยังดีเสียกว่าไปล่วงเกินสตรี มันถึงตายได้จริงๆ นะ!
ฉินเหยาเดินออกมาจากในห้อง ตะคอกใส่หลิวจี้อย่างหมดความอดทน “ยืนบื้ออยู่ทำอะไรน่ะ เรียกตั้งหลายครั้งแล้วไม่ได้ยินหรือไง”
“หา” หลิวจี้ถึงเพิ่งจะได้สติ เผลอตัวสั่นสะท้านขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ฉินเหยาเหลือบมองเขาอย่างสงสัย “เจ้ากำลังคิดเรื่องไร้สาระอะไรอยู่ เข้ามาในบ้าน เอ้อร์หลางมีโจทย์เลขจะถามเจ้า”
สำนักศึกษาของตระกูลใกล้จะเปิดเรียนแล้ว อาจารย์ได้ให้การบ้านไว้ก่อนจะหยุดยาวและจะมีการสุ่มตรวจเมื่อเปิดเรียน
หนึ่งปีจะมีโอกาสได้หยุดยาวสักครั้ง แถมยังเป็นช่วงปีใหม่ เด็กๆ จะเล่นกันจนเหลวไหลไปหน่อยฉินเหยาก็ไม่ได้ว่าอะไร
แต่ตอนนี้ใกล้จะถึงวันเปิดเรียนแล้ว หากยังปล่อยตัวเหลวไหลต่อไป มีหวังได้ถูกอาจารย์ไล่ออกจากสำนักศึกษาเป็นแน่!
เมื่อเห็นฉินเหยาทำท่าหมดความอดทน หลิวจี้ก็รีบสลัดความคิดไร้สาระในหัวทิ้งไปแล้วก้าวฉับๆ เข้าไปในห้องโถง
“โจทย์เลขอะไรทำไม่ได้อีกแล้วรึ หลิวเอ้อร์หลาง ปกติเจ้าไม่ใช่ว่าเก่งกาจนักหรอกหรือ ในที่สุดเจ้าเด็กนี่ก็มีวันต้องมาขอร้องข้าสินะ”
ฉินเหยาเอ่ย “พูดจาไร้สาระน้อยลงหน่อยจะตายหรือไร?!”
“ข้าไม่พูดแล้ว ข้าจะหุบปาก” หลิวจี้กระแอมสองที กลับสู่ท่าทีจริงจัง นั่งลงที่โต๊ะแล้วเอ่ยถามลูกชายคนรองด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่าตรงไหนที่ทำไม่ได้
เอ้อร์หลางแค่นเสียงเสียงหนึ่งถึงค่อยยอมกางกระดาษคำนวณของตนออกอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจนักแล้วชี้บอกบิดาของตนถึงจุดที่เขาคำนวณไม่ออก
โจทย์ไม่ได้ยากอะไร เพียงแต่ถูกท่านอาจารย์บังคับว่าต้องใช้วิธีคำนวณแบบใดแบบหนึ่งโดยเฉพาะ สำหรับเด็กระดับเอ้อร์หลางกับต้าหลางแล้วจึงยังไม่สามารถพลิกแพลงได้
ตำราซู่ซูที่ยืมมาจากกงเหลียงเหลียวนั้น หลิวจี้ท่องจำจนขึ้นใจคล่องปากไปนานแล้ว
เขาเป็นคนที่แปลกมาก หากเจ้าดีกับเขา บอกให้เขาท่อง เขาก็จะไม่ยอมอ่านแม้แต่ตัวอักษรเดียว
แต่ถ้าเจ้าเอาดาบมาจ่อคอเขาเมื่อไหร่ เขาก็จะท่องจำได้อย่างขึ้นใจเลยทีเดียว
แม้เนื้อหาในตำราซู่ซูหลิวจี้จะยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่เมื่อถึงคราวต้องใช้ เขาก็สามารถเลือกออกมาศึกษาวิจัยแล้วนำไปสอนต้าหลางกับเอ้อร์หลางได้อย่างง่ายดาย
ทว่าเมื่อลูกมีความเข้าใจที่ช้าก็อย่าโทษที่ผู้เป็นบิดาจะอารมณ์ไม่ดี
เสียงเอะอะโวยวายราวกับฟ้าร้องในห้องโถงกว่าจะสงบลงก็ดึกดื่น
ฉินเหยามีสายตาที่กว้างไกล อุ้มซานหลางกับซื่อเหนียงกลับห้องนอนไปนานแล้ว นางเอาสำลีอุดหู นอนหลับฝันดีอย่างมีความสุข
เพียงแต่ เรื่องสรรพคุณของยาดูดพลังหยางนั้น หลิวจี้ยังคงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ
เช้าตรู่ เขาก็ถือตำราไปนั่งยองๆ เฝ้ารออยู่หน้าประตูห้องนอนของฉินเหยา พอประตูห้องเปิด เขาก็รีบลุกขึ้นถามทันที
“เมียจ๋า เจ้าสงสารข้าเถอะนะ อย่าบ่ายเบี่ยงเลย บอกข้าทีว่ายาที่เจ้าให้คุณหนูติงไปน่ะมันใช้ทำอะไรกันแน่”
พูดพลางก็ชี้ไปที่ขอบตาดำคล้ำทั้งสองข้างของตนเอง “ข้าคิดเรื่องนี้ทั้งคืนเลยนะ ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเมียจ๋าจะให้ยาแบบนั้นกับคุณหนูติงได้ ให้บุตรสาวเอายาแบบนี้ไปให้บิดาแท้ๆ ของตัวเอง นี่มันไม่ใช่การทำร้ายคนหรอกหรือ…”
ยิ่งพูดยิ่งเลอะเทอะ ฉินเหยารู้อยู่แล้วว่าในสมองของเขาไม่มีเรื่องดีๆ อะไรอยู่เลย
นางยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้หลิวจี้ที่กำลังพูดไม่หยุดรีบหยุดพูดแล้วถามกลับอย่างสงสัย “ทำร้ายคนอย่างไรกัน เจ้าอธิบายให้ข้าฟังสิ”
หลิวจี้ “ข้าไม่กล้าพูด”
ฉินเหยาแค่นหัวเราะ “เรื่องที่นายท่านติงแต่งงานใหม่เจ้าก็รู้แล้ว เจ้าเอาแต่อิจฉาที่เขาได้เลื่อนตำแหน่ง ร่ำรวยและได้ภรรยาใหม่ แต่เจ้าเคยคิดถึงสถานการณ์ของติงเซียงบ้างหรือไม่”
หลิวจี้ถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย “แต่เจ้าจะไปทำให้เขานกเขาไม่ขันไม่ได้นะ นี่มันผิดศีลธรรม”
พอพูดออกไปก็ตระหนักได้ว่าตนเองพลั้งปากจึงรีบยกมือขึ้นปิดปากตนเองแล้วรีบถอยหลังไปสามก้าวใหญ่
ฝ่ามือที่คาดว่าจะฟาดลงมากลับไม่เกิดขึ้น หลิวจี้มองไปอย่างประหลาดใจ ก็เห็นฉินเหยามองเขาด้วยสีหน้าราวกับกำลังมองคนโง่ มุมปากของนางโค้งขึ้นเล็กน้อยแล้วถามอย่างเย้ยหยัน
“ข้าถามเจ้า ถ้าเจ้าเป็นติงเซียง ในสถานการณ์เดียวกัน อะไรคือภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดสำหรับเจ้า”
คำถามนี้หลิวจี้ไม่จำเป็นต้องคิดก็ตอบได้เพราะเขาเคยมีประสบการณ์ตรงมาก่อน
“ก็ต้องเป็นไอ้ลูกกระต่ายตัวน้อยที่เพิ่งเกิดจากพ่อแท้ๆ กับแม่เลี้ยงน่ะสิ”
“ก็เพราะอย่างนั้นน่ะสิ~” ฉินเหยายักไหล่ “เหตุผลเจ้าก็เข้าใจดี”
อีกอย่าง ยานั่นก็ไม่ใช่ยาทำให้นกเขาไม่ขัน แต่เป็นยาคุมกำเนิด
นางให้ติงเซียงเปิดอกคุยกับนายท่านติงไปเลยตรงๆ ถ้านายท่านติงไม่ได้โง่เขลาเกินไป เขาย่อมรู้เองว่าจะใช้ยาขวดนี้อย่างไร
ปริมาณยาไม่มาก อย่างมากที่สุดก็ใช้ได้หนึ่งปี
เวลาหนึ่งปีก็เพียงพอที่จะมองนิสัยใจคอของใครหลายคนออกและใช้ในการเตรียมตัวหลายๆ อย่างได้
คนเราย่อมมีความรู้สึกรักชอบไม่เท่ากัน มีการจัดลำดับความใกล้ชิดสนิทสนม
ฉินเหยาย่อมเอนเอียงไปทางเด็กสาวที่ตนนั่งจับมือสอนมากับมือมากกว่า นางหวังว่าเด็กสาวจะสามารถกุมอำนาจในการตัดสินใจไว้ได้มากขึ้น