ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 410 การประเมินที่ไม่เป็นธรรม
ตอนที่ 410 การประเมินที่ไม่เป็นธรรม
ยังไม่ทันสิ้นเดือนแรก สามพ่อลูกตระกูลติงก็เดินทางเข้าสู่เมืองหลวงแล้ว
ฉินเหยาทราบข่าวล่วงหน้าจึงเร่งขับรถม้ามุ่งหน้าไปยังเมืองจินสือพร้อมกับหลิวจี้เพื่อตามไปส่งพวกเขาเป็นระยะทางหนึ่ง
เด็กสาวในชุดขี่ม้าตัวหนาสีแดงสดดุจเปลวเพลิงนั่งตระหง่านอยู่บนหลังอาชาพันธุ์ดีตัวสูงใหญ่ซึ่งประดับด้วยอานเงินครบชุด งดงามจนสะกดสายตาผู้คนไว้ได้นับไม่ถ้วน
ก่อนที่นายท่านติงจะกลับมา ทั่วทั้งอำเภอไคหยางยังไม่เคยเห็นคุณหนูบ้านใดปรากฏตัวในภาพลักษณ์เช่นนี้มาก่อน
เดิมทีเป็นเพียงคนในตระกูลติงมาส่ง แต่เมื่อขบวนเดินทางมาถึงใกล้อำเภอไคหยาง ริมถนนก็เต็มไปด้วยผู้คน
บัณฑิตของสถานศึกษาในอำเภอได้ข่าวก็พากันมาเพื่อที่จะได้ยลโฉมของคุณหนูติง
ในวันนี้ ชุดขี่ม้าสีแดงชุดนั้น ไม่รู้ว่าทำให้บุรุษกี่คนต้องวิญญาณหลุดลอยออกจากร่างไป
การเข้าเมืองหลวงอย่างยิ่งใหญ่เช่นนี้ทำให้ตระกูลติงได้หน้าได้ตาในอำเภอไคหยางอีกครั้งหนึ่ง
และการแต่งกายของติงเซียงในตอนที่จากไปก็กลายเป็นแบบอย่างที่คุณหนูในห้องหอของอำเภอไคหยางต่างพากันเลียนแบบ
นายท่านติงมาจากเมืองหลวง แต่งงานกับสตรีจากห้าตระกูลใหญ่ การแต่งกายของบุตรีของเขาย่อมต้องเป็นการแต่งกายที่นิยมที่สุดในเมืองหลวงในขณะนี้!
ในชั่วพริบตา ผ้าไหมสีแดงและผ้าแดงที่ขายในร้านปักผ้าในเมืองก็ขายหมดเกลี้ยง อุปทานไม่เพียงพอต่ออุปสงค์
ก่อนปีใหม่โรงงานต่างๆ เพิ่งจะเปิดทำการ สินค้าคงคลังชุดแรกยังเป็นของที่เหลือจากปีที่แล้ว ขายหมดแล้วหากยังต้องการผ้าแดงอีกก็ต้องรอถึงเดือนสอง
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ คุณหนูคนใดก็ตามที่สามารถสวมใส่ชุดขี่ม้าสีแดงชุดนั้นได้ก็จะได้หน้าได้ตาในอำเภอไคหยางอย่างเต็มที่
น่าสงสารก็แต่สตรีสามัญชนที่แต่งงานในช่วงเวลาเดียวกัน ชุดแต่งงานหาได้ยาก กว่าจะได้มา ราคาก็ยังสูงกว่าปกติถึงหนึ่งเท่า
โชคดีที่กระแสชุดแดงที่ค่อนข้างบ้าคลั่งนี้ ในไม่ช้าก็ถูกข่าวการสอบคัดเลือกครั้งใหญ่ทั่วทั้งแคว้นเพื่อเข้าศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นปีที่สองกลบไปจนหมดสิ้น
วันที่สองของเดือนสอง คือวันที่สำนักศึกษาแต่ละแห่งภายในอำเภอไคหยางจัดงานสอบครั้งใหญ่เพื่อรับลูกศิษย์ใหม่
เมื่อเทียบกับปีแรก กระบวนการรับสมัครทั้งหมดในปีนี้เป็นระบบระเบียบขึ้นมาก อีกทั้งยังมีกฎเกณฑ์ข้อบังคับออกมาอย่างชัดเจน ไม่เหมือนกับปีที่แล้วที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายและขาดการเตรียมการ
แต่ก็ด้วยเหตุนี้เอง ครอบครัวที่อาศัยประสบการณ์จากปีที่แล้วรีบไปรอต่อแถวหน้าสำนักศึกษาตั้งแต่หัวค่ำของวันก่อนหน้าอยู่ทั้งคืนจึงต้องลำบากตรากตรำไปโดยเปล่าประโยชน์
สิ่งที่เรียกว่า ‘ช่องว่างทางข้อมูล’ นี้ ไม่ว่าจะในอดีตหรืออนาคตล้วนมีอยู่เสมอ
ผู้ใดที่กุมความได้เปรียบจากช่องว่างทางข้อมูลนี้ไว้ได้ย่อมมีภาษีดีกว่าผู้อื่น
ในวันที่ไปส่งครอบครัวติงเซียงเข้าเมืองหลวง หลังจากส่งคนแล้ว ฉินเหยากับหลิวจี้ก็เดินทางไปยังจวนตระกูลติงด้วยกัน เพื่อคารวะอาจารย์ทั้งสองของซานหลางและซื่อเหนียง
ต้องยอมรับว่าตำแหน่ง ‘ศิษย์ของมหาบัณฑิต’ นั้นใช้การได้ดีอย่างแท้จริง
หลิวจี้อาศัยบารมีของอาจารย์ เขาจึงไม่ต้องออกแรงอันใดมากก็ได้ข้อมูลเกี่ยวกับเงื่อนไขการคัดเลือกสิทธิ์เข้าศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายของปีนี้มาจากปากอาจารย์ทั้งสองท่าน
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่ออีกฝ่ายทราบว่าเด็กที่จะเข้าเรียนคือหลานสาวแท้ๆ ของหลิวจี้ก็แสดงความเอื้อเฟื้ออย่างยิ่งโดยกล่าวว่า ขอเพียงแค่เขาเอ่ยปาก เด็กก็สามารถถูกส่งตัวเข้าสำนักศึกษาได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการทดสอบใดๆ ทั้งสิ้น
แม้หลิวจี้จะหวั่นไหวไปกับข้อเสนอนั้นอย่างยิ่ง แต่สุดท้ายเขาก็ยังคงปฏิเสธไปอย่างเด็ดเดี่ยว
บุญคุณจากการได้ทราบข่าวสารนั้นยังพอทดแทนได้ง่าย แต่บุญคุณจากสิทธิ์เข้าศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายนั้นหาใช่จะทดแทนกันได้ง่ายๆ ไม่
อีกทั้งฐานะของเขาก็ไม่เหมือนวันวานแล้ว ยิ่งอาจารย์มีสถานะสูงส่งและทรงเกียรติมากเท่าใด บารมีนี้ก็ยิ่งใช้ได้ผล แต่เรื่องที่อีกฝ่ายจะร้องขอก็ย่อมยากยิ่งขึ้นเป็นเงาตามตัว
บุญคุณนี้ไม่อาจเอ่ยถึงได้โดยง่าย แต่หากต้องเอ่ยขึ้นมาเมื่อใดย่อมต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่นอน
อีกประการหนึ่ง หลิวจี้ก็มีความเชื่อมั่นในตัวจินฮวาหลานสาวของตนเองอย่างยิ่ง ไม่จำเป็นต้องให้อาจารย์ตระกูลติงเปิดประตูหลังให้เลยแม้แต่น้อยเพราะเด็กน้อยสามารถผ่านการสอบเข้าไปได้ด้วยความสามารถของตนเอง
แต่ทว่า!
“ที่ท่านอาจารย์กล่าวเช่นนี้ หรือว่ามีเด็กคนอื่นมาสอบถามเรื่องนี้ด้วยเช่นกันหรือขอรับ” หลิวจี้เอ่ยถามหยั่งเชิง
ที่ถามก็เพื่อจะสืบข่าวว่าสิทธิ์ที่เหลืออยู่จริงๆ นั้นมีกี่ตำแหน่งกันแน่
ท่านอาจารย์รีบโบกมือปฏิเสธพลางกล่าวว่ากฎก็คือกฎ ข้อยกเว้นนี้เขามอบให้แก่ศิษย์ของมหาบัณฑิตเพียงผู้เดียว คนอื่นย่อมไม่มีหน้ามีตาเท่านี้
คำพูดนี้ทำให้หลิวจี้รู้สึกเปรมปรีดิ์ในใจ เขาหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ดูท่าว่าข้ายังคงเป็นคนพิเศษเพียงหนึ่งเดียวสินะขอรับ”
ท่านอาจารย์ยิ้มแย้มเล็กน้อย “ถูกต้องแล้ว!”
เมื่อได้ความดังที่ตั้งใจถามแล้ว หลิวจี้และฉินเหยาก็ลุกขึ้นขอตัวลา
ท่านอาจารย์เดินมาส่งพวกเขาถึงถนนใหญ่จนกระทั่งสองสามีภรรยาขึ้นรถม้าและเคลื่อนออกไปไกลแล้ว ยังได้ยินเสียงกำชับของเหล่าอาจารย์ดังแว่วมา
“เดินทางดีๆ นะ แล้วพบกันในวันสอบใหญ่เพื่อเข้าศึกษา…”
บนรถม้า รอยยิ้มปรีดิ์เปรมเมื่อครู่ของหลิวจี้พลันหุบลงในทันที เขาแค่นเสียงเหอะในลำคอ “สองคนนั่น ไม่แน่ว่าแอบรับปากมอบสิทธิ์ไปแล้วกี่ตำแหน่ง”
ฉินเหยาหัวเราะเบาๆ “นี่มิใช่เรื่องที่คาดเดาได้อยู่แล้วหรือ เจ้ากับข้ายังรู้จักมาเข้าพบท่านอาจารย์แล้วคนอื่นจะคิดไม่ได้เชียวหรือ ต่อให้ไม่สามารถยกเว้นการสอบได้ แต่แค่มาสอบถามหัวข้อการสอบได้บ้างล้วนเป็นเรื่องดีทั้งสิ้น”
“แต่ปีนี้มีสิทธิ์รับเข้าเรียนถึงห้าสิบตำแหน่ง จินฮวาของเราก็เรียนมาไม่น้อยเลย อีกทั้งยังรู้เนื้อหาของการสอบแล้ว การเข้าศึกษาได้สำเร็จจึงเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว”
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่หลิวจี้ผู้เคยผ่านประสบการณ์การสอบรอบสองมาก่อน ในใจก็ยังคงรู้สึกไม่สงบอยู่บ้าง
จนกระทั่งถึงวันที่สองของเดือนสองซึ่งเป็นวันสอบใหญ่เพื่อเข้าศึกษา เมื่อได้ฟังพ่อบ้านตระกูลติงอธิบายขั้นตอนการสอบ เขาจึงลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ฉินเหยาสังเกตเห็นอย่างละเอียดว่า นอกจากหลิวจี้แล้วยังมีผู้ปกครองอีกหลายคนที่แสดงท่าทีเดียวกัน
คนในครอบครัวคนอื่นไม่ได้มาด้วย มีเพียงสองสามีภรรยาที่พาจินฮวามาด้วยตนเองโดยขับรถม้ามา
หลิวจ้งกลัวว่าตนเองจะพูดจาไม่เข้าหูทำให้ลูกรู้สึกไม่ดี อีกทั้งงานที่โรงงานก็ยุ่งจนปลีกตัวมาไม่ได้ เขาและนางชิวจึงไม่ได้มา
ส่วนพวกต้าหลางสี่พี่น้องได้เข้าเรียนไปตั้งแต่วันก่อนแล้ว ตอนนี้คงกำลังเรียนอยู่ในสำนักศึกษา
สถานที่สอบคัดเลือกจัดขึ้นที่ลานเล็กๆ ด้านนอกศาลบรรพชนตระกูลติง มีผู้สมัครถึงสองร้อยแปดสิบห้าคน
ชาวบ้านจากแต่ละหมู่บ้านที่คุ้นเคยกันต่างก็จับกลุ่มยืนอยู่ด้วยกัน ทั้งผู้ใหญ่และเด็กต่างเบียดเสียดกันจนเต็มลานกว้างเล็กๆ แห่งนั้น
การสอบข้อเขียนของปีนี้ถูกยกเลิกไป อาจเป็นเพราะมีผู้สมัครจำนวนมากเกินไปทำให้ต้นทุนค่ากระดาษและพู่กันพุ่งสูงขึ้นจนตระกูลติงไม่อาจแบกรับไหว
กระบวนการประเมินจึงถูกปรับให้ง่ายลงเหลือเพียงด่านเดียว คือการท่องจำภายในหนึ่งเค่อ ผู้ที่ท่องได้มากที่สุดจะได้อันดับสูงขึ้นและสุดท้ายจะคัดเลือกผู้ที่มีอันดับดีที่สุดห้าสิบคนแรกเพื่อเข้าศึกษา
เหล่าอาจารย์ได้คำนึงถึงเด็กจำนวนมากที่ยังไม่รู้หนังสือจึงได้จัดเตรียมอาจารย์อีกส่วนหนึ่งคอยอ่านเนื้อหาที่ต้องท่องจำให้ฟังเสียงดังอยู่ด้านข้าง
เด็กที่มีพื้นฐานความรู้อยู่แล้วย่อมได้เปรียบมากกว่า
แต่สำหรับเด็กที่ไม่มีพื้นฐานเลย การสอบประเมินนี้ค่อนข้างง่ายพอควร
การประเมินยังคงแบ่งเป็นรอบๆ รอบละห้าสิบคน โดยแบ่งจัดสอบเป็นเวลาสองวัน
จินฮวาขึ้นไปจับสลาก จับได้รอบสอบในช่วงเช้าของวันถัดไป ในใจพลันรู้สึกโล่งอก แต่ในขณะเดียวกันก็กลับยิ่งประหม่าและกังวลใจมากขึ้น
ฉินเหยาเห็นความประหม่าของเด็กน้อยจึงลูบผมเปียเล็กๆ ของนางเบาๆ แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เจ้าอยากจะอยู่ที่นี่ดูคนอื่นสอบก่อนหรือว่าเรากลับบ้านกันเลยดี”
อย่างไรเสียเนื้อหาที่ใช้สอบหลิวจี้ก็ได้ทราบมาล่วงหน้าแล้วและจินฮวาก็ท่องจำจนขึ้นใจมานานแล้วเช่นกัน
จินฮวาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “ท่านอาสะใภ้สาม ข้าอยากกลับบ้านเจ้าค่ะ”
บริเวณที่สอบก็ถูกกั้นไว้ มองเข้าไปก็ไม่เห็นอะไรอยู่ดี สู้กลับบ้านไปทบทวนตำราอีกสักหน่อยจะดีกว่า
ฉินเหยาพยักหน้า “ได้ เช่นนั้นเรากลับบ้านกันก่อน”
ฉินเหยาตะโกนเรียกหลิวจี้ที่กำลังเบียดเสียดอยู่ในฝูงชนเพื่อดูความคึกคัก จากนั้นสองสามีภรรยาก็ขับรถม้ากลับบ้าน
แต่คาดไม่ถึงว่า หลังจากพวกเขาออกไปได้ไม่นานก็มีคนนำเจ้าหน้าที่ทางการมุ่งตรงมายังลานหน้าศาลบรรพชนตระกูลติง บุกเข้าไปในสถานที่สอบและควบคุมตัวอาจารย์ทั้งสองคนไป
เกิดเหตุการณ์ประเมินผลอันไม่เป็นธรรมที่สำนักศึกษาตระกูลติง เหล่าอาจารย์ลักลอบขายเนื้อหาข้อสอบ เป็นเหตุให้ถูกใต้เท้านายอำเภอควบคุมตัวไว้ที่โถงว่าการของที่ว่าการอำเภอและถูกตักเตือนอย่างหนัก
หากมิใช่เพราะพวกเขาทั้งสองมีตำแหน่งซิ่วไฉติดตัวและเรื่องการเข้าศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายนี้ยังเป็นพระราชโองการฉบับใหม่ของราชสำนักที่ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการให้รางวัลหรือลงโทษที่ชัดเจนนัก ทั้งสองคนคงไม่อาจเดินออกจากจวนที่ว่าการอำเภอได้อย่างปลอดภัย