ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 412 อารมณ์ร้ายโดยกำเนิด
ตอนที่ 412 อารมณ์ร้ายโดยกำเนิด
นายอำเภอยืนอยู่กลางลานกว้าง ปากก็ตะโกนว่าหยุดมือ แต่กลับปล่อยให้เหล่าเจ้าหน้าที่ทางการยืนคุ้มกันอยู่เบื้องหน้าตนเองอย่างไม่ไหวติง
จนกระทั่งคนของตระกูลติงออกมา นายอำเภอจึงออกคำสั่งเสียงกร้าว เหล่าเจ้าหน้าที่ทางการจึงเข้าไประงับความวุ่นวาย
หลังจากนั้น เขาก็ใช้วิธีการอันเด็ดขาดดุจสายฟ้าฟาด ออกคำสั่งต่อเนื่องกันหลายข้อ
หนึ่ง สิทธิ์การเข้าศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายของสำนักศึกษาตระกูลติงในปีนี้ ให้คัดเลือกนักเรียนห้าสิบคนด้วยวิธีการจับสลาก
สอง สนับสนุนให้คหบดีผู้มีกำลังทรัพย์รายอื่นๆ มายื่นคำร้องที่จวนที่ว่าการอำเภอเพื่อขอเปิดสำนักศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้
สาม ตระกูลติงต้องไถ่โทษด้วยการทำความดี โดยจะต้องเป็นผู้จัดหาอาจารย์ให้แก่สำนักศึกษาแห่งใหม่ที่จะเปิดขึ้น
สุดท้าย นับจากนี้เป็นต้นไป เด็กทุกคนที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขการเข้าศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นเวลาสองปี จะต้องไม่ถูกตั้งเงื่อนไขกีดกันใดๆ และต้องได้รับเข้าเรียนในสำนักศึกษาทั้งหมด
แน่นอนว่า เงื่อนไขสุดท้ายนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมาตรการในข้อที่สองสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
เมื่อคำสั่งทั้งสี่ข้อถูกประกาศออกมา ชาวบ้านต่างโห่ร้องยินดีกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ในที่สุดอำเภอไคหยางก็มี ‘ใต้เท้าผู้เที่ยงธรรม’ ที่เป็นที่พึ่งของราษฎรแล้ว
เสียงโห่ร้องยินดีจากภายนอก ไม่อาจส่งผลกระทบต่อสองสามีภรรยาฉินเหยาที่อยู่บนรถม้าได้
ทั้งสองมองไปยังจินฮวาอย่างจนใจและเห็นใจ คราวนี้คงต้องขึ้นอยู่กับโชคชะตาของเด็กหญิงตัวน้อยแล้วจริงๆ
ในไม่ช้า ทางตระกูลติงก็เตรียมกล่องสำหรับจับสลากขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายในบรรจุไม้ติ้วจำนวนสองร้อยแปดสิบห้าอัน
ในจำนวนนี้มีไม้ติ้วห้าสิบอันที่ปลายไม้ถูกแต้มด้วยสีแดง ส่วนที่เหลือไม่มีสี ผู้ที่จับได้ไม้สีแดงจึงจะสามารถเข้าเรียนในสำนักศึกษาของตระกูลติงได้
นักเรียนที่ลงทะเบียนไว้ล้วนอยู่ในที่นั้นแล้ว โดยมีใต้เท้านายอำเภอเป็นพยานในการจับสลาก ทุกคนต่างเข้าแถวเพื่อรอจับสลาก
หลิวจ้งและนางชิวรีบพาลูกสาวไปเข้าแถว บนรถม้าจึงเหลือเพียงหลิวจี้และฉินเหยาสองคน
เพราะอย่างไรเสียตนเองก็ไม่ได้ขาวสะอาดไปเสียทีเดียว เมื่อใต้เท้านายอำเภออยู่ด้วย การหลบเลี่ยงเสียหน่อยย่อมดีกว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนขึ้นมา
ทว่าคาดไม่ถึง พวกเขาทั้งสองไม่เดินเข้าไปหา แต่สายตาที่เปี่ยมด้วยความสงสัยใคร่รู้ของนายอำเภอซ่งกลับมองมาทางนี้
พูดตามตรง เขาเองก็สงสัยในรถม้าที่จอดอยู่ริมถนนไกลออกไปนั่นมานานแล้ว!
ตัวรถม้าของหวังหม่าอู่นั้นสร้างขึ้นอย่างประณีต แค่มองปราดเดียวก็เห็นว่าแตกต่างจากรถม้าธรรมดาคันอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง ยากที่จะไม่เป็นที่สังเกต
และสำหรับชาวบ้านในเมืองจินสือตอนนี้ หากใครยังไม่รู้จักรถม้าคันนี้อีก คงต้องโดนหัวเราะเยาะเป็นแน่
แม้จะอยู่ห่างออกไปกว่าร้อยเมตร หลิวจี้กลับรู้สึกราวกับมีหนามแหลมทิ่มแทงอยู่กลางหลัง เขารีบมุดเข้าไปในตัวรถม้าแล้วพูดกับฉินเหยาด้วยท่าทีร้อนตัว
“ใต้เท้านายอำเภอเหมือนจะมองมาทางเรานะ”
ฉินเหยารับรู้ได้ตั้งนานแล้วจึงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “เขาอยากมองก็ให้เขามองไป”
หลิวจี้รับคำแล้วแง้มม่านรถม้าออกเพื่อดูสถานการณ์ทางฝั่งของหลิวจ้ง แต่แล้วชุดขุนนางสีเขียวพลันปรากฏแก่สายตา “คุณพระช่วย!” เขาร้องเสียงหลงแล้วพูดอย่างตื่นตระหนกว่า “เมียจ๋า! เมียจ๋า! เขา…เขาเดินมาทางนี้แล้ว!”
“ใครกัน” ฉินเหยาตวัดสายตาใส่หลิวจี้ ทำท่าตื่นตูมโวยวายเสียจริง
หลิวจี้กล่าวด้วยความหวาดผวา “นายอำเภอ! เขาเดินมาแล้ว เขามุ่งตรงมาทางรถม้าของเราเลย…”
หลิวจี้มองไปทางฉินเหยาอย่างหมดหนทาง คงไม่ได้จะมาเอาเรื่องพวกเราหรอกนะ
ฉินเหยาสงสัยจึงแง้มม่านรถม้าออกไปดู คนที่มามีเพียงนายอำเภอซ่งและเจ้าหน้าที่ทางการอีกหนึ่งนาย นางโบกมือส่งสัญญาณให้หลิวจี้ที่กำลังตื่นตระหนกให้สงบลง “เรื่องอื่นข้าไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คือท่าทีไม่ได้เหมือนจะมาจับคน”
ขณะที่พูด คนก็เดินมาเกือบจะถึงแล้ว
เมื่ออีกฝ่ายเห็นพวกนางแล้ว หากยังมัวแต่อยู่นิ่งๆ ไม่ลงจากรถม้าไปต้อนรับคงจะเป็นการเสียมารยาทเกินไป
“ลงไป” ฉินเหยาใช้เท้าสะกิดหลิวจี้เบาๆ หลิวจี้ไม่ทันได้ตั้งตัวจึงร้อง ‘โอ๊ย’ ออกมาแล้วร่วงลงจากรถม้า
โชคยังดีที่เขาว่องไว เมื่อเท้าแตะถึงพื้นก็หมุนตัวอย่างสง่างามหนึ่งรอบแล้วทรงตัวไว้อย่างมั่นคง
นายอำเภอซ่งเลิกคิ้วขึ้นอย่างกังขา นี่เป็นวิธีการต้อนรับที่แปลกประหลาดอันใดกัน
ฉินเหยาลงจากรถมา เดินไปข้างหน้าสองก้าวแล้วประสานมือคารวะ “หญิงชาวบ้านฉินเหยา คารวะใต้เท้า!”
หลิวจี้รีบโค้งคำนับตาม “สามัญชนหลิวจี้ คารวะใต้เท้านายอำเภอ!”
ซ่งจางแย้มยิ้มเล็กน้อย ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณว่าไม่ต้องมากพิธี
ครั้งล่าสุดที่เขาพบกับฉินเหยาก็คือตอนที่ปราบโจรภูเขา
เจ้าเหล่าหวงที่กำลังลากรถม้าอยู่นี้ก็เป็นตัวที่ฉินเหยาจูงกลับบ้านไปในคราวนั้น
ซ่งจางมองดูม้าตัวนั้น มันไม่ได้ผอมโซอีกต่อไปแล้ว บัดนี้ขนทั้งตัวของมันถูกเจ้าของเลี้ยงดูจนอ่อนนุ่มเป็นมันวาว เห็นได้ชัดว่าได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี
เมื่อเห็นว่านายอำเภอเอาแต่จ้องมองม้าและไม่พูดอะไร หลิวจี้จึงเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นก่อน “ใต้เท้ามาที่นี่ มีสิ่งใดจะชี้แนะหรือขอรับ”
ซ่งจางเหลือบมองเขาแวบหนึ่งแล้วหันไปมองฉินเหยา กล่าวหยอกเย้าว่า “สามีของฉินเหนียงจื่อรูปโฉมไม่ธรรมดา ผู้คนมักกล่าวว่าวีรบุรุษยากจะผ่านด่านสาวงาม ดูท่าแล้วฉินเหนียงจื่อเองก็มิอาจหลุดพ้นจากธรรมเนียมนี้ได้เช่นกัน”
มุมปากของสองสามีภรรยากระตุกพร้อมกัน
หลิวจี้รู้สึกไม่พอใจที่ถูกอีกฝ่ายดูแคลน
ฉินเหยาก็รู้สึกว่าตนเองถูกดูหมิ่นเช่นกัน รอยยิ้มบนใบหน้าพลันหายไป นางส่งเสียง ‘อืม’ ในลำคอ ไม่แสดงความเห็นใด
เขาไม่พูด นางก็ไม่พูด ดูสิว่าใครจะอึดอัดกว่ากัน
ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นหลิวจี้ที่เป็นฝ่ายทนไม่ไหวเสียก่อน เมื่อเห็นว่าเป้าหมายของซ่งจางคือฉินเหยา เขาจึงเอ่ยปากชวนว่าให้ไปนั่งสนทนากันที่โรงเตี๊ยมในเมืองดีหรือไม่
ซ่งจางจึงยอมมองเขาตรงๆ เป็นครั้งแรก นอกจากรูปโฉมภายนอกแล้ว เขามองไม่ออกเลยจริงๆ ว่าบุรุษผู้นี้มีดีที่ใดจึงสามารถทำให้ทั้งมหาบัณฑิตและฉินเหยาพึงพอใจได้ในเวลาเดียวกัน
ส่วนเรื่องการดื่มสุรานั้น เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพียงแต่บอกว่าวันนี้ไม่มีเวลาว่าง คราวหน้าไม่พลาดแน่นอน
“ได้ยินมาว่าตอนนี้หมู่บ้านตระกูลหลิวของพวกเจ้ามีโรงน้ำชาดีๆ เปิดใหม่ถึงสองแห่ง คราวหน้าหากมีเวลาว่างก็อยากจะลองไปเยี่ยมชมดูสักครั้ง” ขณะที่พูด สายตาของซ่งจางก็จับจ้องอยู่ที่ร่างของฉินเหยาตลอดเวลา เพื่อสังเกตปฏิกิริยาของนาง
แต่ยังไม่ทันที่ฉินเหยาจะเอ่ยตอบ หลิวจี้ก็ชิงกล่าวขึ้นอย่างกระตือรือร้น “นับเป็นเรื่องดียิ่งนักขอรับ! สามัญชนผู้นี้ขอเป็นตัวแทนของชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวทุกคน น้อมต้อนรับท่านใต้เท้าอย่างปรีดา!”
ซ่งจางพยักหน้าอย่างสุภาพ แต่ไม่ได้สนทนาในหัวข้อนี้ต่อ
เขามองไปยังศาลบรรพชนตระกูลติงที่กำลังวุ่นวายแล้วเอ่ยถามขึ้นอย่างกะทันหัน “บุตรทั้งสี่คนในบ้านของฉินเหนียงจื่อได้เข้าศึกษาที่สำนักศึกษาตระกูลติงแล้วมิใช่หรือ เหตุใดยังมามุงดูความวุ่นวายที่นี่อีกเล่า”
ฉินเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ดูเหมือนว่าท่านใต้เท้าจะสืบข่าวมายังไม่ชัดเจนนัก ที่จริงแล้วเด็กในบ้านของเรามิได้มีเพียงสี่คน”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ นางก็หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวเสริมขึ้น “สายเลือดผูกพัน บุตรของพี่น้องก็ย่อมเป็นบุตรของเราเช่นกัน”
ซ่งจางหัวเราะ “ในเมื่อแยกบ้านกันแล้ว แต่ละบ้านก็จัดการเรื่องของตนเองไป บุตรของพี่น้องก็ยังให้ฉินเหนียงจื่อเป็นผู้ดูแลหรือว่าบ้านของพี่น้องเจ้าก็ให้เจ้าเป็นผู้จัดการด้วย”
“หามิได้เจ้าค่ะ เพราะข้าไม่ชอบยุ่งเรื่องของผู้อื่น” ฉินเหยามองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา กล่าวด้วยน้ำเยาะเย้ย
หลิวจี้ที่อยู่ด้านหลังทำท่าราวกับกำลังชมละคร เลิกคิ้วงามขึ้นเล็กน้อย แต่ปากก็ยังต้องแสร้งทำเป็นตำหนิ “ฉินเหยา เจ้าพูดกับใต้เท้านายอำเภอเช่นนี้ได้อย่างไร!”
จากนั้นก็ฝืนทนต่อสายตาพิฆาตของฉินเหยาแล้วรีบกล่าวขออภัยซ่งจางไม่หยุด “ภรรยาข้าโง่เขลา พูดจาไม่เป็น ท่านใต้เท้าโปรดอย่าได้ถือสาหาความกับนางเลยขอรับ”
ซ่งจางยังคงทำท่าทีเป็นคนอารมณ์ดี โบกมือแล้วกล่าว “ไม่เป็นไร ฉินเหนียงจื่อเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ยึดติดกับเรื่องเล็กน้อย การที่นางสามารถพูดจากับข้าผู้เป็นขุนนางได้อย่างไม่เกรงใจเช่นนี้ คงเพราะเห็นข้าเป็นคนกันเองกระมัง”
คนกันเองรึ
ฉินเหยาเหลือบมองไปยังบ้านเรือนในเมืองจินสือที่อยู่ไกลออกไปพลางแค่นเสียงขึ้นจมูก “ใต้เท้าคิดมากไปแล้ว ข้าก็แค่เป็นคนอารมณ์ร้ายแต่กำเนิดเท่านั้น พูดจากับใครก็เป็นเช่นนี้หมด!”
ข้อนี้หลิวจี้สามารถเป็นพยานได้ เขาพยักหน้าหงึกๆ อย่างบ้าคลั่ง นางเป็นเช่นนี้จริงๆ!
แต่พอพยักหน้าเสร็จเพิ่งจะนึกได้ว่าตนเองควรจะช่วยนางแก้ต่าง เมื่อคิดอยากจะแก้ไขสถานการณ์ ซ่งจางก็ยกมือขึ้น ส่งสัญญาณว่าเขาไม่ต้องพูดแล้ว…น่ารำคาญ!
มีเจ้าหน้าที่ทางการวิ่งเข้ามา เรียกให้นายอำเภอซ่งกลับไปควบคุมสถานการณ์ ซ่งจางโบกมือให้เขาถอยไปก่อนแล้วหันมาทางฉินเหยา เอ่ยถามอย่างจริงจัง
“ในช่วงเก็บเกี่ยวข้าวสาลีอีกสองวันข้างหน้า ข้าผู้เป็นขุนนางจะต้องออกตรวจการณ์ตามหมู่บ้านต่างๆ พอดี เมื่อถึงตอนนั้น ข้าตั้งใจจะไปขอน้ำชาที่บ้านของฉินเหนียงจื่อดื่มสักถ้วย ไม่ทราบว่าฉินเหนียงจื่อจะยินดีต้อนรับหรือไม่”