ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 413 คนหน้าด้านไร้เทียมทาน
ตอนที่ 413 คนหน้าด้านไร้เทียมทาน
ฉินเหยากล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “หากท่านใต้เท้าไม่กลัวว่าผู้อื่นจะคิดมากก็ตามแต่ท่านจะสะดวกเถิดเจ้าค่ะ”
ซ่งจางคิดในใจ ‘ข้ากลัวว่าคนอื่นจะไม่คิดมากเสียมากกว่า สิ่งที่ต้องการก็คือการทำให้คนคิดมากนี่แหละ’ มิเช่นนั้นแล้ว เขาที่เป็นนายอำเภอจากต่างถิ่น จะไปต่อกรกับเจ้าถิ่นผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ได้อย่างไร
เมื่อได้รับคำว่า ‘ตามแต่จะสะดวก’ จากฉินเหยาแล้ว ในใจของซ่งจางก็เบิกบานราวกับดอกไม้ผลิบาน แต่ใบหน้ายังคงแสร้งทำเป็นสงวนท่าที ทว่ามุมปากที่ยกสูงขึ้นก็ยังคงเผยให้เห็นความคิดในใจของเขาจนได้
“ตกลงตามนี้นะ ฉินเหนียงจื่อเจ้าต้องอยู่บ้านด้วยเล่า” เพราะกลัวว่าจะไปแล้วเสียเที่ยว ก่อนจากไปซ่งจางจึงไม่ลืมที่จะกำชับอีกครั้ง
หลิวจี้มองส่งชุดขุนนางสีเขียวนั้นจนลับสายตาแล้วกอดอกถามอย่างไม่เข้าใจ “เมียจ๋า เขาหมายความว่าอย่างไรกัน”
ฉินเหยายังนึกว่าเมื่อเขารู้ว่านายอำเภอจะมาเยี่ยมบ้านตัวเอง เขาจะดีใจจนเนื้อเต้นเสียอีก
ไม่คิดเลยว่าจะสงบนิ่งได้ถึงเพียงนี้
ดูเหมือนว่าการอบรมสั่งสอนตลอดสองปีมานี้จะเริ่มเห็นผลแล้ว
ฉินเหยายักไหล่ “ข้าไม่ใช่พยาธิในท้องของเขาสักหน่อย จะไปรู้ได้อย่างไร”
หลิวจี้จ้องนางอย่างไม่เชื่อ “เจ้ารู้แน่ๆ”
ฉินเหยายังคงยืนกราน “ข้าไม่รู้!”
อันที่จริงนางแค่ขี้เกียจจะคิดมาก ก็แค่แก้ปัญหาไปตามสถานการณ์เท่านั้น ซ่งจางเพียงคนเดียวจะจับนางกินได้หรือไร
หลิวจี้คาดเดา “ต้องอยากจะชวนเจ้าไปทำงานให้เขาแน่ๆ”
ฉินเหยาตวัดตามองเขาแวบหนึ่ง เขาก็รีบทำหน้าดูแคลนแล้วส่งเสียงเหอะออกมาพลางกล่าวว่า “แต่พระพุทธรูปองค์ใหญ่อย่างเมียจ๋าของข้า ไหนเลยจะให้วัดเล็กๆ ของเขาเชิญเข้าไปได้ง่ายๆ!”
ขนาดหน่วยราชองครักษ์ขององค์หญิงใหญ่ยังไม่เคยอยู่ในสายตาของนางเลยแล้วจะไปเห็นตำแหน่งที่ปรึกษาของนายอำเภอระดับเจ็ดเล็กๆ อยู่ในสายตาได้อย่างไร
หลิวจี้ทำท่าอวดดีพิงอยู่ข้างรถม้ากล่าวประจบประแจงว่า “เมียจ๋า ในภายภาคหน้าหากเจ้าได้ดีแล้ว อย่าลืมที่จะชี้แนะส่งเสริมสามีผู้นี้ให้มากๆ นะ สามีผู้นี้จะเป็นวัวเป็นม้าให้เจ้าใช้งาน ไม่ว่างานหนักแค่ไหนก็จะไม่ปริปากบ่นและยังยินดีทำอย่างเต็มใจยิ่ง!”
ฉินเหยาหัวเราะพลางด่า “ไปไกลๆ เลย!”
หลิวจี้ก็รีบหลบออกจากข้างรถม้าอย่างว่องไวแล้วยื่นมือไปประคองนางขึ้นรถม้า “เมียจ๋า เจ้าระวังเท้าด้วย”
ฉินเหยาจนปัญญา คนหน้าด้านไร้เทียมทาน นางขี้เกียจจะด่าแล้ว
รออยู่ไม่นานก็เห็นจินฮวาวิ่งกลับมาอย่างมีความสุข นางวิ่งพลางตะโกนลั่น
“ท่านอาสะใภ้สาม ข้าจับได้แล้ว! ท่านอาสาม ข้าจับได้แล้วเจ้าค่ะ!”
เด็กหญิงตัวน้อยเสียงดังฟังชัดยิ่งนัก เสียงสะท้อนแห่งความสุขของนางดังก้องไปทั่วทั้งจวนตระกูลติง
นางชิวและหลิวจ้งที่ตามมาข้างหลังรีบร้องบอกให้นางวิ่งช้าลงหน่อย แต่มุมปากก็มีรอยยิ้มที่ไม่อาจเก็บงำไว้ได้
จินฮวาวิ่งมาถึงข้างรถม้าก็ยื่นมือให้หลิวจี้อุ้มนางขึ้นไป เด็กหญิงตัวน้อยมุดเข้าไปในตัวรถม้าแล้วชูไม้ติ้วสีแดงในมือขึ้นอวดฉินเหยา
“ท่านอาสะใภ้สาม ท่านดูสิ ไม้ติ้วสีแดงล่ะ ข้าจะได้มาสำนักศึกษาพร้อมกับพวกซื่อเหนียงแล้ว!”
นางพูดพลางเชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจแล้วกล่าวอย่างอิ่มอกอิ่มใจ “ในบรรดาห้าสิบคน มีเด็กผู้หญิงจับได้แค่สองคนเท่านั้นและข้าก็เป็นหนึ่งในนั้น ท่านอาสะใภ้สาม ท่านว่าข้าเก่งหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่เลวเลย โชคดีมาก” ฉินเหยาพยักหน้ายอมรับ
จินฮวาหัวเราะคิกคัก มองไม้ติ้วสีแดงในมือแล้วก็ถอนหายใจออกมาอย่างเสียดาย “หากอาจวี๋ได้มาจับสลากพร้อมกับข้าด้วยก็คงจะดี เราสองคนจะได้มาด้วยกัน”
ซื่อเหนียงอย่างไรเสียก็เป็นรุ่นแรก พวกนางสองคนจึงไม่อาจอยู่ห้องเรียนเดียวกันได้
อาจวี๋ที่เด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยถึงนั้นคือหลานสาวคนโตของบ้านท่านอาของหลิวจี้ นางอายุเท่ากับจินฮวา ตอนที่ซื่อเหนียงไปสำนักศึกษา จินฮวากับอาจวี๋คือคนที่เล่นด้วยกันจึงสนิทกันที่สุด
แต่ใช่ว่าพ่อแม่ทุกคนจะมีความคิดก้าวหน้าเช่นนางชิวและหลิวจ้ง
บ้านของท่านอาไม่ยอมให้แรงงานในบ้านหายไปหนึ่งคนจึงไม่อนุญาตให้อาจวี๋มาลงทะเบียน เพราะกลัวว่าหากนางไปสำนักศึกษาแล้ว ที่บ้านก็จะไม่มีคนคอยเลี้ยงไก่ ทำอาหาร ปลูกผักและเลี้ยงไหม
อีกทั้งยังคิดว่าเด็กผู้หญิงพอได้อ่านออกเขียนได้แล้ว หัวใจจะใหญ่ขึ้น ต่อไปจะไม่เชื่อฟังคำพูดของพวกเขาอีก
จินฮวาถอนหายใจ “เฮ้อ” ออกมาอีกครั้ง เมื่อมองไม้ติ้วสีแดงในมือก็พลันตระหนักได้ว่าตนเองนั้นโชคดีเพียงใด
ฉินเหยาลูบศีรษะเล็กๆ ของนาง เป็นการปลอบโยนอย่างเงียบๆ
เรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง นางจะไม่พูดออกไปก่อน
แต่ในคำสั่งใหม่ที่นายอำเภอซ่งกล่าวถึงในวันนี้ มีการสนับสนุนให้คหบดีที่มีความพร้อมในแต่ละพื้นที่สร้างสำนักศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
แม้หมู่บ้านตระกูลหลิวของพวกเขาจะไม่มีคหบดี แต่ก็ยังพอมีความหวังที่จะสร้างสำนักศึกษาได้
หมาป่าที่ล่ามาได้ในหมู่บ้าน หนังและเนื้อของมันน่าจะขายได้เงินมาไม่น้อย ไว้มีเวลาว่างเมื่อใด นางจะลองไปหยั่งเชิงท่าทีของผู้ใหญ่บ้านเฒ่าผู้นี้ดู
เมื่อจินฮวาสามารถจับไม้ติ้วสีแดงและได้เข้าเรียนอย่างราบรื่น สองสามีภรรยาหลิวจ้งก็ราวกับยกภูเขาออกจากอกจึงตั้งใจว่าจะเข้าเมืองไปซื้อเนื้อสักสองจินเพื่อกลับไปเฉลิมฉลองที่บ้าน
หลิวจ้งและหลิวจี้ขับรถมาถึงในเมือง ฉินเหยาไปเป็นเพื่อนนางชิวซื้อเนื้อเสร็จก็ยอมทำตามคำร้องขอของจินฮวา ซื้อถั่วตัดให้เด็กๆ ที่บ้าน ทั้งสองครอบครัวจึงเดินทางกลับบ้านอย่างมีความสุข
ระหว่างทาง หลิวจ้งกระซิบถามเรื่องที่นายอำเภอมาหา
ชุดขุนนางสีเขียวของซ่งจางนั้น ไม่ว่าจะปรากฏที่ใด ที่นั่นย่อมเป็นจุดสนใจ
ไม่ใช่เพียงหลิวจ้งที่เห็นว่าเขาตั้งใจมาพบฉินเหยาและหลิวจี้เป็นการส่วนตัว แต่ทุกคนที่อยู่ด้านนอกศาลบรรพชนตระกูลติงในตอนนั้นต่างก็เห็นกันถ้วนหน้า
ผู้อาวุโสของตระกูลติงหลายคนในตอนนั้นมีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก คล้ายจะเคียดแค้น แต่ก็คล้ายจะเกรงกลัว
แต่เพราะตั้งแต่โบราณมาไม่เคยมีธรรมเนียมให้สตรีเข้ารับราชการในตำแหน่งที่ปรึกษา ดังนั้นสิ่งที่ทุกคนพอจะนึกออกก็มีเพียงว่าใต้เท้านายอำเภอคงจะนึกสนใจในตัวผู้มีฝีมือแปลกประหลาดจึงอยากจะทำความรู้จักผูกมิตรไว้เท่านั้น
แต่เมื่อนึกไปถึงพลังฝีมือที่แทบจะท้าทายสวรรค์ของฉินเหยาแล้วก็ยังทำให้ผู้คนไม่น้อยรู้สึกหวั่นไหวสับสนอยู่ดี
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคำถามของหลิวจ้ง หลิวจี้จึงนำคำพูดชุดเดิมของฉินเหยามาใช้ “ข้าไม่ใช่พยาธิในท้องของนายอำเภอสักหน่อย จะไปรู้ได้อย่างไรว่าเขามาทำไม”
“แต่เขาก็บอกไว้นะว่า พอถึงช่วงเก็บเกี่ยวข้าวสาลีที่ต้องออกตรวจการณ์ เขาจะแวะมานั่งเล่นที่บ้านเรา”
“อะไรนะ!” หลิวจ้งอุทานเสียงดัง ปฏิกิริยาแรกของเขามิใช่ความดีใจ แต่เป็นความตื่นตระหนก
นั่นคือเจ้าเมืองผู้ปกครองดูแลทุกข์สุขของราษฎรทั้งอำเภอ จะต้อนรับขับสู้อย่างไรดี
เพียงแค่คิดก็ปวดหัวแล้ว
หลิวจี้เหลือบตามองเขาอย่างเหนื่อยหน่าย “พี่รอง ท่านจะประหม่าไปทำไม เขาไม่ได้ไปบ้านท่านเสียหน่อย”
หลิวจ้งได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป นั่นสิ พวกเขาแยกบ้านกันแล้วนี่นา ในใจพลันรู้สึกโล่งสบายขึ้นมาทันทีแล้วก็หัวเราะออกมา กำชับพอเป็นพิธี “เช่นนั้นพวกเจ้าก็อย่าได้ละเลยเป็นอันขาด หากทำให้ใต้เท้านายอำเภอไม่พอใจขึ้นมา พวกเราทั้งสองบ้านจะเดือดร้อนกันไปหมด”
หลิวจี้พยักหน้ารับอย่างขอไปที ในใจกลับคิดว่า ‘มีฉินเหยาอยู่ด้วย ใครที่จะเดือดร้อนก็ยังไม่รู้เลย’
หลิวจ้งเห็นหลิวจี้พยักหน้า นึกว่าเขาคงมีแผนการในใจแล้วจึงไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น เพียงแต่แอบตื่นเต้นดีใจอยู่เงียบๆ
การที่นายอำเภอมาเยือนด้วยตนเอง นับเป็นครั้งแรกของหมู่บ้านเลยทีเดียว
เพราะหลิวจี้ไม่ได้กำชับว่าห้ามนำเรื่องนี้ไปป่าวประกาศ เมื่อถึงเรือนเก่า หลิวจ้งจึงนำข่าวดีนี้ไปบอกแก่ทุกคนในครอบครัว
พอหลิวเหล่าฮั่นได้ฟังก็ตื่นเต้นจนน้ำตาแทบไหล มื้อค่ำที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองในเย็นวันนั้นจึงไม่กินแล้ว เขาวิ่งไปยังบ้านของเหล่าลูกพี่ลูกน้องเพื่อถามพวกเขาว่ารู้หรือไม่ว่าจะต้องต้อนรับใต้เท้านายอำเภออย่างไร
พอถึงวันรุ่งขึ้น เมื่อฉินเหยาออกจากบ้านเพื่อไปยังโรงงาน ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านต่างก็ทอดสายตามายังนางด้วยความเคารพยกย่อง
คราวนี้ดีเลย หากซ่งจางไม่มาจริงๆ คงจะจบไม่สวยเป็นแน่
หลิวจี้แอบรู้สึกสะใจอยู่ลึกๆ เวลาชาวบ้านพบหน้าเขาต่างก็ต้องพูดจาอย่างเกรงใจและกล่าวชมเชยสองสามประโยค ความทะนงในใจของเขาได้รับการเติมเต็มอย่างถึงที่สุด
อากาศนับวันยิ่งอบอุ่นขึ้น ข้าวสาลีในนาก็ถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว
ครั้งนี้ไม่มีองครักษ์คุ้มกันของตระกูลฉีอยู่ พื้นที่สิบหมู่ในหมู่บ้านจึงทำได้เพียงจ้างแรงงานชั่วคราวมาช่วยเก็บเกี่ยว
ส่วนหลิวจี้และอาวั่งนั้น พวกเขายังมีงานที่สำคัญยิ่งกว่าที่ต้องไปทำ นั่นคือการเก็บค่าเช่า
ในช่วงฤดูทำนาอันแสนวุ่นวาย สำนักศึกษาจะหยุดสามวันเพื่อให้ศิษย์กลับไปช่วยงานที่บ้าน
ในเช้าวันที่สองหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวสาลีในที่ดินของตระกูลติงเสร็จสิ้น พวกต้าหลางสี่พี่น้องต่างก็หอบหิ้วลูกคิด ตุ้มน้ำหนัก สมุดบันทึกทำเอง พู่กันและหมึก แยกย้ายกันขึ้นไปนั่งบนเกวียนวัวที่อาวั่งเป็นคนขับและรถม้าที่หลิวจี้เป็นคนขับ มุ่งหน้าไปยังจวนตระกูลติงอย่างตื่นเต้น