ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 414 เก็บค่าเช่า
ตอนที่ 414 เก็บค่าเช่า
“มาแล้วๆ!”
เหล่าผู้เช่านาเห็นอาวั่งขับเกวียนวัวมาแต่ไกลก็รีบกลับบ้านไปจัดเตรียมข้าวของทันที
ที่ดินหนึ่งร้อยหมู่ในไร่นาแห่งนี้ หลิวจี้ได้ปล่อยเช่าออกไปทั้งหมดแล้วก่อนหน้านี้ ค่าเช่าที่ดินอยู่ที่สามส่วน ส่วนค่าเช่าที่นาอยู่ที่สี่ส่วน
บัดนี้เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็ถึงเวลาที่ต้องชำระค่าเช่าของปีที่แล้ว
นี่เป็นครั้งแรกที่หลิวจี้เก็บค่าเช่า และนี่ก็เป็นครั้งแรกของพวกต้าหลางสี่พี่น้องเช่นกันที่ได้มองเรื่องการเก็บเกี่ยวในมุมมองของผู้เก็บค่าเช่า
ข้อมูลและสัญญาของผู้เช่าทั้งหมดถูกหลิวจี้นำมาด้วย มันถูกเก็บไว้ในหีบไม้ใบเล็ก มีตัวอักษรสีดำเขียนไว้บนกระดาษขาวอย่างชัดเจน ระบุว่าครอบครัวใดเช่าที่ดินผืนไหนและมีค่าเช่าเท่าใด
ภาษีข้าวของบ้านฉินเหยานั้นแตกต่างจากเจ้าของที่ดินทั่วไป โดยเจ้าของที่ดินและผู้เช่านาจะรับผิดชอบกันคนละครึ่ง
ในขณะที่บ้านอื่น โดยทั่วไปแล้วจะผลักภาระภาษีข้าวทั้งหมดไปให้ผู้เช่านา
เจ้าของที่ดินที่รับผิดชอบภาษีข้าวทั้งหมดด้วยตนเองนั้น มีน้อยยิ่งกว่าน้อย
ดังนั้นเจ้าของที่ดินที่มีบรรดาศักดิ์ติดตัว ค่าเช่าที่ดินที่ปล่อยออกไปก็จะสูงกว่าบ้านอื่นเล็กน้อย เนื่องจากที่ดินของพวกเขาสามารถลดหย่อนภาษีอากรได้
สำหรับเจ้าของที่ดินแล้ว หาใช่แค่การปล่อยเช่าที่ดินแล้วรอเก็บค่าเช่าเท่านั้น
เจ้าของที่ดินที่ทรงคุณสมบัติจะต้องตรวจสอบล่วงหน้าให้ดีว่าผู้เช่านาของตนปลูกอะไรบนที่ดินผืนนั้น และได้ผลผลิตเป็นอย่างไร เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกผู้เช่านาเจ้าเล่ห์หลอกลวงในขั้นตอนสำคัญอย่างการเก็บค่าเช่า
อย่างไรก็ตาม ผลผลิตจากที่ดินโดยทั่วไปแล้วมักจะมีบรรทัดฐานให้เปรียบเทียบได้ หากไม่มีภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือเหตุร้ายจากฝีมือมนุษย์ ผลผลิตของปีก่อนหน้าก็สามารถใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงได้
หากตอนไปเก็บค่าเช่า ผู้เช่านาแจ้งปริมาณผลผลิตต่อหมู่ที่ต่ำอย่างยิ่ง เจ้าของที่ดินก็ต้องไปตรวจสอบว่าสถานการณ์นั้นเป็นจริงหรือไม่และเกิดจากสาเหตุใด
ที่นาดีแต่ให้ผลผลิตต่ำย่อมมีความเสี่ยงที่จะถูกลดระดับชั้นของที่ดินลงซึ่งจะทำให้ปีถัดไปปล่อยเช่าได้ยาก
เรื่องราวเหล่านี้ หลิวจี้ได้ไปขอคำแนะนำจากบ้านของหลิวต้าฝูมาล่วงหน้าแล้วและเตรียมการมาอย่างดี
นี่เป็นงานดีๆ ที่มีผลประโยชน์ก้อนแรกที่ฉินเหยามอบหมายให้เขา เขาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องจัดการให้ดีให้นางได้เห็น เพื่อพลิกสถานการณ์กลับมาอย่างสวยงามให้จงได้
เมื่อมาถึงไร่นา รถม้าก็หยุดลง หลิวจี้ให้อาวั่งเข้าไปแจ้งข่าวในจวนตระกูลติงก่อนเพื่อให้การดำเนินการหลังจากนี้สะดวกขึ้น
เขาพาพวกต้าหลางสี่พี่น้องที่กำลังมองไปรอบๆ อย่างใคร่รู้ เดินเข้าไปในลานบ้านเล็กๆ ที่ใช้สำหรับเก็บเครื่องมือการเกษตรและปล่อยเช่า
พอดีกับเป็นช่วงที่สำนักศึกษาหยุดพัก ลูกศิษย์ที่เช่าห้องอยู่ต่างก็กลับบ้านกันไปหมดแล้ว ในลานบ้านจึงว่างลง พอดีที่จะใช้เป็นที่เก็บค่าเช่าที่รวบรวมมาได้เป็นการชั่วคราว
ผู้เช่านาที่คอยดูแลเครื่องมือการเกษตรและผู้ที่ช่วยเก็บค่าเช่าคือคนเดียวกัน ชื่อว่าติงลิ่ว อายุราวสี่สิบปี หลิวจี้ตั้งฉายาให้เขาว่าเจ้าหก
เมื่ออยู่ต่อหน้านายท่านเจ้าของที่ดินใหญ่ ผู้เช่านาติงลิ่วก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก ทุกครั้งที่เจอหลิวจี้และได้ยินเขาเรียกอย่างไม่เกรงใจว่า “เจ้าหกนั่นน่ะ มานี่หน่อย” ก็ได้แต่โค้งเอวแล้วขานรับด้วยรอยยิ้ม
เสียง ‘มาแล้วๆ’ ที่ได้ยินเมื่อครู่นี้ก็คือเสียงของติงลิ่วนั่นเอง
ติงลิ่วมองอาวั่งที่ขับเกวียนเข้าไปในจวนตระกูลติงแล้วจึงเดินเข้ามาถามว่า “นายท่านขอรับ ในเมื่อท่านกับพี่เล็กอาวั่งมาถึงแล้ว เช่นนั้นข้าน้อยก็ต้องกลับไปเตรียมค่าเช่าเช่นกัน นายท่านจะรับกุญแจลานบ้านนี้ไปเลยหรือไม่ขอรับ”
หลิวจี้พยักหน้ารับกุญแจมา ก่อนอื่นเขาเดินสำรวจหอพักรวมที่ปล่อยเช่า ข้าวของเครื่องใช้ภายในห้องล้วนเรียบง่ายและเก่าซอมซ่อ อีกเพียงครึ่งก้าวก็จะพังแหล่มิพังแหล่
แต่เพราะค่าเช่าเตียงถูก ผู้เช่าจึงไม่เคยปริปากบ่นอะไร
เมื่อเห็นว่ามีเตียงว่างอยู่สองเตียง หลิวจี้จึงเอ่ยถาม “เจ้าหก เตียงสองเตียงนี้ว่างลงได้อย่างไร”
เดือนที่แล้วตอนที่เขาให้อาวั่งมาตรวจดู ยังมีคนเช่าเต็มอยู่เลย
ติงลิ่วอธิบายด้วยรอยยิ้มขมขื่น “ก่อนหน้านี้สำนักศึกษาหยุดพักไม่ใช่หรือขอรับ เพื่อประหยัดเงิน พวกนักเรียนก็เลยย้ายออกไปกันหมด พอถึงช่วงเปิดเรียนจึงค่อยกลับมาเช่ากันใหม่ ตอนนี้จึงยังเช่าไม่เต็มขอรับ”
หลิวจี้ไม่พอใจกับคำตอบนี้ เขาวางท่าเป็นนายท่านอย่างเต็มที่ ย้อนถามอย่างไม่พอใจว่า “แล้วพอเจ้าเห็นว่าเตียงว่างก็ไม่รู้จักไปป่าวประกาศที่หน้าสำนักศึกษาหน่อยรึ”
“เตียงหนึ่งเตียงเดือนละสิบห้าเหวิน สองเตียงก็สามสิบเหวิน นี่มันเงินของข้าผู้เป็นนายท่านทั้งนั้น!”
หอพักรวมนี้มีเตียงทั้งหมดยี่สิบห้าเตียง แต่ละเดือนทำเงินได้ถึงสามร้อยเจ็ดสิบห้าเหวิน
เมื่อเดือนสิบสองของปีก่อนและเดือนแรกของปีนี้ก็ว่างไปแล้วสองเดือน ทำให้ขาดทุนเสียค่าเช่าไปแล้วสองเดือนเต็ม
เดิมทีคิดว่าการมาเก็บค่าเช่านาครั้งนี้จะเก็บเงินสามร้อยเจ็ดสิบห้าเหวินของเดือนสองกลับไปด้วยได้ คราวนี้ดีเลย หายไปเต็มๆ สามสิบเหวิน!
สีหน้าของหลิวจี้ย่ำแย่ ท่าทางวางมาดทำเสียงใหญ่โตของเขาทำให้พวกต้าหลางสี่พี่น้องรู้สึกไม่คุ้นชินอย่างยิ่ง
เมื่อมองไปยังท่าทางก้มศีรษะขอโทษอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวของติงลิ่ว ความรู้สึกผิดในใจของสี่พี่น้องพุ่งสูงจนถึงขีดสุด
ซื่อเหนียงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวคิดจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ถูกเอ้อร์หลางรั้งไว้
ซื่อเหนียงจ้องมองพี่รองของนางอย่างไม่เข้าใจ ไม่เห็นหรือว่าท่านพ่อกำลังรังแกคนซื่อ!
เอ้อร์หลางได้แต่ส่ายหน้า ส่งสัญญาณว่านางอย่าเพิ่งพูดอะไรออกมา
ตอนนี้พวกเขามากับท่านพ่อ จะขัดใจท่านพ่อต่อหน้าคนนอกไม่ได้ จะทำให้คนอื่นรู้ว่าพ่อลูกมีความเห็นไม่ลงรอยกันไม่ได้
ซื่อเหนียงขมวดคิ้วแน่น มองศีรษะของติงลิ่วที่แทบจะก้มลงไปชิดอก เมื่อนึกถึงตอนที่ตนเองยังเล็กกว่านี้ ตอนที่นางเคยต้องตามพี่ใหญ่ไปขอร้องผู้อื่นเช่นนี้ นางก็รู้สึกราวกับว่าตนเองได้ประสบพบเจอมาด้วยตัวเอง ในใจจึงรู้สึกขมขื่นอย่างบอกไม่ถูก
หลิวจี้สังเกตเห็นอารมณ์ของลูกสาวได้ เมื่อหันกลับไปมอง ให้ตายเถอะ เด็กหญิงตัวน้อยเห็นเขาเป็นอันธพาลไปเสียแล้ว นางกำลังทำแก้มป่องจ้องเขาเขม็งอยู่!
หลิวจี้ถอนหายใจในใจอย่างจนปัญญา แต่สีหน้าไม่พอใจยังคงไม่จางหาย เขาแสร้งทำเป็นใจกว้างโบกมือให้ติงลิ่วแล้วเผยเจตนาที่แท้จริงออกมา
“ช่างเถอะๆ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง ค่าเช่าที่ขาดไปนี้ก็ให้หักจากค่าจ้างดูแลไร่นาของเจ้าแล้วกัน ครั้งหน้าห้ามมีอีก เอาตามนี้ก่อน เจ้ากลับไปเตรียมตัวเถอะ เดี๋ยวจะไปเก็บค่าเช่าที่บ้านเจ้าก่อนเป็นที่แรก”
เมื่อเห็นติงลิ่วถูกหักเงินไปสามสิบเหวินแล้วยังต้องแสดงความซาบซึ้งในบุญคุณต่อท่านพ่อของตนเอง ซื่อเหนียงก็เบิกตาโตจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า
เมื่อมองส่งติงลิ่วจากไปแล้ว หลิวจี้ก็หันกลับมา กางแขนสองข้างออกแล้วหัวเราะออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ กล่าวกับลูกๆ ทั้งสี่ของเขาอย่างอิ่มอกอิ่มใจว่า
“สามสิบเหวินนี่อาวั่งไม่รู้นะ! พวกเราห้าคนพ่อลูกมาแบ่งกัน พวกเจ้าเอาไปคนละสองเหวิน ที่เหลือเป็นของข้า!”
สี่พี่น้อง “…”
“อึ้งไปเลยล่ะสิ เดี๋ยวข้างหน้ายังมีอีกนะ ไปเถอะ เอาข้าวของของพวกเจ้ามา พวกเราไปหาอาวั่งกัน พ่อจะพาพวกเจ้าไปหาค่าขนม!”
หลิวจี้ลูบศีรษะเล็กๆ ทั้งสี่ทีละคน ควงกุญแจห้องไปมาแล้วจัดการลงกลอนประตู ส่งสัญญาณให้สี่พี่น้องขึ้นไปบนรถม้า จากนั้นก็ขับรถม้ามุ่งหน้าไปยังจวนตระกูลติง
ซื่อเหนียงพึมพำอย่างไม่พอใจ “ข้าจะไปฟ้องท่านแม่”
เงินเพียงสองเหวิน อย่าหวังว่าจะซื้อนางได้!
เอ้อร์หลางกล่าวอย่างขบขัน “อย่าโง่ไปหน่อยเลย หากท่านแม่ไม่รู้เห็นเป็นใจด้วย เจ้าคิดว่าท่านพ่อจะกล้าทำตัวโอหังถึงเพียงนี้หรือ”
สำหรับท่านแม่แล้ว ขอเพียงตัวเลขสุดท้ายที่ท่านพ่อนำไปส่งมอบนั้นถูกต้องก็ถือว่าภารกิจเสร็จสิ้น
ส่วนที่เกินออกมานี้ก็แล้วแต่ความสามารถของแต่ละคนแล้ว
ซื่อเหนียงได้รับบทเรียนชีวิตจริงอีกบทหนึ่งแล้ว นางได้แต่ก้มหน้าลงถอนหายใจอย่างจนปัญญา “โลกของผู้ใหญ่นี่ช่างซับซ้อนเสียจริง”
ซานหลางยกนิ้วขึ้นมานับ “ถังหูลู่ไม้ใหญ่สุดราคาห้าเหวินต่อหนึ่งไม้ ถ้าท่านพ่อให้เงินข้าเพิ่มอีกหน่อย ข้าก็จะซื้อถังหูลู่ไม้ใหญ่สุดได้ไม้หนึ่งแล้ว!”
ต้าหลางมองน้องชายผู้ซื่อใสแล้วส่ายหน้าหัวเราะออกมาอย่างจนใจ ช่างเป็นวัยที่พึงพอใจกับเรื่องง่ายๆ เสียจริง
เสียงพึมพำเหล่านี้ในตัวรถม้า หลิวจี้ได้ยินทุกถ้อยคำอย่างชัดเจน เขายิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
เด็กสี่คนนี้ได้สมองของเขามา ฉลาดและรู้จักพลิกแพลงล้วนเป็นต้นกล้าที่ดี
รถม้ามาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบ้านของติงลิ่ว อาวั่งมาถึงก่อนแล้วก้าวหนึ่ง
เมื่อครู่เขาได้แจ้งข่าวให้ผู้เช่านาในจวนตระกูลติงทราบกันถ้วนทั่วแล้ว เดี๋ยวให้หลิวจี้และลูกๆ ทั้งสี่คนทยอยไปเก็บค่าเช่าทีละบ้านก็พอ