ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 422 ล้วนเป็นคนบ้า
ตอนที่ 422 ล้วนเป็นคนบ้า
“ฤดูใบไม้ผลิงามล้ำถึงเพียงนี้ พอดีเลยอาจารย์จะทดสอบเจ้าเสียหน่อย ดูว่าหลายเดือนมานี้การบ้านของเจ้าทำเสร็จไปถึงไหนแล้ว” กงเหลียงเหลียวเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน
เบื้องบนตะวันเจิดจ้า แต่สันหลังของหลิวจี้กลับเย็นวาบขึ้นมาทันใด เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเมฆทะมึนก่อตัวม้วนเข้ามาแลได้ยินเสียงฟ้าร้องครืนๆ มาจากในหมู่เมฆอย่างแผ่วเบา
“…ขอรับ” หลิวจี้ฝืนทำใจดีสู้เสือ ยิ้มอย่างมั่นใจให้ผู้เป็นอาจารย์
กงเหลียงเหลียวหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาหยอกเย้าฉายประกายวาบผ่านไป
วันนี้ สำหรับหลิวจี้แล้ว ถูกกำหนดให้เป็นวันที่แสนทรมาน
ฉินเหยาพิงกรอบประตูหลัง ในมือกำลังแกะเมล็ดทานตะวันซึ่งบ้านของช่างไม้หลิวส่งมาให้ พลางมองดูท่าทีของหลิวจี้ที่เหงื่อไหลไคลย้อย ตอบคำถามอย่างระมัดระวังก็รู้สึกว่าเมล็ดทานตะวันในมืออร่อยยิ่งขึ้น
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโชคของเขาดีหรือเพราะความพยายามอย่างหนักตลอดสามวันสามคืนที่ผ่านมาไม่สูญเปล่า การทดสอบที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ เขากลับผ่านไปได้อย่างราบรื่นจนน่าประหลาด
กงเหลียงเหลียวถึงกับอดเบิกตากว้างพิจารณาเขาใหม่อีกครั้งไม่ได้ นี่คือหลิวซานเอ๋อร์คนที่เอาแต่พูดจาเหลวไหลผู้นั้นจริงรึ
“ระยะนี้เจ้ากินอะไรเข้าไปบ้าง” กงเหลียงเหลียวเอ่ยถามด้วยความสงสัย
หลิวจี้หันหลังกลับไปสูดลมหายใจลึกอย่างรวดเร็วแล้วปาดเหงื่อที่ร้อนผ่าวบนหน้าผากออก จากนั้นจึงหันกลับมา นึกย้อนไปพลางตอบว่า
“ก็มีเนื้อหมู เนื้อปลา เนื้อหมาป่าแล้วก็ผักสวนครัวทั่วไปเหล่านี้…ท่านอาจารย์ ท่านถามเรื่องนี้ทำไมหรือขอรับ”
กงเหลียงเหลียวไม่ตอบ เพียงก้มแต่หน้าครุ่นคิดว่าอาหารหลายอย่างนี้มีสิ่งใดที่ช่วยบำรุงสมองได้บ้าง
ผลปรากฏว่า ไม่มีอาหารชนิดใดที่ช่วยบำรุงสมองเลย
แต่นี่กลับยิ่งแปลกขึ้นไปอีก
“ซานเอ๋อร์ เหตุใดอาจารย์จึงรู้สึกว่าสมองเจ้าดีขึ้น” กงเหลียงเหลียวถามด้วยความกังขา
หลิวจี้ร้อง “หา” ออกมาคำหนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะอย่างร่าเริง “ฮ่าๆๆ ท่านอาจารย์ล้อเล่นอันใดกัน สมองของศิษย์ปลอดโปร่งดีอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว!”
กงเหลียงเหลียวถึงกับพูดไม่ออก เอาเถอะ ก็ตามนี้แล้วกัน
กงเหลียงเหลียวกล่าวอย่างเนิบนาบว่า “ก่อนหน้านี้อาจารย์รู้สึกว่าสมองเจ้าไม่ฉลาดเท่าศิษย์พี่ของเจ้า ดังนั้นการบ้านที่เตรียมไว้ให้จึงไม่ยากนัก แต่ในเมื่อตอนนี้สมองเจ้าดีขึ้นแล้ว เช่นนั้น…”
ยังไม่ทันที่กงเหลียงเหลียวจะพูดจบ หลิวจี้ก็กุมท้องของตนแล้วย่อตัวลงทันใด “โอ๊ยๆ! ไม่ดีแล้ว เช้านี้ข้าต้องกินอะไรผิดสำแดงมาเป็นแน่!”
“อาวั่ง!” หลิวจี้ตะโกนสุดเสียง
อาวั่งปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าสองศิษย์อาจารย์ ในมือยังคงถือกระบวยด้ามยาวสำหรับรดปุ๋ยคอก กล่าวถามอย่างจริงจังว่า “นายท่านมีสิ่งใดให้รับใช้หรือขอรับ”
หลิวจี้ได้ปุ๋ยคอกนั้น ประกอบกับไม่ได้พักผ่อนมาตลอดสามวันสามคืน เขาเกือบจะอาเจียนออกมา
เขาฝืนกลั้นความปั่นป่วนในกระเพาะ กำชับให้อาวั่งดูแลกงเหลียงเหลียวให้ดีแล้วจึงรีบเผ่นหนีไปเข้าส้วม
ทิ้งอาวั่งที่ยังคงถือกระบวยปุ๋ยคอกไว้กับกงเหลียงเหลียวที่โกรธจนหนวดกระดิกให้จ้องตากันปริบๆ
ฉินเหยามองไปยังทิศทางของห้องน้ำ ไหนเลยจะมีเงาของหลิวจี้ คนผู้นั้นหนีกลับห้องไปนานแล้ว
เมื่อการทดสอบถือว่าผ่านพ้นไปแล้ว พอเส้นประสาทที่ตึงเครียดคลายลง หลิวจี้ก็ล้มตัวลงนอนหลับใหลไม่รู้วันเวลา
ฉินเหยายิ้มมุมปากอย่างขบขัน ทิ้งเปลือกเมล็ดทานตะวันในมือแล้วเดินไปยังทางที่อาวั่งและกงเหลียงเหลียวอยู่
“ท่านอาจารย์ รู้สึกง่วงบ้างหรือไม่เจ้าคะ จะกลับไปงีบหลับที่ห้องสักหน่อยหรือไม่”
กงเหลียงเหลียวโบกมือ ปฏิเสธว่าตนยังกระปรี้กระเปร่าดีอยู่ ไม่ได้รู้สึกง่วงแต่อย่างใด
เมื่อไม่ได้ยินความเคลื่อนไหวจากหลิวจี้มาเนิ่นนานจึงเอ่ยถามขึ้นว่า “ซานเอ๋อร์เป็นอะไรไปน่ะ”
ฉินเหยากล่าวอย่างขบขันว่า “เมื่อวานพอเขารู้ว่าท่านอาจารย์จะกลับมาก็ดีใจจนไม่ได้นอนทั้งคืน ตอนนี้ยังมาท้องไส้ปั่นป่วนอีก คาดว่าคงกลับไปนอนชดเชยที่ห้องแล้ว”
“ให้ข้าเข็นท่านไปเดินเล่นที่ริมคันนาดีหรือไม่เจ้าคะ” ฉินเหยาลองหยั่งเชิงถาม
กงเหลียงเหลียวถอนหายใจให้กับหลิวจี้คราหนึ่ง จากนั้นจึงพยักหน้าให้ฉินเหยา พอดีเลยเขาก็อยากจะชมทิวทัศน์ยามวสันต์ของหมู่บ้านบนเขานี้เช่นกัน
ฉินเหยาส่งสัญญาณให้อาวั่งไปใส่ปุ๋ยให้ต้นกล้าของเขาต่อ ส่วนกงเหลียงเหลียวนั้นมอบให้ตนดูแลก็พอ
อาวั่งมองฉินเหยาอย่างซาบซึ้งคราหนึ่ง ร่างก็ไหววูบกลับเข้าไปในแปลงผักอีกครั้ง ง่วนอยู่กับการรดปุ๋ยคอกให้ถั่วลันเตาที่เพิ่งปลูกใหม่
ฉินเหยาเข็นกงเหลียงเหลียวมาเดินเล่นที่ทุ่งนาหนึ่งรอบแล้วจึงเข็นเขาไปดูที่เรือนปทุมอีกครา พลางเอ่ยขึ้นราวกับไม่ได้ตั้งใจว่าที่ดินรกร้างผืนข้างๆ นั้น มีคนซื้อไปแล้ว
กงเหลียงเหลียวถาม “ผู้ใดรึ?”
“ซ่งจางเจ้าค่ะ” ฉินเหยากลัวว่าเขาจะไม่รู้จักจึงเอ่ยเสริมขึ้นว่า “ใต้เท้านายอำเภอแห่งอำเภอไคหยาง”
กงเหลียงเหลียวแค่นเสียงหัวเราะ ไม่ได้ซักไซ้ต่อ แค่คิดก็รู้ว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงเลือกตำแหน่งนี้
หากเป็นเมื่อก่อน เขาอาจจะรู้สึกไม่พอใจ
แต่บัดนี้เขาปลงตกนานแล้ว สรรพสิ่งในโลกล้วนมีชะตาของมันเอง ปล่อยให้มันเป็นไปเถิด
“ข้าไม่รับแขก” กงเหลียงเหลียวกำชับ
ฉินเหยาพยักหน้ารับคำ ในใจนางย่อมรู้ดี การใช้มหาบัณฑิตเป็นจุดขายก็เรื่องหนึ่ง แต่หากอีกฝ่ายต้องการพบมหาบัณฑิตก็ไม่เกี่ยวกับนาง
กงเหลียงเหลียวคือผู้ที่จะตัดสินใจด้วยตนเอง เขาอยากจะพบผู้ใดก็พบ ผู้ใดที่ไม่อยากพบ นางก็จะช่วยขวางไว้ให้
แต่แล้วกงเหลียงเหลียวก็พลันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้จึงลองหยั่งเชิงถาม “เขามีเรื่องขอร้องเจ้าหรือ”
ฉินเหยาแย้มยิ้มบางๆ “ประมาณนั้นเจ้าค่ะ”
กงเหลียงเหลียวชะงักไปชั่วครู่แล้วจึงถามขึ้นอีกประโยค “ก่อนสิ้นปีที่เมืองหลวงของมณฑล เจ้าได้พบเจอผู้ใดบ้างหรือไม่”
ฉินเหยาชะงักงันไป หากผู้เฒ่าไม่เอ่ยขึ้นมา นางก็เกือบจะลืมคนอย่างแม่ทัพมู่หลิงผู้นั้นไปเสียแล้ว
แต่ในเมื่อผู้เฒ่าถามเช่นนี้ย่อมต้องรู้เรื่องที่มู่หลิงเคยพยายามจะชักชวนนางแล้วเป็นแน่
อาวั่งเคยบอกว่า ขาสองข้างของกงเหลียงเหลียวนี้ พิการก็เพราะองค์หญิงใหญ่
แต่ในยามนี้ น้ำเสียงที่กงเหลียงเหลียวใช้สอบถามกลับไม่เหมือนน้ำเสียงที่ใช้ถามถึงศัตรู
ฉินเหยาค่อนข้างจะไม่แน่ใจว่าเขาหมายความว่าอย่างไร แต่ก็ยังคงตอบไปตามความจริงว่า “ข้าได้พบกับแม่ทัพมู่หลิงเจ้าค่ะ นางต้องการชักชวนข้าเข้าร่วมหน่วยราชองครักษ์ แต่ข้าปฏิเสธไปแล้ว”
เมื่อกงเหลียงเหลียวได้ยินคำพูดนี้ก็พลันหันขวับมามองนาง ดวงตาที่ขุ่นมัวฉายแววจริงจัง น้ำเสียงเย็นเยียบลง กล่าวว่า
“เจ้าและซานเอ๋อร์เป็นเพียงสามัญชนตัวเล็กๆ สองคน ตั้งหน้าตั้งตาเดินในเส้นทางของตนเองให้ดีก็พอแล้ว สิ่งอื่นนอกเหนือจากนี้ แม้มองดูแล้วจะน่าเย้ายวนเพียงใดก็อย่าได้ไปแตะต้องเป็นดีที่สุด”
“ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนฉลาดและมีความสามารถ แต่บัดนี้ยังไม่ใช่เวลาที่ดีที่เจ้าจะแสดงความสามารถออกมา” กงเหลียงเหลียวเตือนอย่างจริงจังยิ่ง
เขาไม่เคยเอ่ยถึงขาของตนเองต่อหน้าคนนอก แต่ในยามนี้กลับชี้ไปที่ขาทั้งสองข้างที่พิการของตนเพื่อตักเตือนฉินเหยา
“ขาของข้าทั้งสองข้างนี้ก็คือบทเรียนที่เปื้อนเลือด ข้าไม่หวังให้เจ้าและซานเอ๋อร์เดินซ้ำรอยข้า!”
“หน่วยราชองครักษ์ขององค์หญิงใหญ่ บัดนี้ฟังดูแล้วอาจจะรุ่งโรจน์เกรียงไกร”
“แต่เรื่องราวในราชสำนักนี้เป็นเรื่องในตระกูลไป๋หลี่ของพวกเขา คนนอกที่เข้าไปพัวพัน ไม่ว่าจะภักดีต่อฝ่ายใด ท้ายที่สุดแล้วขอเพียงผู้ที่ได้นั่งบนบัลลังก์ยังคงแซ่ไป๋หลี่ ผู้ที่เคยล่วงเกินตระกูลไป๋หลี่ก็ยังคงมิอาจตายดี!”
พอคิดถึงตรงนี้ กงเหลียงเหลียวก็แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา “ตระกูลเฮ่อนั้นใจร้อนผลีผลามเกินไป เจ้าอย่าได้โดนพวกเขาชักจูง รอจนซานเอ๋อร์สอบได้จิ้นซื่อ เจ้าก็สามารถได้รับพระราชทานยศศักดิ์ เสพสุขในเกียรติยศและทรัพย์ศฤงคารได้เช่นกัน”
ฉินเหยาตกตะลึงในใจ ไม่คิดว่ากงเหลียงเหลียวจะเปิดใจพูดคุยกับตนเองมากถึงเพียงนี้
เมื่อผู้เฒ่าปฏิบัติต่อนางอย่างจริงใจ นางย่อมปฏิบัติกลับด้วยความจริงใจเช่นกันจึงรีบเอ่ยขอบคุณ
แต่ทว่า ประโยคหลังนี้นางไม่เห็นด้วย
ฉินเหยายิ้มหยันแล้วเอ่ยว่า “ท่านอาจารย์ หากไม่ใช่เพราะโลกใบนี้ไม่เปิดทางให้สตรีได้ก้าวขึ้นไปข้างบน ยศศักดิ์นี้ ความรุ่งโรจน์และมั่งคั่งเหล่านี้ สตรีก็สามารถไขว่คว้ามาได้ด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ใด”
กงเหลียงเหลียวได้ฟังก็สั่นสะท้านไปทั้งร่าง หันกลับไปมองสตรีที่กำลังเข็นรถให้ตนอยู่เบื้องหลังอย่างล้ำลึก รอยยิ้มหยันที่มุมปากนั้นราวกับว่าทั่วทั้งใต้หล้านี้ไม่ได้อยู่ในสายตาของนางเลย ช่างอหังการไร้ซึ่งความเกรงกลัว
ความรู้สึกคุ้นเคยที่ทำให้เขาอึดอัดไปทั้งตัวนั้นกลับมาอีกแล้ว กงเหลียงเหลียวกัดฟันกล่าวอย่างขุ่นเคือง “ล้วนเป็นคนบ้า!”