ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 429 ซุ่มโจมตี
ตอนที่ 429 ซุ่มโจมตี
ของของอินเยว่มีไม่มากนัก นางหาห่อผ้าเก่าๆ ผืนหนึ่งออกมา ใส่เสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนหนึ่งชุด ก็หมดแล้ว
เพราะกลัวว่าใบหน้าของตนจะทำให้คนตกใจ นางจึงสวมหมวกงอบใบหนึ่ง ทั้งยังจงใจปล่อยผมหน้าม้าลงมาข้างหนึ่งเพื่อบดบังใบหน้าซีกซ้ายที่บาดเจ็บไว้
จากนั้นก็ใช้กระบอกไม้ไผ่บรรจุน้ำจนเต็ม เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วก็ลงกลอนประตูบ้านแล้วออกเดินทางตามฉินเหยาไป
การเดินทางตอนกลางวันนั้นง่ายกว่าการเดินทางตอนกลางคืนเมื่อวานนี้มาก อีกทั้งยังเป็นทางลงเขา ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ทั้งสองก็มาถึงช่องเขาของหมู่บ้านเจี่ยยา
เมื่อผ่านช่องเขาไป เบื้องหน้าก็พลันสว่างโล่งขึ้นมาทันที ผืนนาของหมู่บ้านเจี่ยยาปรากฏแก่สายตา ต้นกล้าที่เพิ่งหว่านไปไม่นานงอกงามขึ้นมาแล้ว เขียวขจีต่อเนื่องกันเป็นทิวแถว ดูแล้วสบายตาสบายใจ
อินเยว่สูดอากาศบริสุทธิ์นี้เข้าเต็มปอดพลันรู้สึกว่าแสงแดดของวันนี้ช่างสดใสเป็นพิเศษ
ไม่รู้ว่านานเท่าใดแล้วที่ไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายเช่นนี้ ตอนนี้เพียงแค่คิดว่าต้นตอของความชั่วร้ายอย่างพานเหม่ยเหรินกำลังจะได้รับโทษที่นางสมควรได้รับ นางก็รู้สึกว่าอนาคตยังมีความหวัง
“เจ้ารออยู่ตรงนี้สักครู่ ข้าจะไปเอาม้า”
ทั้งสองคนมาถึงหน้าลานเล็กๆ ของกระท่อมมุงหญ้าคาหลังหนึ่ง ฉินเหยาส่งสัญญาณให้อินเยว่รออยู่ข้างนอก ส่วนตนเองก็เข้าไปเอาม้า
อินเยว่พยักหน้า ยืนรออย่างเชื่อฟังอยู่กับที่
ฉินเหยาเข้าไปในสวนรั้วไม้ ในบ้านไม่มีคนอยู่ อาจจะลงไปทำงานในนาแล้ว
โชคดีที่เจ้าเหล่าหวงถูกผูกไว้กับลำต้นไม้หลังบ้าน ฉินเหยาแก้เชือกแล้วจูงมันออกมา เดี๋ยวตอนผ่านริมคันนาค่อยไปบอกกับอีกฝ่ายเสียหน่อย
“ขึ้นมาสิ” ฉินเหยาพลิกตัวขึ้นม้าแล้วตบที่ว่างด้านหลังของตนพลางยื่นมือไปทางอินเยว่
อินเยว่รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย ทั้งยังประหม่าอยู่บ้าง “พี่ฉิน ข้าไม่เคยขี่ม้าเจ้าค่ะ”
คำตอบของฉินเหยานั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา “ขึ้นมาแล้วกอดข้าให้แน่นก็พอ”
อินเยว่รับคำว่าได้เจ้าค่ะอย่างมีความสุข จับมือนางไว้ พลันรู้สึกถึงพลังมหาศาลที่ดึงร่างของนางให้ลอยขึ้น
เมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็มานั่งอยู่บนหลังม้าแล้ว เบื้องหน้าคือแผ่นหลังที่ตั้งตรงของฉินเหยา
อินเยว่รีบกอดเอวของนางไว้ รู้สึกได้ว่าม้าใต้ร่างเริ่มเคลื่อนไหว ขึ้นๆ ลงๆ ไม่ช้าไม่เร็ว เปิดโอกาสให้นางได้ปรับตัว
เพราะเป็นม้าของตนเอง ฉินเหยาจึงค่อนข้างรักและหวงแหน นางไม่ยอมให้มันบรรทุกคนสองคนแล้ววิ่งสุดฝีเท้า ประกอบกับอากาศก็ดีจึงค่อยๆ พาอินเยว่ออกจากหมู่บ้านเจี่ยยาไปอย่างไม่รีบร้อน
ระหว่างทางผ่านริมคันนาของชาวบ้านหนุ่มที่ช่วยดูม้าให้ก็ถือโอกาสกล่าวขอบคุณเขาไปด้วย
เจ้าเหล่าหวงดูแวบเดียวก็รู้ว่าได้กินอิ่มแล้ว อีกฝ่ายดูแลมันเป็นอย่างดี ไม่ได้ปล่อยให้มันอดน้ำหรืออดอาหาร
ทว่าเจ้าเหล่าหวงเห็นได้ชัดว่ายังไม่พอใจ เมื่อเห็นเจ้านายไม่รีบร้อน หากมันเห็นหญ้าอ่อนริมทางก็จะหยุดลงเพื่อลิ้มรสแก้อยาก เดินไปกินไป
ความเร็วเช่นนี้ก็ทำให้มีพื้นที่ให้อินเยว่ได้ผ่อนคลายกับการขี่ม้าครั้งแรกอย่างเต็มที่ นางรู้วิธีแล้วว่าจะนั่งบนหลังม้าอย่างเต็มก้นไม่ได้ มิฉะนั้นทั้งก้นและต้นขาจะถูกเสียดสีจนเจ็บมาก
ดังนั้น นางจึงขยับร่างกายขึ้นลงตามจังหวะของม้า ค่อยๆ จับจังหวะที่ถูกต้องจนได้
เมื่อเห็นว่าโอกาสเหมาะสมแล้ว ฉินเหยาจึงกระตุ้นเจ้าเหล่าหวง เพิ่มความเร็วขึ้นเล็กน้อย วิ่งเหยาะๆ มุ่งหน้าไปยังอำเภอไคหยาง
ช่วงบ่ายคล้อย ทั้งสองคนก็มาถึงตำบลชิงสุ่ย แวะกินข้าวในตำบลจนอิ่มท้องแล้วพักผ่อนอีกสองเค่อจึงค่อยเดินทางต่อ
เนื่องจากความห่างไกลและยากลำบากในการค้นหาหมู่บ้านซิ่งฮวา ประกอบกับช่วงเช้าที่ผ่านมาไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันใดๆ เกิดขึ้น ฉินเหยาจึงคิดว่าวันนี้น่าจะสามารถเดินทางถึงที่ว่าการอำเภอไคหยางได้อย่างราบรื่น
คาดไม่ถึงว่า เพิ่งจะออกจากตำบลชิงสุ่ยได้ไม่นานก็ถูกก้อนหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่งที่กลิ้งลงมาจากเนินเขาขวางทางไว้
เจ้าเหล่าหวงเกือบจะถูกทับจนได้รับบาดเจ็บ มันตกใจ โชคดีที่ทักษะการควบคุมม้าของฉินเหยาเป็นเลิศจึงสามารถหยุดยั้งมันที่กำลังตื่นตระหนกจนไม่เลือกทางและกำลังจะวิ่งลงไปในแม่น้ำได้ทันท่วงที
มิฉะนั้น ตอนนี้คนทั้งสองคงจะได้กลิ้งตกลงไปในแม่น้ำที่เชี่ยวกรากจากถนนที่สูงกว่าสองเมตรแล้ว
เมื่ออินเยว่ได้สติจากความตื่นตระหนกก็ยังคิดว่าเป็นอุบัติเหตุ
แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นว่าเนินเขาด้านในมีแต่พงหญ้า ไม่มีหน้าผาเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จู่ๆ จะมีก้อนหินขนาดใหญ่เช่นนี้กลิ้งตกลงมา
ในตอนนี้ มีเงาคนสิบกว่าร่างไถลตัวลงมาจากพงหญ้าบนเนินเขาด้านข้าง แต่ละคนสวมหน้ากาก ในมือถืออาวุธลับและดาบ ท่าทีคุกคามอย่างยิ่ง
ไม่พูดพร่ำทำเพลง คนทั้งสิบห้าคนก็รีบปิดตายเส้นทางเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วแล้วล้อมเข้ามาหาฉินเหยาและอินเยว่บนหลังม้าด้วยจิตสังหาร
ดูเหมือนพวกเขาจะรู้ว่าสตรีตรงหน้านี้รับมือได้ไม่ง่าย ดังนั้นทุกย่างก้าวของพวกเขาจึงระมัดระวังเป็นพิเศษ เพียงแค่ฉินเหยามีความเคลื่อนไหวใดๆ พวกเขาก็จะซัดอาวุธลับในมือออกไปทันที
ฉินเหยามีดาบเพียงเล่มเดียว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับนักฆ่ามืออาชีพที่อาวุธครบมือกว่าสิบคนนี้ ดูอย่างไรก็ไม่มีทางชนะ
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้นางยังต้องคอยคุ้มกันคนอีกคนหนึ่ง ความยากจึงยิ่งพุ่งสูงขึ้นเป็นเส้นตรง
หัวใจของอินเยว่เต้นระรัว นางยังไม่ทันได้รู้ตัวด้วยซ้ำว่าคนเหล่านี้มุ่งเป้ามาที่ตนเอง
นางกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก กล่าวเสียงสั่นว่า “พี่ฉิน ดูเหมือนว่าพวกเราจะเจอโจรป่าเข้าให้แล้ว…”
ฉินเหยาตอบ “ใช่แล้วล่ะ เจอโจรป่าแล้ว”
ดังนั้น การสังหารโจรจึงไม่ผิด!
ในชั่วพริบตา ระยะห่างของทั้งสองฝ่ายก็เหลือไม่ถึงห้าเมตร
เห็นเพียงหนึ่งในนักฆ่าพลันยกมือขึ้นแล้วโปรยผงสีเหลืองบางอย่างออกมาตามลม จากนั้นก็เร่งฝีเท้าพุ่งเข้ามา
ฉินเหยารู้สึกเพียงว่าทัศนวิสัยเบื้องหน้าพร่ามัว เงาของคนที่พุ่งเข้ามาในม่านฝุ่นนั้นมองเห็นได้ไม่ชัดเจนเลย
ยิ่งไปกว่านั้น นางไม่คิดว่าผงฝุ่นนี้จะมีไว้แค่บดบังสายตาเท่านั้น นางรีบหยิบห่อผ้าที่พกติดตัวมาปิดหน้าของอินเยว่อย่างรวดเร็ว โอบเอวนางแล้วดึงร่างจากด้านหลังมาอยู่ด้านหน้า จากนั้นก็กลั้นหายใจแล้วกระตุ้นท้องม้าทีหนึ่ง หันหัวม้ากลับ
ด้านหลังมีลมแรงพุ่งเข้ามา ฉินเหยาไม่ได้หันกลับไปมองด้วยซ้ำ นางแทงก็ดาบสวนกลับไป เสียงเนื้อหนังถูกแทงทะลุแว่วเข้าหูอย่างรวดเร็ว
ดาบของอีกฝ่ายที่กำลังจะแทงถูกแผ่นหลังของนางพลันร่วงหล่นลงไปอย่างหมดแรง
เสียง “ตุ้บ” หนักๆ ดังขึ้นทีหนึ่ง มันเป็นเสียงของนักฆ่าที่ร่วงลงมาจากอากาศ
แต่เมื่อจัดการคนนี้ได้ คนต่อไปก็รีบประชิดเข้ามาอีกครั้ง
คราวนี้มาพร้อมกันสองคน พวกเขาเหวี่ยงโซ่เหล็กที่ถ่วงด้วยลูกตุ้มตะกั่วออกมา พยายามจะพันขาม้าเพื่อทำให้นางล้มลง
ฉินเหยาควบคุมม้าให้กระโดดครั้งใหญ่ หลบโซ่เหล็กที่พุ่งเข้ามาได้
อินเยว่บนหลังม้าถูกม้าที่กระโจนขึ้นอย่างกะทันหันโยนขึ้นไปสูงแล้วก็ตกลงมาอย่างแรง ประกอบกับห่อผ้าที่ปิดหน้าอยู่ ในชั่ววินาทีนั้น นางแทบจะสำลักจนสลบไป
ฉินเหยาเร่งความเร็วขึ้น เจ้าเหล่าหวงก็ราวกับรู้ว่าตอนนี้เป็นสถานการณ์คอขาดบาดตาย มันรีดเร้นพละกำลังทั้งหมดออกมา วิ่งอย่างรวดเร็วปานเหาะ
ทว่า อีกฝ่ายยังมีไม้เด็ดซ่อนไว้อีก
ฝุ่นดินเบื้องหน้าพลันฟุ้งกระจายขึ้น เชือกป่านสีดินเส้นหนึ่งพลันขึงตึงขึ้นมาขวางกลางถนนไว้
หากม้าที่กำลังวิ่งด้วยความเร็วสูงมาชนเข้ากับเชือกเส้นนี้ ผลที่ตามมาคงยากที่จะคาดเดาได้
จิตสังหารในดวงตาของฉินเหยาพุ่งสูงขึ้นเป็นลำดับ นางกระชากบังเหียนอย่างแรง พละกำลังมหาศาลดึงร่างของเหล่าหวงให้ยกสูงขึ้นแล้วโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อกดมันไว้ไม่ให้หงายหลังล้มลงไปทั้งตัว บังคับให้มันเปลี่ยนทิศทางอย่างฉับพลัน
เสียงร้องอย่างเจ็บปวดของม้าและฝุ่นดินที่ฟุ้งกระจายดังก้องไปทั่วทั้งหุบเขา ฟังแล้วเจ็บแก้วหูนัก
เมื่อกีบหน้าของม้ากลับมาแตะพื้นอีกครั้ง ทั้งสองฝ่ายก็เผชิญหน้ากันอีกครั้ง ระยะห่างไม่ถึงสิบเมตร เพียงแค่สองลมหายใจก็สามารถไล่ตามฉินเหยาและอินเยว่ทัน
ทว่า ตรงนี้ไม่มีผงฝุ่นที่บดบังทัศนวิสัยอีกแล้ว
ฉินเหยาตบเจ้าเหล่าหวงที่น่าสงสารเบาๆ พลิกตัวลงจากหลังม้าแล้วยกดาบขึ้นพุ่งเข้าสังหารอย่างเดือดดาล!
พวกเจ้าต้องตายให้หมด!