ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 430 เก็บศพซะ
ตอนที่ 430 เก็บศพซะ
เบื้องหน้าพลังอันแข็งแกร่งอย่างแท้จริง ลูกไม้มากมายเพียงใดก็ล้วนไร้ความหมาย
ยิ่งไปกว่านั้น ฉินเหยาเองก็มีประสบการณ์การต่อสู้จริงอย่างโชกโชน ไม่ว่าจะเป็นผงยาพิษหรืออาวุธลับอันชั่วร้าย ขอเพียงอีกฝ่ายขยับเปลือกตา นางก็สามารถสังเกตเห็นได้ทันที จากนั้นก็ใช้เท้าเตะเศษหินบนพื้นให้ลอยขึ้นแล้วดีดมันออกไปอย่างรุนแรง!
ก้อนหินที่ไม่ใหญ่นัก เมื่อผนวกเข้ากับความเร็วและพละกำลังก็กลับกลายเป็นราวกับกระสุนที่ยิงออกไปด้วยความเร็วสูง ทะลวงผ่านลำคอของอีกฝ่ายโดยตรงจนเกิดเป็นรูเลือด
ในขณะเดียวกัน ดาบในมือของนางก็กำลังฟาดฟันเพื่อเก็บเกี่ยวชีวิตอย่างรวดเร็ว
พละกำลังและความเร็วปรากฏอยู่บนร่างของนางในเวลาเดียวกัน เพราะร่างกายที่นางได้มาจากการทะลุมิตินั้นมีความคล่องแคล่ว ฉินเหยาจึงไม่ได้รับผลจากแรงต้านของอากาศมากนัก นางราวกับลูกข่างเหล็กกล้าที่ใบมีดกางออก สัมผัสถูกเป็นต้องตาย!
เสียงเลือดสาดกระเซ็นดังขึ้น “ฉ่า” ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่มีผู้ใดมองเห็นการเคลื่อนไหวของนางได้ทัน ดาบก็ได้เข้าไปติดคาอยู่ในรอยต่อของกระดูกแล้วและเมื่อความเจ็บปวดแล่นเข้ามาก็สามารถได้ยินเสียงกระดูกคอของตนเองหักได้อย่างชัดเจน
หลังจากนั้นก็ได้เห็นภาพของขุมนรก
เสียง “แกร็ก” ดังขึ้น ดาบที่ติดอยู่ในรอยต่อของกระดูกพลันก็ทานรับความบ้าคลั่งของนางไม่ไหวและหักสะบั้นลง
นักฆ่าสามคนที่เหลือรอดอยู่เห็นภาพนี้เข้าก็ทั้งตกตะลึงและยินดีอย่างบ้าคลั่ง คิดว่าในที่สุดตนเองก็ได้พบจุดอ่อนของนางแล้ว
ทั้งสามคนบุกเข้ามาจากสามทิศทาง ตะโกนก้องพร้อมกับเงื้อดาบฟันเข้าใส่ฉินเหยา
ฉินเหยาสะบัดเลือดที่กระเซ็นเปื้อนมือซ้ายออกอย่างรังเกียจ มือขวาที่ถือด้ามดาบซึ่งเหลือเพียงคมดาบหักๆ สั้นๆ นางขยับร่างหลบอย่างคล่องแคล่ว ถอยหลังหนึ่งก้าวไปยังด้านหลังของนักฆ่าทางขวาแล้วแทงดาบที่หักนั้นเข้าไป!
“อ๊าก!!!”
เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น นักฆ่าที่ถูกแทงเข้าที่ต้นคอได้พิสูจน์ด้วยตนเองแล้วว่าการถูกมีดทื่อเฉือนเนื้อนั้นเจ็บปวดเพียงใด
เจ็บปวดจนสิ้นใจตายไป
นักฆ่าอีกสองคนที่เหลือได้แต่เบิกตาดูสหายของตนถูกมีดทื่อกรีดเปิดต้นคอด้านหลัง ความรู้สึกเจ็บปวดร่วมกันทำให้พวกเขาต้องสูดลมหายใจเข้าอย่างหนาวเหน็บ
ทั้งสองคนสบตากัน ระดมพลังทั้งหมดในร่างกายเพื่อฟาดฟันออกไปสุดแรงเกิด!
ทว่าฉินเหยาที่ไร้อาวุธแล้วกลับไม่หลบไม่หนี แต่ใช้มือเปล่าพลิกกลับไปจับสันมีดไว้ได้อย่างแม่นยำ
พลังที่ไม่อาจต้านทานได้นั้นส่งผ่านจากตัวดาบไปยังร่างของนักฆ่าทั้งสอง ทำให้ทั้งคู่รู้สึกหวาดผวาอย่างยิ่ง
ในโลกนี้จะมีคนที่หนักแน่นดั่งขุนเขาถึงเพียงนี้ได้อย่างไร!
ข้อมือทานรับแรงกดมหาศาลเช่นนี้ไม่ไหวจึงคลายออกจากด้ามดาบ
และในตอนนั้นเอง ฉินเหยาก็ฉวยดาบทั้งสองเล่มมาตามแรง ตัวดาบเหวี่ยงผ่านใต้รักแร้ของนางแล้วด้ามดาบก็ถูกกุมไว้อีกครั้ง
เพียงแต่ครั้งนี้ ผู้ที่กุมด้ามดาบคือฉินเหยา ไม่ใช่นักฆ่าทั้งสองที่เบิกตากว้างอย่างตกตะลึงไปแล้ว
ฉินเหยากุมด้ามดาบ ย่อตัวถอยหลังออกไปก้าวใหญ่ จากนั้นขว้างดาบใส่คนทั้งสองที่อยู่ตรงข้ามอย่างกราดเกรี้ยว!
ดาบทั้งสองเล่มหมุนคว้างในอากาศหนึ่งรอบ ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ทรวงอกของทั้งสองอย่างแม่นยำ ทะลุผ่านร่างกายของทั้งสองในชั่วพริบตา ทิ้งไว้เพียงร่างไร้ชีวิตสองร่างที่ยืนแข็งทื่ออยู่กับที่
เสียง “ปึก ปึก” ดังขึ้นสองครั้ง ดาบที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดก็ปักลึกลงไปในพื้นกรวดแข็ง ด้ามดาบสั่นไหวอยู่นานกว่าจะหยุดนิ่ง
เหล่าหวงที่หยุดรออยู่ข้างทางรู้สึกเพียงว่าพื้นดินใต้เท้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง มันตกใจจนตาเบิกกว้าง ลูกตาขนาดใหญ่ของม้าแทบจะหลุดออกมาจากเบ้า
ทั่วทั้งพื้นเต็มไปด้วยเลือดที่สาดกระเซ็น เต็มไปด้วยศพ สภาพเกลื่อนกลาดไปหมด
ฉินเหยาสะบัดศีรษะ ปัดเส้นผมที่ยุ่งเหยิงออกไปแล้วก้มลงมองมือที่อาบไปด้วยเลือดของตนเอง กลิ่นอายสังหารรอบกายยิ่งเข้มข้นขึ้น
นางไถลตัวลงจากเนินชันมายังริมฝั่งแม่น้ำเพื่อล้างมือ เมื่อเดินผ่านพงหญ้า กระต่ายฝูงหนึ่งที่กำลังหาอาหารอยู่ก็เบิกตาสีแดงก่ำจ้องมองนางอย่างไม่กล้าขยับเขยื้อน ตัวสั่นงันงก
จนกระทั่งมนุษย์ผู้นั้นไม่ได้สนใจพวกมันเลยแม้แต่น้อยและเดินตรงไปยังริมแม่น้ำ พวกกระต่ายที่ตกใจจนตัวแข็งทื่อจึงรีบมุดเข้ารูเพื่อหลบซ่อน
อินเยว่ที่สลบไปเพราะยาค่อยๆ ฟื้นคืนสติขึ้นมาบนหลังม้า พอนางเงยหน้าขึ้น…ลมหายใจพลันก็สะดุดลง สมองขาดออกซิเจนอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หมดสติไปอีกครั้ง
เพียงแต่ก่อนหน้านี้สลบไปเพราะยา ส่วนครั้งนี้สลบไปเพราะความตกใจกลัว
ฉินเหยาล้างมือเสร็จแล้วก็กลับมา มองดูมือทั้งสองข้างที่ว่างเปล่าของตนเอง…ดาบไม่มีแล้ว
ก่อนหน้านี้ซ่งจางบอกว่าจะมอบธนูดีๆ ให้นางหนึ่งคัน แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้รับ ส่วนอาวุธอีกชิ้นของตนเอง ตอนนี้ก็ต้องมาพังไปเพราะภารกิจบ้าบอของเขา
พอมองไปที่ม้าเฒ่า บนคอของมันมีรอยเลือดลึกจากการถูกบังเหียนเสียดสีทำเอาฉินเหยาเห็นแล้วรู้สึกปวดใจนัก
แถมยังมี ‘ที่เกิดเหตุฆาตกรรม’ ที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดตรงหน้านี้อีก ช่างไม่มีอะไรจะเลวร้ายไปกว่านี้แล้ว
เพื่อที่จะไปถึงจวนที่ว่าการอำเภอให้เร็วที่สุด ฉินเหยายังคงต้องให้เหล่าหวงที่น่าสงสารแบกตัวเองและอินเยว่ต่อไป
โชคยังดีที่เหล่าหวงเป็นม้าแก่ที่แข็งแกร่งจนกระทั่งพานายของมันมาถึงที่หมาย มันจึงค่อยๆ ล้มตัวลงนอนพักอย่างอ่อนแรงอยู่หน้าประตูใหญ่ของจวนที่ว่าการอำเภอ
อินเยว่ฟื้นขึ้นมาระหว่างทางและเมื่อได้รู้จากปากของฉินเหยาว่านักฆ่ากลุ่มนั้นแท้จริงแล้วพุ่งเป้ามาที่ตนเอง นางจึงได้ตระหนักว่าอำนาจเบื้องหลังของพานเหม่ยเหรินนั้นน่ากลัวเพียงใด
นางไม่อยากจะคิดเลยว่า หากเมื่อคืนคนที่ไปถึงหมู่บ้านซิ่งฮวาไม่ใช่ฉินเหยา แต่เป็นพวกนักฆ่า ป่านนี้ชะตากรรมของตนเองจะเป็นเช่นไร
“พี่ฉิน ท่านช่วยชีวิตข้าไว้ถึงสองครั้ง ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าจะตอบแทนท่านอย่างไรดี หรือจะให้ข้าเป็นสาวใช้ของท่าน คอยรับใช้ใกล้ชิดดีเจ้าคะ!” อินเยว่กล่าวอย่างจริงใจ
“ไม่ต้องการ!”
ฉินเหยาปฏิเสธอย่างเด็ดขาดพร้อมเตือนให้นางรีบหยุดความคิดอันตรายเช่นนี้เสีย
อินเยว่เอ่ย “ถะ ถ้าอย่างนั้น ท่านต้องการให้ข้าตอบแทนอย่างไรหรือเจ้าคะ”
ถ้าหากจะให้นางออกไปแสดงศิลปะหาเงินให้ เช่นนั้น…เช่นนั้นก็พอทำได้อยู่…
“ข้าไม่ต้องการการตอบแทนจากเจ้า” ฉินเหยาปฏิเสธอย่างเด็ดขาดอีกครั้ง
เกรงว่าอินเยว่จะไม่เข้าใจ นางจึงอธิบายเสริมว่า “ข้าช่วยเจ้าไม่ใช่เพราะต้องการจะช่วยเจ้า แต่เป็นเพราะข้อตกลงที่ข้าทำไว้กับผู้อื่น ดังนั้นการที่ข้าช่วยเจ้าจึงไม่เกี่ยวกับเจ้า”
อินเยว่ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ แต่เห็นๆ อยู่ว่านางช่วยชีวิตตนเองไว้!
ฉินเหยาทุบประตูใหญ่ของจวนที่ว่าการอำเภอ เสียงดัง “ปัง ปัง ปัง” ครั้งแล้วครั้งเล่าดังสนั่นจนที่ว่าการอำเภอทั้งหลังสั่นสะเทือน หากใครไม่รู้คงนึกว่ามีหมีดำบุกจวนที่ว่าการอำเภอแล้ว
ขณะนี้เป็นเวลาพลบค่ำ ราตรีกำลังจะมาเยือน
พวกเจ้าหน้าที่ของทางการในจวนที่ว่าการอำเภอเลิกงานไปนานแล้ว หน้าประตูจึงไม่มีคนเฝ้า
ฉินเหยาทุบประตูอยู่ครู่ใหญ่จึงมีเสียงเกรี้ยวกราดดังลอดออกมาจากด้านในว่า
“ใครกัน! ค่ำมืดแล้วมาทุบอะไร! ประตูใหญ่ของจวนที่ว่าการอำเภอเป็นที่ที่เจ้าจะมาทุบได้รึ…”
ยังไม่ทันจะพูดจบ ประตูก็เปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าเย็นชาของฉินเหยา มือปราบผู้นั้นชะงักไปชั่วครู่ ในหัวของเขาก็ปรากฏภาพวิธีการตายอย่างน่าอนาถของตนเองขึ้นมาร้อยแปดวิธีโดยไม่รู้ตัว
เขาสะดุ้งเฮือก ยังไม่ทันได้ทักทายก็หันหลังวิ่งตรงไปยังเรือนส่วนหลังของจวนที่ว่าการอำเภอทันที
พลางวิ่งพลางตะโกน “ท่านใต้เท้า! ท่านใต้เท้า! ฉินเหนียงจื่อมาแล้ว!”
เมื่อประตูที่ว่าการอำเภอเปิดแล้ว ฉินเหยาก็ผลักประตูเข้าไป
อินเยว่เดินตามหลังเข้าไปพลางสำรวจสถานที่แห่งนี้ที่ตนไม่เคยมา แต่ก็เคยคิดอยากจะมาด้วยความประหม่า
ดูเหมือนจะไม่ได้แตกต่างจากบ้านคนธรรมดาทั่วไปนัก เพียงแต่โถงกลางใหญ่กว่าเล็กน้อย และด้านในมีไม้พลองกับป้ายคำสั่งเพิ่มเข้ามา
เมื่อทั้งสองเดินมาถึงโถงกลาง ซ่งจางและรองนายอำเภอก็มาถึงอย่างรีบร้อนพอดี
บนตัวของคนทั้งสองยังมีกลิ่นหอมของอาหารติดอยู่ เห็นได้ชัดว่าเมื่อครู่กำลังทานอาหารเย็นกันอยู่
แต่ดึกป่านนี้แล้วยังอยู่ที่จวนที่ว่าการอำเภอไม่ได้กลับบ้านก็ถือว่าทุ่มเทให้กับงานมาก
รองนายอำเภอสังเกตเห็นรอยเลือดบนเสื้อผ้าของฉินเหยาในทันที สัญชาตญาณบอกเขาว่าต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่ๆ
และก็เป็นดังคาด พอทั้งสองฝ่ายพบหน้ากัน นางยังไม่ทันจะได้แนะนำสตรีที่พามาข้างกายก็รีบเร่งพวกเขา
“รีบส่งคนไปเก็บศพนอกตำบลชิงสุ่ยซะ ระหว่างทางข้าเจอกับโจรภูเขา กว่าจะหนีรอดมาได้ก็ต้องสู้กับพวกเขาอยู่นาน”
สีหน้าของซ่งจางเคร่งขรึมลง รีบถามต่อทันที “เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”
ฉินเหยาพยักหน้าอย่างจริงจัง “ข้าเป็นสิ ดาบข้าหัก ม้าข้าก็บาดเจ็บแล้วข้าก็หิวด้วย”