ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 464 นางมาร
ตอนที่ 464 นางมาร
ฉินเหยาเดินออกจากจวนซ่ง แสงแดดยามบ่ายคล้อยสาดกระทบราวกับจะโอบล้อมนางไว้ด้วยอุณหภูมิที่ร้อนระอุ ความร้อนแรงนั้นช่างน่าหวั่นใจ
ฉินเหยาประคองไหน้ำบ๊วยในอ้อมแขน รีบหลบเข้าไปใต้ชายคาของร้านค้าแล้วอาศัยร่มเงาเดินเข้าไปในโรงหมอเพียงแห่งเดียวของเมือง
ท่านหมอใหญ่ไม่อยู่ มีเพียงเด็กจัดยาสองคนดูแลร้านและช่วยจัดยาให้ลูกค้าตามใบสั่งยา
มีคนต่อแถวรอรับยาอยู่มากมาย ที่นี่ไม่มีระบบคิวหรือการนัดหมายล่วงหน้า ฉินเหยาจึงยืนรออยู่ในโถงพักหนึ่ง เมื่อเห็นเด็กจัดยาคนหนึ่งว่างลงก็รีบเข้าไปสอบถามเรื่องยารักษาแผลเป็นทันที
เด็กจัดยาคนนั้นรับแขกมาทั้งวันแล้วจึงเอ่ยถามอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก “แผลเป็นจากอะไร แมลงกัดต่อยหรือว่าพิษจากต้นไม้ใบหญ้า ถ้าเป็นพิษจากต้นไม้ใบหญ้า ต้องพาคนไข้มาด้วย เราไม่กล้าจัดยาให้ส่งเดช”
“แผลไฟไหม้” ฉินเหยายังคงกล่าวด้วยท่าทีเป็นมิตรพร้อมกับทำท่าทางบอกขนาดของแผลเป็นและลักษณะที่เป็นอยู่ตอนนี้
เด็กจัดยาสะดุ้งเล็กน้อย “เป็นที่ใดหรือ”
ฉินเหยาตอบ “ใบหน้า ด้านซ้าย”
เด็กจัดยาขมวดคิ้วมุ่น “เหตุใดจึงโดนที่ใบหน้าเล่า เป็นมานานเท่าใดแล้ว แผลเป็นนี่ค่อนข้างใหญ่นะ…หนังใหม่ขึ้นแล้วหรือยัง เคยลองจับดูหรือไม่”
ฉินเหยาบอกเพียงว่าเป็นอุบัติเหตุถูกไม้ฟืนลวกเอา ส่วนเรื่องอื่นนางไม่ทราบแน่ชัด แต่ดูเหมือนว่าผิวหนังใหม่ยังขึ้นไม่เต็มที่ดี
นางเห็นอินเยว่ใช้มือลูบใบหน้าและขมวดคิ้วอยู่หลายครั้ง
อีกทั้งวิธีการรักษาของเสาเย่าในตอนนั้นก็ทั้งหยาบกระด้างและไม่ละเอียดอ่อน ฉินเหยาจึงสังหรณ์ใจว่าแผลไฟไหม้นั้นยังไม่หายดี
เมื่อได้ฟังคำอธิบายของนาง เด็กจัดยาก็กลอกตาอย่างระอา “พวกท่านนี่ช่างใจเย็นกันเสียจริง บาดเจ็บจนป่านนี้แล้วเพิ่งจะคิดมาหาหมอเพื่อจัดยา ถ้าแผลไฟไหม้มันใหญ่ขนาดนั้นจริง นอกจากจะมีเซียนมาเปลี่ยนผิวหนังให้ใหม่ มิเช่นนั้นแผลเป็นไม่มีทางหายไปได้แน่!”
“ข้าให้ได้แค่ยาขี้ผึ้งรักษาแผลไฟไหม้ อย่างมากก็แค่ช่วยไม่ให้ผิวหนังอักเสบเน่าเปื่อยขึ้นมาอีก จะเอารึไม่เอา”
ฉินเหยาพยักหน้า “เจ้าจัดยาขี้ผึ้งมาให้ข้าเถิด ข้าจะลองนำกลับไปให้นางใช้ดูก่อน”
“บ้านเจ้าอยู่ที่ใดหรือ” เด็กจัดยาเอ่ยถามขณะจรดพู่กันลงบนใบสั่งยา
ฉินเหยาขมวดคิ้วอย่างระแวดระวัง เขากลอกตาอีกครั้ง “อย่าคิดมากน่า ข้าแค่จะบอกว่าถ้าบ้านเจ้าอยู่ไม่ไกลจากตัวอำเภอ คราวหน้าพาคนเจ็บมาที่โรงหมอให้ท่านอาจารย์ข้าดูอาการหน่อยก็ดี”
เขาตวัดพู่กันสองสามครั้งก็เขียนใบสั่งยาเสร็จ ยื่นให้ฉินเหยาแล้วชี้ไปยังโต๊ะคิดเงินทางซ้ายที่มีคนต่อแถวยาวเหยียด “ไปรับยาตรงนั้น นอกจากยาขี้ผึ้งที่ช่วยลดอักเสบขับพิษแล้ว ข้ายังสั่งยาสำหรับรับดื่มให้อีกสองชุด อย่าลืมกำชับคนเจ็บด้วยว่าห้ามกินของเผ็ดร้อนหรือของแสลง”
ฉินเหยาหยิบใบสั่งยาขึ้นมาดู ลายมือหวัดเสียจนคนธรรมดาอย่างนางดูไม่อาจเข้าใจจึงเลิกล้มความพยายาม
“ยาสำหรับดื่มนี้ต้องทำอย่างไรหรือแล้วของแสลงที่ว่ามีอะไรบ้าง” ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจจริงๆ
เด็กจัดยาคนนั้นเมื่อให้ใบสั่งยาแล้วก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้เอนกาย รินชาให้ตัวเองแล้วยกขึ้นดื่มโดยไม่สนใจคำถามของฉินเหยาแม้แต่น้อย
เมื่อครู่เห็นท่าทีไม่สบอารมณ์ของเขา ฉินเหยาก็นึกว่าคงเพราะตรวจคนไข้มามากจึงพยายามอดทนไว้ อย่างไรเสียเขาก็ยังทำหน้าที่ซักถามอาการคนไข้อยู่
แต่ท่าทีเช่นนี้มันหมายความว่าอย่างไร
คนไข้ถามแต่หมอกลับไม่ตอบ นี่เป็นยาที่ต้องกินเข้าไปในร่างกาย เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย จะปล่อยให้เขาละเลยดูแคลนเช่นนี้ได้อย่างไร
ฉินเหยาบันดาลโทสะ ตบใบสั่งยาลงบนโต๊ะคิดเงินเสียงดังปัง!
เสียงดังราวกับฟ้าร้องทำให้ถ้วยชาในมือของเด็กจัดเยาสั่นไหว น้ำชาหกกระจาย เขาตกใจจนรีบลุกขึ้น แต่เพราะเป็นเก้าอี้เอนจึงเสียหลักล้มกลับลงไปอีกครั้ง น้ำชาสาดรดเต็มตัว สภาพดูไม่ได้
เด็กจัดยาร้องออกมาอย่างหัวเสีย กำลังจะอาละวาดก็พลันเงยหน้าขึ้นสบตากับสตรีที่เมื่อครู่ยังมีใบหน้ายิ้มแย้มและท่าทีนอบน้อม บัดนี้นางจับจ้องมาที่เขาอย่างเย็นชา แววตาคมกริบดุจน้ำแข็ง
ฉินเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงไร้ความรู้สึก “ข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง ยานี้ต้องต้มอย่างไรและของแสลงที่ห้ามกินมีอะไรบ้าง”
เด็กจัดยารู้สึกว่าตนเองคงป่วยเป็นไข้แดดเป็นแน่ มิเช่นนั้นเหตุใดตอนนี้เขาถึงได้ปากคอแห้งผาก หัวใจเต้นระรัว ฝ่ามือชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเล่า
“เจ้าเป็นใบ้รึ” ฉินเหยารออยู่ชั่วอึดใจ แต่เมื่อไม่ได้รับคำตอบ ดวงตาของนางก็หรี่ลงอย่างน่ากลัวราวกับพยัคฆ์ร้ายที่เตรียมจะกระโจนเข้าขย้ำเหยื่อให้แหลกเป็นชิ้นๆ
เด็กจัดยาตัวสั่นเทิ้ม ในจินตนาการบังเกิดภาพปากเสือที่โชกเลือดน่ากลัว เขาตอบออกไปตามสัญชาตญาณ
“ใบสั่งยา…ในใบสั่งยาเขียนไว้แล้ว หนึ่งห่อต้มดื่มได้สามวัน วันละสองครั้ง สองห่อก็ดื่มได้หกวัน…”
ฉินเหยาเหลือบตามองใบสั่งยาที่ลายมือหวัดยุ่งเหยิง ขานรับเสียงเรียบแล้ววิจารณ์เบาๆ “ลายมือหวัดเกินไป อ่านไม่ออก คราวหน้าจำไว้ว่าให้เขียนให้เรียบร้อยกว่านี้”
เด็กจัดยารีบรับคำ “ขอรับ…ขอรับ คราวหน้าข้าจะแก้ไขแน่นอน”
พอตอบเสร็จ เขาก็ต้องเบิกตากว้างอย่างตกใจอีกครั้ง ไม่นึกว่าตนเองจะคล้อยตามคำพูดของนางเช่นนี้
ฉินเหยาจุปากเบาๆ รอฟังคำตอบของคำถามถัดไป
เด็กจัดยากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ในที่สุดก็นึกขึ้นได้ว่าต้องยันตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้เอน
พอวิสัยทัศน์สูงขึ้น ความรู้สึกกดดันอันน่าสะพรึงกลัวก็ดูเหมือนจะลดน้อยลงไปมาก เขากำชับด้วยความจริงจังว่า
“ต้นหอม ขิง และเนื้อสัตว์ที่มีฤทธิ์ร้อนล้วนเป็นของแสลง หากคิดว่ายุ่งยากนัก ต้มโจ๊กขาวจะดีที่สุด”
พูดจบก็มองฉินเหยาด้วยสายตาคาดหวัง ขาดก็แต่เพียงเอ่ยถามว่า ‘ท่าทีเช่นนี้เจ้าพอใจแล้วหรือไม่’
ฉินเหยาพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ “เอาล่ะ คราวนี้ข้าเข้าใจแล้ว ขอบใจมาก”
“จริงสิ!” นางหันกลับมาอย่างกะทันหัน เด็กจัดยาที่กำลังจะผ่อนลมหายใจก็ถึงกับกลั้นหายใจในทันที แข็งทื่อไปทั้งร่าง
นางกล่าวว่า “อย่าลืมไปสวดปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรให้มากขึ้นหน่อย”
เด็กจัดยาชะงักไป หมายความว่าอย่างไร
ฉินเหยาเอ่ยทีละคำ “ฝึก! จิต!”
ฉินเหยาถือใบสั่งยาเดินไปต่อแถวรับยา เด็กจัดยาพลันหมดเรี่ยวแรงฟุบหน้าลงกับโต๊ะคิดเงินพลางหอบหายใจอย่างหนัก
หัวใจดวงน้อยๆ ของเขากระหน่ำเต้นรัวราวกับจะกระดอนออกมาจากลำคอเสียให้ได้
เขาเงยหน้าขึ้นอย่างสงสัยใคร่รู้ อยากจะเห็นว่ากลิ่นอายความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากทั่วร่างของนางนั้นจางลงแล้วหรือยัง
ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะราวกับมีตาหลัง นางหันขวับกลับมาทันที เด็กจัดยาตกใจจนรีบย่อตัวลงไปหลบหลังโต๊ะคิดเงิน
โต๊ะคิดเงินที่สูงใหญ่ช่วยบดบังสายตาคมกริบคู่นั้นเอาไว้ เด็กจัดยากอดเข่าขดตัวสั่นสะท้าน
ในใจกรีดร้อง ‘เหตุใดในโลกนี้ถึงมีสตรีที่น่ากลัวถึงเพียงนี้ได้!’
ฉินเหยามองมวยผมที่สั่นระริกซึ่งโผล่ออกมาจากหลังโต๊ะคิดเงินโดยไม่ตั้งใจ นางยักไหล่แล้วละสายตากลับมา
คาดไม่ถึงเลยว่าคนที่เคยต่อแถวอยู่ข้างหน้านางก่อนหน้านี้จะหลีกทางให้หมดตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ ราวกับกำลังหลบหนีสัตว์ร้ายที่น่ากลัวอย่างนั้น
มุมปากของฉินเหยากระตุกเล็กน้อย เอาเถอะ เช่นนั้นก็ถือโอกาสแซงแถวเลยแล้วกัน
แต่เบื้องหน้าของนางกลับว่างเปล่า ไม่มีคิวให้แซงแล้ว มีเพียงพี่ชายเด็กจัดยาที่ยืนฝืนทำใจสงบอยู่หน้าตู้ยาเท่านั้น
ฉินเหยารู้สึกว่าเมื่อครู่ตนเองวางท่ามากเกินไปจึงกระแอมไออย่างไม่เป็นธรรมชาติสองสามครั้ง เก็บกลิ่นอายของตนลงแล้วเผยรอยยิ้มที่คิดว่านุ่มนวลที่สุดพร้อมกับยื่นใบสั่งยาไปให้ “รับยา ทั้งหมดเท่าใดหรือ”
“สามเฉียนขอรับ”
สมแล้วที่เป็นพี่ชายเด็กจัดยา อาวุโสกว่า ประสบการณ์ก็มากกว่า เคยพบเจอคนประหลาดมาทุกรูปแบบ สายตาของเขาไม่วอกแวก มือไม่สั่น เขาห่อยาทั้งสองชุดอย่างดีแล้วยื่นให้นางพร้อมกับยาขี้ผึ้งลดอักเสบขับพิษตลับเล็ก
“ขอบใจ” ฉินเหยาวางเงินลง มือหนึ่งประคองไหน้ำบ๊วย อีกมือหนึ่งก็ถือห่อยาแล้วเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี
หารู้ไม่ว่าในวันรุ่งขึ้น ทั่วทั้งอำเภอไคหยางก็มีเรื่องราวของนางมารฆ่าคนเล่าลือกันไปทั่ว
ว่ากันว่าวันนั้นที่โรงหมอมีนางมารฆ่าคนผู้หนึ่งอุ้มไหใส่ศีรษะคนมา นางปลอมตัวมาเพื่อรับยา แต่แท้จริงแล้วต้องการใช้ยามาทำลายศพเพื่ออำพรางคดี
ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่าไหใบนั้นยังมีน้ำเลือดสีแดงซึมออกมาด้วย ทำเอาเด็กเล็กในเมืองไม่กล้าร้องไห้ยามค่ำคืน เพราะกลัวว่าจะถูกนางมารฆ่าคนจับยัดใส่ไหแล้วใช้สมุนไพรละลายให้กลายเป็นน้ำเลือด…
หลายวันต่อมาเมื่อฉินเหยาได้ยินนิทานที่ไม่รู้ว่าเป็นฉบับที่เท่าไรแล้วจากปากของผู้อื่น นางก็ถึงกับขมวดคิ้ว เหตุใดนางถึงไม่ยักรู้ว่าตนเองชอบกินเด็กด้วย