ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 463 อิทธิพลที่ค่อยๆ แทรกซึมมาตลอดหลายปี
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 463 อิทธิพลที่ค่อยๆ แทรกซึมมาตลอดหลายปี
ตอนที่ 463 อิทธิพลที่ค่อยๆ แทรกซึมมาตลอดหลายปี
หลี่เจิ้งมองหนังสือคำร้องอย่างเสียดายอีกสองครั้ง ถึงได้คืนหนังสือคำร้องให้ฉินเหยา
“ในช่วงสองวันนี้ข้าไม่ว่าง หากเจ้ารีบก็สามารถไปส่งที่ที่ว่าการอำเภอเองได้”
หากเป็นคนอื่น หลี่เจิ้งคงไม่พูดเช่นนี้
แต่ฉินเหยาและนายอำเภอซ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ในอำเภอไคหยางนั้นไม่ใช่ความลับอีกต่อไป เขาจึงได้ให้คำแนะนำเช่นนี้
ฉินเหยาก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน เพียงแต่เกรงใจที่หลี่เจิ้งอยู่ด้วยจึงไม่ดีที่จะข้ามหน้าข้ามตา เป็นการไว้หน้าเขาอยู่สองส่วน ถึงได้ไม่ไปที่จวนที่ว่าการอำเภอโดยตรง
ตอนนี้เมื่อหลี่เจิ้งพูดเช่นนี้แล้ว นางจึงถือโอกาสตอบตกลง
ถือโอกาสที่เวลายังเช้าอยู่จึงกล่าวลาหลี่เจิ้งแล้วมุ่งหน้าไปยังจวนที่ว่าการอำเภอทันทีเพื่อยื่นหนังสือคำร้อง
ซ่งจางได้รับรายงานจากคนที่ว่าการอำเภอก็ออกมาดูความสนุกด้วยตนเอง
เขาไม่ได้สวมชุดขุนนาง ไม่ได้ออกมาต้อนรับ เพียงแค่ยืนอยู่ด้านหลังเสมียนน้อยที่รับผิดชอบเรื่องเงินอุดหนุนสำนักศึกษาโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแล้วจ้องมองการทำงานของอีกฝ่าย
เสมียนน้อยตัวสั่นงันงก แผ่นหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อแล้ว!
นายอำเภอจ้องมองอยู่ ใครจะกล้าให้ฉินเหยาทำตามขั้นตอนที่ซับซ้อนเล่า
เขาจึงนำตัวนางเข้าไปในห้องทำงานโดยตรง หยิบหนังสือคำร้องมา พลิกไปพลิกมาดูอยู่ครู่หนึ่งแล้วบันทึกเข้าระบบของที่ว่าการอำเภอ
เสมียนน้อยกล่าวอย่างเกรงใจ “ฉินเหนียงจื่อ ตอนนี้ที่ว่าการอำเภอได้รับหนังสือคำร้องแล้ว หลังจากสำนักศึกษาในหมู่บ้านของพวกท่านสร้างเสร็จ ท่านค่อยส่งคนมาแจ้งอีกครั้ง ทางที่ว่าการอำเภอจะกำหนดวันเพื่อไปตรวจสอบที่หมู่บ้านของพวกท่าน หากสำนักศึกษาไม่มีปัญหาอะไรก็จะคัดเลือกอาจารย์ให้ท่านหนึ่งและมอบเงินอุดหนุนสำหรับจ้างงานให้ยี่สิบตำลึง…”
เสมียนน้อยอธิบายสถานการณ์ทั้งหมดให้ฉินเหยาฟังอย่างละเอียด
พูดจบก็ถามอย่างเกรงใจว่านางยังมีอะไรไม่เข้าใจอีกหรือไม่ เขาสามารถอธิบายให้นางฟังอย่างละเอียดได้อีก
ฉินเหยาเหลือบมองซ่งจางที่ยืนอยู่ด้านหลังของอีกฝ่ายแล้วมองเหงื่อเม็ดเล็กเต็มหน้าผากของเสมียนน้อยพลางพยักหน้าบอกว่าไม่มีแล้ว
เสมียนน้อยพลันถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ไม่ได้ไล่นางไป แต่ให้นางพักผ่อนคลายร้อนในที่ว่าการอำเภอแล้วรีบหนีไปอย่างรวดเร็ว
ฉินเหยาได้แต่ส่ายหน้า อดที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้ “ไม่นึกเลยว่าวันนี้ข้าจะได้อาศัยบารมีผู้อื่นด้วย”
ซ่งจางชี้ไปที่ตราทองแดงตรงเอวของนางแล้วถามข้อสงสัยที่เขาอัดอั้นมานาน
“ตรานี่เจ้าได้มาอย่างไร ข้าไม่ยักรู้ว่าใต้อาณัติของอำเภอไคหยางยังมีหมู่บ้านที่เปิดกว้างถึงเพียงนี้ ยอมให้สตรีแข่งขันชิงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านกับบุรุษ แถมยังให้สตรีผู้นี้ชนะด้วย”
ฉินเหยาเลียริมฝีปากที่แห้งผากเล็กน้อยแล้วพูดอย่างมีเหตุผล “ท่านเลี้ยงเครื่องดื่มเย็นๆ ข้าสักถ้วย รอให้ข้าชุ่มคอแล้วจะค่อยๆ เล่าให้ท่านฟังอย่างละเอียด ดีหรือไม่”
ซ่งจางรีบยกมือทำท่าเชิญทันที “ไป!”
เขาเดินนำหน้าไปก่อนราวกับทนรอไม่ไหวแล้ว ฝีเท้าไวราวกับลมพัด เดินออกไปอย่างรวดเร็ว
ฉินเหยาคิดว่าเขาจะพานางไปที่ร้านค้าเสียอีก แต่ใครจะคิดเล่าว่าเขาจะตรงไปที่จวนซ่ง
เมื่อเห็นสีหน้าดูแคลนของฉินเหยาที่ราวกับจะบอกว่า ‘ท่านขี้เหนียวเกินไปหน่อยหรือไม่’ ซ่งจางก็อธิบาย
“เครื่องดื่มเย็นนั่นถ้วยละตั้งห้าสิบหกสิบเหวิน ด้วยเบี้ยหวัดอันน้อยนิดของนายอำเภออย่างข้าดื่มไม่ไหวหรอก”
“แต่เมื่อเช้าพี่สาวข้าต้มน้ำบ๊วยเอาไว้ แช่เย็นในบ่อน้ำอยู่หลายชั่วยามแล้ว น่าจะคล้ายกับเครื่องดื่มเย็นนั่น เจ้าอยากดื่มกี่ถ้วยก็ได้ ไม่ใช่ว่าคุ้มกว่าหรือ”
ฉินเหยา “ท่านพูดเก่ง ท่านมีเหตุผล”
ตะวันยามต้นเดือนห้านี้ ช่วงเที่ยงวันแดดร้อนจนหนังศีรษะแทบจะลุกไหม้
คนรับใช้ในจวนซ่งยกน้ำบ๊วยมาสองถ้วย ในถ้วยมีไอเย็นลอยอวลออกมา ฉินเหยายกขึ้นดื่มรวดเดียวหมดถ้วย ไม่ได้ด้อยไปกว่าเครื่องดื่มเย็นนั่นเลย พลันรู้สึกสดชื่นไปทั้งตัว
ส่วนถ้วยที่เหลือก็ใช้ช้อนค่อยๆ ชิมลิ้มรส เล่าเรื่องราวการแข่งขันที่ศาลบรรพชนหมู่บ้านตระกูลหลิวเมื่อวันก่อนให้ซ่งจางฟังเหมือนกำลังเล่านิทาน
ซ่งจางประหลาดใจเล็กน้อย “ราบรื่นถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
อินเยว่โพล่งออกมาสองสามประโยค ชาวบ้านก็เปลี่ยนใจแล้วอย่างนั้นหรือ
ซ่งจางรู้สึกเหมือนกำลังฟังงิ้วอยู่ รู้สึกว่าฉินเหยาปิดบังข้อมูลสำคัญบางอย่างเอาไว้
แต่ฉินเหยาไม่ได้ปิดบังอะไรเลยสักนิดแล้วเรื่องนี้มันราบรื่นตรงไหนกัน
นางใช้เวลาหลายปีค่อยๆ เปลี่ยนแปลงและลดอคติที่ชาวบ้านมีต่อสตรีลงอย่างช้าๆ สนับสนุนให้สตรีมีความมั่นใจและเข้มแข็งจนวันนี้ถึงได้รับตราทองแดงของผู้ใหญ่บ้านมาโดยชอบธรรม
แน่นอนว่าเรื่องนี้ นางต้องยกความดีความชอบครั้งใหญ่ให้อินเยว่!
เดี๋ยวอีกสักครู่นางจะไปสอบถามที่ร้านยาบนถนนดูว่า มียาขี้ผึ้งลบรอยแผลเป็นดีๆ อะไรบ้าง
“ใต้เท้าทราบหรือไม่ว่าก่อนหน้านี้ ข้าต้องใช้ความพยายามมากเพียงใดจึงจะได้รับคะแนนเสียงจากสตรีทั้งหมู่บ้านในครั้งนี้”
ฉินเหยานับนิ้วพลางแจกแจงให้ซ่งจางฟัง “ก่อนที่โรงงานเครื่องเขียนจะก่อตั้ง ที่นี่เคยเป็นเพียงโรงงานเล็กๆ มาก่อน มีอวิ๋นเหนียงเป็นช่างฝีมือสตรีเพียงคนเดียว เพราะนางเรียนรู้งานไม้มาจากบิดา”
“ต่อมามีการเกณฑ์แรงงาน แต่ในหมู่บ้านไม่มีบุรุษ พวกสตรีจึงเข้ามาทำแทน โรงงานจึงไม่ล่ม”
“หลังจากนั้น โรงงานเครื่องเขียนก็รับสมัครช่างฝีมือสตรีมาเพิ่มอีกหลายคน ทั้งยังสร้างช่องทางทำเงินให้แก่สตรีในหมู่บ้านโดยรอบ อิทธิพลที่ค่อยๆ แทรกซึมมาตลอดหลายปี บวกกับความสามารถอันโดดเด่นของข้าเองจึงเอาชนะคู่แข่งเหล่านั้นและบุกเบิกเส้นทางสายใหม่ขึ้นมาได้!”
ทุกเรื่องที่ทำมาทั้งหมดนี้ หากขาดไปแม้เพียงเรื่องเดียว นางก็คงไม่ได้รับตราทองแดง
แต่พอเทียบกันแล้ว คนอย่างหลิวต้าฝูและหลิวหยางทำอะไรไว้น้อยกว่านางนัก ความสามารถก็ไม่เก่งกาจเท่านาง แต่กลับมีชื่อเป็นผู้ท้าชิงได้อย่างง่ายดาย
จริงสิ ยังมีหลิวจี้อีกคน ขนาดตัวไม่อยู่ในหมู่บ้านแท้ๆ ยังมีชื่อติดเข้ามาได้ คิดแล้วมันน่าโมโหจนต้องหัวเราะออกมา
ฉินเหยายกน้ำบ๊วยขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดถ้วยจึงค่อยรู้สึกว่าเพลิงโทสะในอกบรรเทาลงบ้าง
ซ่งจางสัมผัสได้ถึงเพลิงโทสะที่คุกรุ่นจากตัวนาง แม้จะรู้ว่าไม่ได้มุ่งตรงมาที่ตนก็อดประหม่าจนต้องลอบกลืนน้ำลายไม่ได้
แต่ว่า…
“ที่เจ้ากล่าวว่า ‘อิทธิพลที่ค่อยๆ แทรกซึมมาตลอดหลายปี’ นั้น หมายความว่าอย่างไรรึ”
ฉินเหยาแย้มยิ้มพลางเอ่ยถามเชิงหยั่งท่าที “ใต้เท้าไม่หวั่นเกรงว่าสตรีจะขึ้นมามีอำนาจแทนหรือเจ้าคะ”
ซ่งจางส่ายหน้า แย้มยิ้มบางเบา ทว่ากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “หากต้องเสียอำนาจให้สตรีเช่นเจ้าแล้วมันจะทำให้ขุนนางชั่วที่ขูดรีดราษฎรลดน้อยลงไปได้บ้าง ข้าก็ยินดีเป็นล้นพ้น”
เขายังกล่าวเสริมอีกว่า “อันที่จริงเจ้ากับข้าต่างก็เป็นคนเหมือนกัน ศัตรูที่แท้จริงของเราไม่ใช่กันและกัน แต่เป็นเหล่าคนชั่วที่คิดร้ายต่อเราต่างหาก เราไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกัน”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ประโยคเมื่อครู่ของซ่งจางดูเหมือนจะแฝงความนัยบางอย่าง
นางเอ่ยชมจากใจจริง “ใต้เท้า ในบรรดาคนที่ข้าเคยพบเจอมาทั้งหมด ท่านนับว่าเป็นผู้ที่มีจิตใจกว้างขวางที่สุด!”
ซ่งจางหัวเราะเสียงดังลั่น นานๆ จะได้ฟังคำชมจากฉินเหยาสักครั้ง เขาจึงอดที่จะดีใจไม่ได้จริงๆ
แต่จะว่าไปแล้ว “เจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยว่า ‘อิทธิพลที่ค่อยๆ แทรกซึมมาตลอดหลายปี’ นั้นหมายความว่าอย่างไร”
ฉินเหยาเลื่อนถ้วยเปล่าไปตรงหน้า “ขอน้ำบ๊วยอีกถ้วยเจ้าค่ะ ดื่มหมดแล้วจะเล่าให้ฟัง”
แค่น้ำบ๊วยถ้วยเดียว จะไปยากอะไร
ซ่งจางส่งถ้วยให้สาวใช้ ไม่เพียงสั่งให้นางเติมจนเต็ม แต่ยังให้ไปนำไหมาบรรจุอีกหนึ่งไหเพื่อให้ฉินเหยาห่อกลับไปด้วย
“คราวนี้บอกได้แล้วกระมัง” ซ่งจางถามอย่างนึกขัน
ฉินเหยาพยักหน้าแล้วจึงเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้เขาฟัง
นิทานที่บัณฑิตทุกคนล้วนรู้จักกันดี…เรื่องมารดาเมิ่งย้ายบ้านสามครั้ง
นิทานเรื่องนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงอิทธิพลของสภาพแวดล้อมที่มีต่อการเติบโตของคนคนหนึ่ง
และสภาพแวดล้อมที่ว่านี้ นอกจากจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแล้ว มนุษย์ก็สามารถสร้างและแทรกแซงได้เช่นกัน
เพียงแต่ว่ายิ่งพื้นที่กว้างขวางมากเท่าไร ความยากก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
ทว่าหากพื้นที่เล็กๆ แต่ละแห่งมารวมกันเข้าก็จะกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่ใหญ่ขึ้นได้
“ข้าไม่ได้ทำอะไรมากมาย เพียงแค่ให้เหล่าสตรีในหมู่บ้านได้ลองทำในสิ่งที่พวกนางคิดว่าทำไม่ได้ แต่แท้จริงแล้วกลับทำได้ ทั้งยังทำได้ดีมากเสียด้วย”
พอพูดจบ น้ำบ๊วยถ้วยที่สามก็หมดลงพอดี
ฉินเหยาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับมุมปากอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหยิบน้ำบ๊วยไหที่สาวใช้เตรียมไว้ให้เป็นพิเศษแล้วลุกขึ้นขอตัวลา
เมื่อนางเดินออกจากประตูใหญ่ของจวนซ่ง ซ่งจางยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะหินตัวที่ทั้งสองนั่งดื่มกันเมื่อครู่ราวกับสติหลุดลอยไป