ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 469 สีชมพูอันอ่อนหวาน
ตอนที่ 469 สีชมพูอันอ่อนหวาน
ตอนเย็นเมื่อเด็กๆ เลิกเรียนกลับมา พอรู้ว่าท่านแม่จะต้องไปเมืองหลวงของมณฑลอีกแล้ว สี่พี่น้องก็พากันมายืนเรียงหน้ากระดานต่อหน้าฉินเหยาจ้องมองนางด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง
ฉินเหยามองปราดเดียวก็รู้ว่าพวกเขาคงยังคิดถึงการเดินทางไปเมืองหลวงของมณฑลเมื่อปีที่แล้วและกำลังรอนางโกหกเพื่อลาหยุดให้พวกเขา จะได้ไปด้วยกัน
น่าเสียดายที่สถานการณ์ปีที่แล้วกับปีนี้แตกต่างกัน
ปีที่แล้วทั้งครอบครัวมีเพียงหกคน ผู้ใหญ่สองคนเดินทางไป ทิ้งสี่พี่น้องไว้ทำให้นางไม่วางใจ แถมยังเป็นโอกาสอันหาได้ยากที่จะพาเด็กๆ ออกไปเปิดหูเปิดตาในโลกกว้างซึ่งเป็นทางเลือกที่ดี
แต่ปีนี้ที่บ้านมีทั้งอาวั่งและหลี่ซื่อ คอยดูแลเรื่องอาหารการกินและการไปสำนักศึกษา นางจึงเดินทางไปได้อย่างไร้กังวล
อีกทั้งการเรียนในปีนี้ก็หนักหน่วง ไม่เหมือนปีที่แล้วที่เพิ่งเริ่มเรียนรู้และยังเล่นๆ ได้อยู่
รอบกายนางก็ไม่มีหลิวจี้ผู้เป็นที่พึ่งคอยช่วยสอนการบ้านให้ตลอดเวลา จะให้นางสอนเองน่ะหรือ
ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างเด็ดขาด นางยังอยากมีชีวิตอยู่อีกหลายปี
“ท่านแม่~” ซื่อเหนียงเรียกเสียงออดอ้อน ในแววตาเต็มไปด้วยความปรารถนาที่จะไปเมืองหลวงของมณฑล
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางไม่พูดอะไร แต่สายตาที่ร้อนแรงนั้นสามารถหลอมละลายคนได้
ฉินเหยาจิบชาจากถ้วยชาอย่างมีชั้นเชิง พริบตาก็คิดหาข้ออ้างได้แล้ว
นางวางถ้วยชาลงแล้วกล่าวว่า “ครั้งนี้ข้าไปเพียงไม่กี่วัน เดี๋ยวก็กลับแล้ว ที่บ้านมีท่านอาอาวั่งกับน้าหลี่อยู่ ไม่เป็นอะไรหรอก”
เมื่อซื่อเหนียงได้ยินเช่นนั้น ปากน้อยๆ ของนางก็เบะออก ก่อนจะสะบัดหน้าอย่างงอนๆ แล้วลากหีบหนังสือกลับห้องไปทำการบ้าน
ต้าหลางและเอ้อร์หลางสบตากัน เป็นไปตามที่คาดไว้จึงไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไรมากมาย
แต่หากท่านแม่ยอมจริงๆ ก็คงจะดีมาก!
มีเพียงซานหลางที่ร้องไห้โฮออกมา เขาร้องไปพลางสะอึกสะอื้นไปพลาง “ข้าเสียใจมาก ฮือๆๆ…”
เด็กโง่คนนี้ ฉินเหยากุมขมับอย่างจนปัญญา นางอุ้มเขาขึ้นมาทั้งตัวแล้วยัดใส่อ้อมแขนของต้าหลางกับเอ้อร์หลาง “รีบไปทำการบ้าน เดี๋ยวจะได้กินข้าว”
เอ้อร์หลางจิ้มหยดน้ำตาบนแก้มของน้องชาย “ถ้าร้องอีกข้าจะกัดเจ้านะ”
ซานหลางรีบหยุดร้องทันที น้ำมูกไหลย้อยออกมา เขาทำปากยื่นๆ แล้วสูดน้ำมูกเข้าไป ฮือๆๆ ยังคงเสียใจอยู่ดี อยากไปเมืองหลวงของมณฑล ไม่อยากไปสำนักศึกษา…
ฉินเหยาเหลือบตามองมาทีหนึ่ง สามพี่น้องก็รีบเผ่นหนีไปทันที
เรื่องการสร้างสำนักศึกษาในหมู่บ้านฉินเหยามอบหมายให้ลุงเก้ารับผิดชอบ ส่วนการสร้างเรือนใหม่ก็มีหลิวเหล่าฮั่นคอยดูแล เรื่องในโรงงานเครื่องเขียนซ่งอวี้ก็ได้จัดการไว้เรียบร้อยแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากส่งเด็กๆ ไปสำนักศึกษาแล้ว ฉินเหยาและซ่งอวี้ก็ขับรถม้าของโรงงานออกเดินทางไปพร้อมกับขบวนรถม้าที่จะไปส่งกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนให้ไป๋ซั่น
จนกระทั่งถึงทางแยกนอกอำเภอไคหยาง ทั้งสองขบวนจึงแยกจากกัน
ขบวนรถม้าเดินทางไปทางทิศตะวันตก ส่วนฉินเหยาเดินทางไปทางทิศเหนือ
เส้นทางจากอำเภอไคหยางไปยังเมืองหลวงของมณฑลนี้ ฉินเหยาเดินทางมาหลายครั้งแล้ว
ครั้งนี้นางพาซ่งอวี้มาด้วย ทุกครั้งที่ผ่านสถานีพักม้าที่ร่วมมือกันนางก็จะพาเขาลงไปทำความรู้จักและฝากฝังให้ช่วยดูแลคนของนางด้วย
ตอนกลางคืนฉินเหยาไม่ได้นอนค้างแรมในป่าอีกต่อไป นางกะเวลาอย่างดีและเข้าพักในโรงเตี๊ยมตลอด
ดังนั้น ในตอนเย็นของสามวันให้หลัง ทั้งสองก็เดินทางมาถึงเมืองหลวงของมณฑลโดยสวัสดิภาพ
การมาของฉินเหยาในครั้งนี้ นางไม่ได้แจ้งใครล่วงหน้า
ทั้งสองเข้าพักในโรงเตี๊ยม หลังจากชำระล้างร่างกายและกินข้าวเย็นเสร็จแล้ว ซ่งอวี้เห็นว่าฉินเหยายังไม่มีทีท่าว่าจะออกไปไหนจึงลองเอ่ยถามขึ้น
“ฮูหยิน ท่านไม่ไปเยี่ยมนายท่านหรือขอรับ”
ฉินเหยานวดข้อมือที่ปวดเมื่อยของตนพลางหาวหวอดใหญ่ ก่อนจะส่ายหน้าแล้วตอบ “วันนี้เหนื่อยแล้ว กลับห้องพักผ่อนก่อน มีอะไรพรุ่งนี้ตื่นมาค่อยว่ากัน”
ซ่งอี้พยักหน้ารับคำและไม่ถามต่ออย่างรู้ความ
แต่พอถูกซ่งอวี้ทักเช่นนั้น เมื่อฉินเหยากลับมาถึงห้องพักแขกนางกลับนอนไม่หลับเสียอย่างนั้น
นางพลิกตัวไปมาบนเตียงแล้วลุกขึ้นนั่งอย่างหงุดหงิด
เมื่อเงยหน้ามองท้องฟ้านอกหน้าต่าง พระจันทร์เสี้ยวโค้งลอยเด่นอยู่บนม่านฟ้ายามราตรี ข้างหูมีเสียงค้าขายจอแจจากตลาดด้านล่างดังแว่วมา
โคมไฟเริ่มสว่างไสว ชีวิตยามค่ำคืนของชาวเมืองหลวงของมณฑลเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
แต่การจะไปเยี่ยมตระกูลเฮ่อในตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่เหมาะสม
ราวกับมีบางสิ่งดลใจ ฉินเหยาเปลี่ยนไปสวมชุดหรูฉวินซึ่งตัดจากผ้าไหมเนื้อดีทอลายสีชมพูขาวที่หลี่ซื่อเพิ่งตัดให้ใหม่แล้วเดินออกจากโรงเตี๊ยม
นางเดินผ่านตลาดที่คึกคักตลอดทาง ระหว่างทางยังซื้อขนมขบเคี้ยวติดมือมาไม่น้อย ของอร่อยก็กินจนหมด ของไม่อร่อยก็โยนให้ขอทานที่อยู่ข้างถนนไป
เมื่อฉินเหยาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ใต้ฝ่าเท้าก็คือเรือนอันงดงามของตระกูลเฮ่อ
นางเหยียบลงบนกระเบื้องมุงหลังคา เดินราวกับแมวย่องโดยไม่มีเสียงแม้แต่น้อย นางค้นหาไปทีละห้องๆ ก่อนจะกระโจนลงมาจากหลังคาแล้วหยุดยืนอยู่หน้าห้องหนึ่งที่จุดเทียนสว่างไสวและเปิดหน้าต่างกว้าง
มีคนกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะหนังสือริมหน้าต่าง กำลังจดจ่ออยู่กับการจรดพู่กันเขียนบางสิ่งบางอย่าง
ฉินเหยาชะโงกหน้าเข้าไปดู บนกระดาษซวนจื่อสีเหลืองอ่อนใต้นิ้วของเขา เขียนไว้คำว่า ‘เงิน เงิน เงิน!’ ไว้แน่นเอี๊ยด
“เจ้าหลิวสาม เจ้าคิดถึงเงินจนเป็นบ้าไปแล้วรึ”
ปลายพู่กันพลันชะงัก หลิวจี้เงยหน้าขึ้นอย่างตกใจสุดขีด จากนั้นก็รีบโยนพู่กันทิ้งไปแล้วถอยกรูดไปอย่างตกใจยิ่ง ตะโกนเสียงดังลั่นจนตับไตไส้พุงแทบจะขาดว่า “ผีหลอก!”
เขากอดศีรษะเตรียมจะวิ่งหนีออกไป แต่กลับมีร่างสีชมพูร่างหนึ่งขวางทางออกที่หน้าประตูไว้ ทั้งยังยื่นมือออกมาผลักเขากลับไปที่เก้าอี้แล้วปิดปากของเขาไว้
ฉินเหยาตวาดอย่างจนปัญญา “หุบปาก! ข้าเอง”
เมื่อเสียงที่คุ้นเคยดังเข้าหู หลิวจี้ก็ค่อยๆ เผยอเปลือกตาที่ปิดแน่นออกเป็นรอยแยกเล็กๆ ใบหน้านั้นเป็นใบหน้าที่คุ้นเคย แต่ชุดสีชมพูชุดนี้…
หลิวจี้รีบปิดตาลงทันที เขาผลักคนที่ขวางอยู่ข้างหน้าออกไป “ปีศาจร้ายเจ้ากล้าดีอย่างไร ถึงได้ปลอมเป็นเมียข้ามาล่อลวงข้า! ข้าขอเตือนให้เจ้ารีบถอยออกไปโดยเร็ว มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!”
ทั้งๆ ที่กลัวมาก แต่ในใจกลับคิดว่า ‘จะปลอมตัวทั้งทีก็ให้มันเหมือนหน่อยสิ เมียดุร้ายของข้าจะใส่ชุดสีชมพูได้อย่างไร ทั้งชีวิตนี้นางไม่มีทางใส่!’
ในห้องพลันเงียบสงัดลง ไร้เสียงใด
แต่เสียงลมหายใจแผ่วเบายังคงวนเวียนอยู่เหนือศีรษะของเขา
หลิวจี้หลับตาหดตัวอยู่บนเก้าอี้ ตกใจอย่างมาก
ว่ากันว่าคนกลัวผีสามส่วน ผีกลัวคนเจ็ดส่วน เขาขู่ขนาดนี้แล้ว ปีศาจตนนี้ยังไม่ถอยไปอีก ดูท่าว่าปีศาจตนนี้จะมีวิชาแก่กล้า รับมือได้ไม่ง่ายเสียแล้ว
ฉินเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อย มองชายที่ตัวสั่นงกตรงหน้า ปากของเขายังคงพร่ำสวดนามของทวยเทพทั้งหลายอยู่ กำปั้นของนางก็กำแน่นแล้วคลายออกอยู่หลายครั้ง ในที่สุดก็อดรนทนไม่ไหว ซัดหมัดเข้าไปที่ใบหน้างดงามซึ่งซีดเผือดด้วยความกลัว
หมัดนี้ไม่ได้ใช้แรงมากนัก สำหรับหลิวจี้ที่ทนทายาดอยู่แล้วจึงไม่เจ็บไม่คัน
แต่ความรู้สึกที่คุ้นเคยนี้…
“เจ้าลืมตาดูข้านี่!” ฉินเหยากดเสียงคำรามต่ำ
หลิวจี้พลันตื่นขึ้นเต็มตา เขาเบิกตาขึ้นอย่างแรง เต็มไปด้วยความตกใจ “เมียจ๋า! เป็นเจ้าจริงๆ รึ”
“เจ้าใส่ชุดแบบนี้ ข้านึกว่าเป็นภูตผีปีศาจที่ไหนปลอมตัวมาเสียอีก!”
เขาลุกพรวดขึ้น ถอยหลังไปสองก้าวใหญ่แล้วชี้ไปที่ชุดของฉินเหยา “สีชมพูอ่อนหวาน ตอนนี้เจ้า…” คำว่า ‘อายุเท่าไหร่แล้ว’ ถูกสายตาเย็นเยียบของฉินเหยาบังคับให้กลืนกลับลงไปในลำคอ
“ฮ่าๆๆๆ เมื่อครู่ข้ายังคิดอยู่เลยว่าในโลกนี้จะมีสตรีที่อ่อนหวานน่ารักขนาดนี้ได้อย่างไร ที่แท้ก็เป็นเมียจ๋าเจ้านี่เอง เช่นนั้นก็ไม่แปลกแล้ว” หลิวจี้หัวเราะแห้งๆ พยายามอธิบาย
“จริงสิเมียจ๋า เจ้ามาได้อย่างไร” แล้วยังไม่เข้าทางประตูหน้า แต่ลอยลงมาจากบนหลังคาอีก
ฉินเหยาแค่นเสียงเหอะในลำคอ ไม่คิดจะตอบคำถามโง่ๆ แบบนี้ นางนั่งลงบนเก้าอี้แล้วยกมือชี้ไปที่ ‘เงิน’ ที่เขียนเต็มโต๊ะหนังสือ
“นี่รึที่เจ้าทุบอกรับประกันกับข้าว่าจะติดอันดับรายชื่อให้ได้ แบบนี้เจ้าจะติดอันดับรายชื่อได้รึ”