ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 471 เจ้าเฒ่าเจ้าเล่ห์
ตอนที่ 471 เจ้าเฒ่าเจ้าเล่ห์
………………..
“สถานที่นั้นของเราเป็นเพียงเมืองเล็กๆ เจ้าไม่รู้ก็เป็นเรื่องปกติ แม้แต่ข้าเองก็เพิ่งจะรู้ความจริงเมื่อไม่นานมานี้ กงเหลียงเหลียวผู้โด่งดังที่เจ้ากับข้าเคยรู้จัก แท้จริงแล้วเป็นเพียงตาเฒ่าน่าสงสารที่ไปล่วงเกินผู้มีอำนาจเข้าจนถูกเนรเทศออกจากเมืองหลวงและไม่มีวันได้กลับไปอีก”
มุมปากของฉินเหยากระตุกเล็กน้อย ในใจคิดว่า ‘มารดาผู้นี้รู้ตั้งนานแล้ว! แค่ไม่ได้บอกเจ้าเท่านั้น’
แต่บนใบหน้ากลับแสดงความประหลาดใจเล็กน้อยราวกับ ‘ข้าเพิ่งจะรู้’ แล้วลองหยั่งเชิงถาม “พวกเขาดูหมิ่นพวกเจ้าทั้งสามศิษย์อาจารย์เลยหรือ”
หลิวจี้ส่ายหน้า “ศิษย์พี่อย่างไรเสียก็เป็นเหลนรักของท่านอัครเสนาบดี อีกทั้งยังมีผู้ว่าการเฮ่อเป็นลุงเขยแท้ๆ อยู่ทั้งคน ในพื้นที่ของจังหวัดจื่อจิงนี้ ใครจะกล้าว่าอะไรเขาได้”
อีกอย่าง อูฐที่ผอมตายก็ยังตัวใหญ่กว่าม้า แม้กงเหลียงเหลียวจะล่วงเกินผู้มีอำนาจจนตกอับ แต่ความรู้ของเขากว้างขวางลึกซึ้ง การที่เขาไม่ลังเลที่จะล่วงเกินองค์หญิงใหญ่เพื่อปกป้องหลักจริยธรรมของแคว้นเซิ่ง ทำให้มีบัณฑิตลัทธิขงจื๊อมากมายที่สนับสนุนเขา
ถึงขนาดมีคนเอาเขาเป็นแบบอย่าง ยอมถวายฎีกาแม้ต้องโทษประหารเพื่อทูลขอให้ฝ่าบาทลงโทษองค์หญิงใหญ่อย่างหนักและทูลขอให้คืนตำแหน่งอาจารย์ขององค์รัชทายาทแก่กงเหลียงเหลียว
แน่นอนว่าสำหรับบัณฑิตหัวทึบพวกนี้ แม้แต่ตัวกงเหลียงเหลียวเองก็รู้สึกพูดไม่ออกเช่นกัน
บทเรียนที่เจ็บปวดของเขาวางอยู่ตรงหน้าก็เพื่อตักเตือนคนรุ่นหลังว่าอย่าทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด
ผลกลับกลายเป็นว่า พวกเขาดันแห่ทำตามกันเสียนี่ เป็นการตีความที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้น สรุปได้ว่าจึงมีเพียงหลิวจี้คนเดียวที่ถูกรังแก ทั้งอาจารย์และศิษย์พี่ก็ปกป้องเขาได้ไม่มากนัก
เป็นไปไม่ได้ที่ทั้งสามศิษย์อาจารย์จะตัวติดกันตลอดเวลา ทุกคนต่างก็มีเรื่องของตัวเองที่ต้องทำ
และหลิวจี้เองก็ไม่สามารถหลบซ่อนอยู่หลังอาจารย์และศิษย์พี่ไปได้ตลอดชีวิต หากเขาเป็นคนขี้ขลาดตาขาวเช่นนั้นจริงๆ กงเหลียงเหลียวคงเตะเขากระเด็นไปแล้ว
ศักดิ์ศรีของบุรุษ ต้องสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง!
เพียงแต่ชาติกำเนิดของเขามันค้ำคออยู่ สำหรับบรรดาคุณชายสูงศักดิ์จากตระกูลใหญ่แล้ว การที่คนพื้นเพเช่นหลิวจี้สามารถมาปรากฏตัวและร่ำเรียนด้วยกันกับพวกเขาในหอเอกสารได้ ถือเป็นการตีตนเสมอท่านและเป็นการยั่วยุพวกเขาอย่างหนึ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น ชาวบ้านป่าคนนี้ยังมีรูปโฉมงดงามหาที่เปรียบมิได้ ชาวบ้านธรรมดาๆ กลับทำให้เหล่าคุณชายสูงศักดิ์อย่างพวกเขาต้องกลายเป็นตัวประกอบไร้รัศมี จะมองเขาแล้วรู้สึกถูกชะตาได้ก็คงแปลก!
หลิวจี้แอบชำเลืองมองฉินเหยาแวบหนึ่ง พอเห็นสีหน้าเย็นชาของนาง เขาก็ยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดหางตาพอเป็นพิธี
“เมียจ๋า เจ้าอย่าเป็นห่วงข้าไปเลย ขอเพียงสอบได้เป็นขุนนาง ความลำบากแค่นี้ไม่นับเป็นอะไร ก็แค่ถูกถากถางด้วยวาจาบ้างบางครั้ง คอยหาเรื่องให้ข้าทำเสียงหมาเห่าต่อหน้าคนอื่นเพื่อเอาใจพวกเขาแล้วก็ใช้อำนาจบังคับให้ข้ารินน้ำชาให้ ข้าอดทนหน่อยเดี๋ยวก็ผ่านไป…”
“ขอแค่ได้อยู่ในหอเอกสาร ได้เห็นตำราฉบับเดียวที่ตกทอดมาเหล่านั้นและสามารถช่วงชิงตำแหน่งมาให้เมียจ๋าของข้าได้ ความน้อยเนื้อต่ำใจเพียงเท่านี้ไม่นับเป็นอะไรจริงๆ…”
“ที่ข้าเฝ้าคิดแต่เรื่องเงิน เป็นข้าที่ผิดเอง ข้าไม่ควรหัวสูงเช่นนี้ คิดจะเอาเงินไปซื้อของขวัญให้พวกเขาเพื่อประจบสอพลอ หวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบ จะได้มีเวลาตั้งใจอ่านหนังสือ”
หลิวจี้สูดจมูกฟุดฟิด ลุกขึ้นยืนอย่างเข้มแข็งแล้วมองสตรีในชุดสีชมพูตรงหน้าด้วยความซาบซึ้ง “เมียจ๋า แค่เจ้ามาหาข้า ข้าก็พอใจมากแล้ว”
ฉินเหยาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ มอง ‘หน่อไผ่น้อย’ ที่แข็งแกร่งตรงหน้า สลับกับมองไปนอกห้องแล้วถามขึ้นทันที
“คนพวกนั้นอยู่ในเมืองกันหมดใช่หรือไม่”
หลิวจี้พยักหน้ารับคำ ก่อนจะแสดงสีหน้าตื่นตระหนกในทันใด “เมียจ๋า เจ้าคงไม่ได้จะไปสั่งสอนพวกเขาแทนข้าใช่หรือไม่ คนพวกนั้นจะเป็นภาระให้เมียจ๋าต้องลงมือได้อย่างไร ข้าอดทนหน่อยเดี๋ยวก็ผ่านไปแล้ว เมียจ๋า เจ้าอย่าลดตัวลงไปเกลือกกลั้วกับคนพาลเลยนะ เพื่อข้าแล้ว มันไม่คุ้มค่าหรอก”
ฉินเหยาจ้องมองใบหน้าของเขาที่ดูหล่อเหลางดงามยิ่งขึ้นใต้แสงจันทร์ แค่นเสียงหัวเราะที่ฟังไม่ออกว่ายินดีหรือโกรธเคือง “ขนาดมารดาผู้นี้ยังไม่เคยให้เจ้าทำเสียงหมาเห่าเลย พวกเขากล้าดีอย่างไร!”
“สวมเสื้อผ้าให้ดีแล้วไปกัน” ฉินเหยาเร่ง
หลิวจี้รีบสวมเสื้อผ้าอย่างคล่องแคล่วพลางเอ่ยถามเสียงแผ่ว “เมียจ๋า จะไปที่ใดหรือ”
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ไปล้างแค้นให้เจ้า”
น้ำเสียงเย็นเยียบและแววตาที่ดุดันขึ้นมาอย่างกะทันหันของนาง ดูน่าสะพรึงกลัวอยู่บ้างใต้แสงจันทร์จางๆ
หลิวจี้กลืนน้ำลายอย่างหวาดๆ ในใจคิดว่านางคงไม่ได้จะลงมือเด็ดหัวคนอีกแล้วใช่หรือไม่
เขาพูดเกินจริงไปหรือเปล่านะ
ยังไม่ทันจะคิดออกก็มีลมวูบหนึ่งพัดผ่านหน้าไป พอเงยหน้าขึ้นอีกที ร่างของเขาก็ถูกฉินเหยาโอบเอวพาขึ้นมาอยู่บนหลังคาแล้ว
นี่เป็นครั้งแรกที่หลิวจี้ได้ขึ้นมาอยู่สูงขนาดนี้ ทัศนวิสัยกว้างไกลราวกับสามารถเหยียบย่ำเมืองทั้งเมืองไว้ใต้ฝ่าเท้า
ความรู้สึกเช่นนี้…ยอดเยี่ยมเป็นบ้า!
แต่สติสัมปชัญญะยังคงบอกเขาว่า ต้องรีบห้ามสตรีที่กำลังจะคลั่งตรงหน้าให้เร็วที่สุด มิฉะนั้นผลที่ตามมาคงยากจะเดาได้
“เมียจ๋า เรากลับกันเถอะ เจ้าเพิ่งมาถึงเมืองหลวงของมณฑลยังไม่ทันได้พักผ่อนเลย ดึกป่านนี้แล้ว กลับไปนอนที่โรงเตี๊ยมก่อนเถอะ” หลิวจี้จับแขนเสื้อของนางไว้แน่นแล้วเกลี้ยกล่อม
ฉินเหยาเหลือบมองเขา “อะไรกัน เจ้าไม่อยากล้างแค้นแล้วหรือ”
หลิวจี้ส่ายหน้า แน่นอนว่าไม่ใช่อยู่แล้ว แค้นนี้เขาต้องชำระ!
เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา
“เมียจ๋า เจ้าพาข้าลงไปก่อน ข้าจะเล่ารายละเอียดให้ฟัง” หลิวจี้ชี้ไปที่เรือนรับรองใต้เท้า เขาก้มลงมองแวบหนึ่ง แม่เจ้าโว้ย สูงจริงๆ!
ฉินเหยาไม่ขยับ กอดอกจ้องเขา “พูดตรงนี้แหละ”
“…ก็ได้” หลิวจี้คิดว่าพูดตรงนี้ก็ดีเหมือนกัน
เขาย่อตัวลงอย่างระมัดระวัง ลูบกระเบื้องมุงหลังคาแล้วนั่งลง
พระจันทร์เสี้ยวลอยอยู่บนท้องฟ้า ย่านจอแจที่อยู่ไกลออกไปสว่างไสวด้วยแสงไฟ ลมเย็นพัดเอื่อยๆ ทำให้รู้สึกสบายไปทั้งตัว
หลังจากอัดอั้นตันใจมานาน ในที่สุดเมื่อได้มองแสงไฟจากบ้านเรือนมากมาย หลิวจี้ก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาชั่วขณะ
ฉินเหยานั่งลงข้างๆ เขา ชันเข่าขึ้นข้างหนึ่ง วางข้อศอกบนเข่าแล้วเอียงศีรษะเป็นเชิงบอกให้เขารีบพูด
เมื่อเห็นความร้อนรนในแววตาของนาง หลิวจี้ก็เอียงศีรษะกะพริบตาปริบๆ คราวนี้เป็นลมที่พัดเอาน้ำตาสองหยดไหลออกมาจริงๆ
ฮือๆ เมียจ๋าของเขาดีจริงๆ!
“ความจริงข้าหาวิธีแก้ไขได้แล้ว เพียงแต่ในมือยังไม่มีเงิน เลยทำอะไรไม่สะดวกไปบ้าง”
หลิวจี้หรี่ตาลงเล็กน้อย ข้างในเต็มไปด้วยแผนการอันมืดมน มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม กล่าวเสียงเย็นว่า
“ชายผู้นั้นมาที่หอเอกสารพร้อมกับสหายสนิท สองคนนั้นอาศัยบารมีตระกูลคอยหาเรื่องข้า ส่วนพวกคุณชายคนอื่นๆ ก็แค่ต้องการประจบประแจงสองคนนี้เลยร่วมมือกับพวกเขา…”
สองคนนี้สนิทกันมาก มีสตรีก็เที่ยวเล่นด้วยกัน มีของอร่อยก็กินด้วยกัน นอนด้วยกันทุกวันสนิทสนมราวกับเป็นคนๆ เดียวกัน ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องแน่นแฟ้นจนทำลายไม่ได้
มีเพียงเรื่องเดียวที่ทั้งคู่ใส่ใจอย่างยิ่ง คือสถานะของตนเองในสายตาคนนอก ขอเพียงมีคนชมคนใดคนหนึ่ง อีกคนก็จะฝืนยิ้มออกมา
ดังนั้น เขาเพียงแค่พูดยุยงไปประโยคเดียวว่า พวกคุณชายคนอื่นๆ รู้สึกว่าหนึ่งในสองคนนั้นดูเป็นสุภาพบุรุษมากกว่าอีกคน บรรยากาศระหว่างทั้งสองก็จะแปลกไปทันที
“สองวันนี้ข้าสบายขึ้นเยอะแล้ว เจ้าสุนัขสองตัวนั่นเริ่มระแวงกันเอง ขาดก็แต่รอให้ข้าไปสุมไฟอีกหน่อย สุนัขตัวที่ขี้อิจฉามากกว่าก็จะคลั่งแล้วกัดอีกตัวจนตาย!”
ต่อหน้าฉินเหยา หลิวจี้ไม่คิดจะปิดบังด้านมืดของตนเองเลยแม้แต่น้อย ไม่เสแสร้งแม้แต่นิดเดียว
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ธาตุแท้ของเขาเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าสตรีใจร้ายนางนี้อีกแล้ว ดังนั้นการปิดบังจึงเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นเลย
ฉินเหยาจุปากสองครั้ง “หลิวซานเอ๋อร์ เจ้าเฒ่าเจ้าเล่ห์นี่…พูดไปพูดมา ก็ยังเป็นเรื่องเงินอยู่ดี!”
นางเงื้อมือขึ้นทำท่าจะตบ หลิวจี้ก็รีบยื่นหน้าหล่อๆ ของตนเข้าไปหาพลางกล่าวอย่างน่าสงสารว่า “เมียจ๋า เจ้าตบเลย ถูกเจ้าตบย่อมดีกว่าถูกเจ้าสุนัขสองตัวนั่นตบ”
ฝ่ามือที่เงื้อขึ้นของฉินเหยาชะงักไปเล็กน้อย
ก่อนจะใช้เท้าถีบเขาร่วงลงไป!