ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 472 เตรียมจัดการสุนัข
ตอนที่ 472 เตรียมจัดการสุนัข
………………..
เรือนรับรองของตระกูลเฮ่อเงียบสงัด มีเพียงเสียงใบไม้ที่สั่นไหวตามสายลมดังซ่าๆ
ฉินเหยาจากไปแล้วอย่างเงียบเชียบไร้ร่องรอย
โชคดีมากที่หลิวจี้ไม่ตกลงมาตาย
เขานอนอยู่บนเตียง มองขื่อคานที่นางเคยใช้ห้อยตัว ใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยและอาลัยอาวรณ์
หากเป็นไปได้ ตอนนี้เขาอยากจะกลับไปที่โรงเตี๊ยมกับนาง ซักผ้า ทำอาหารและอุ่นเตียงให้นาง!
แต่เรื่องนี้ก็ได้แต่คิดเท่านั้น กำแพงบ้านของตระกูลเฮ่อ เขาปีนข้ามไปไม่ได้หรอก
เมื่อนึกอะไรขึ้นได้ หลิวจี้ก็พลิกตัวไปคลำก้อนเงินขนาดใหญ่และแข็งโป๊กที่ด้านในของเตียง เขาหยิบมันขึ้นมาจูบฟอดใหญ่สองที ก่อนจะรู้สึกสบายใจอย่างถึงที่สุด
ก่อนไปเมียจ๋าบอกแล้วว่านางจะอยู่ที่เมืองหลวงของมณฑลหลายวัน มีเมียจ๋าผู้ชาญฉลาดและเก่งกาจคอยคุมเชิงอยู่ คราวนี้มาดูกันว่าเขาจะจัดการเจ้าสุนัขสองตัวนั่นได้หรือไม่!
คืนนั้น หลิวจี้พลิกตัวไปมาด้วยความตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ
ในที่สุดก็ทนรอจนฟ้าสว่าง เขาจงใจแต่งตัวเป็นพิเศษแล้วส่งคนไปแจ้งท่านอาจารย์คำหนึ่ง ก่อนจะออกจากบ้านไป
ในเวลานี้ ฉินเหยายังคงนอนหลับอยู่ในห้องพักที่โรงเตี๊ยม
ส่วนซ่งอวี้ตื่นแต่เช้าตรู่แล้ว เขาเขียนเทียบเชิญ เรียกเสี่ยวเอ้อร์ในโรงเตี๊ยมมา แล้วให้เงินค่าเสียเวลาไปห้าสิบเหวิน ให้เสี่ยวเอ้อร์ช่วยนำเทียบเชิญไปส่งที่ห้างการค้าฟู่หลง
ระหว่างที่รอการตอบกลับ ซ่งอวี้ก็รับประทานอาหารเช้าที่โถงด้านล่างเพียงคนเดียว พอเห็นว่าได้เวลาแล้ว ขณะที่กำลังจะให้ลูกจ้างของโรงเตี๊ยมนำอาหารเช้าขึ้นไปส่งที่ห้องของฉินเหยาก็เห็นบุรุษผู้มีรูปโฉมเหนือสามัญในชุดบัณฑิตสีขาวพระจันทร์เดินออกมาจากครัวด้านหลังร้าน ในมือถือของบางอย่างแล้วเดินขึ้นไปยังห้องพักแขกชั้นสอง
ซ่งอวี้รีบส่ายศีรษะแล้วเพ่งมองอีกครั้ง หากไม่นับรวมกลิ่นอายหล่อเหลาสง่างามเหนือโลกีย์นั่นแล้ว บุรุษในชุดสีขาวจันทร์กระจ่างผู้นั้นจะเป็นใครไปได้อีกเล่า นอกจากนายท่านใหญ่ของเขา!
ซ่งอวี้ตกใจเล็กน้อย ไม่คิดว่านายท่านของตนเองพอแต่งองค์ทรงเครื่องแล้วจะหล่อเหลาถึงเพียงนี้
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก!”
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ฉินเหยาที่นอนอยู่บนเตียงพลันลืมตาขึ้นมาทันที ในดวงตายังคงมีความงัวเงียหลงเหลืออยู่
แต่ไม่นานก็กลับมาแจ่มใส นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ใคร”
“เมียจ๋า ข้านำอาหารเช้ามาส่งให้”
เสียงของหลิวจี้ดังมาจากนอกประตู ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
แต่พอคิดอีกที เมื่อวานนางเพิ่งให้เงินเขายี่สิบตำลึง การแสดงออกของเขาในวันนี้ก็ถือว่ายังรู้จักกาลเทศะอยู่บ้าง
“เข้ามาสิ ประตูไม่ได้ลงกลอน” ฉินเหยาลุกจากเตียงมาแต่งตัว หยิบหวีไม้ขึ้นมาสางผมยาวสลวย มวยผมขึ้นเป็นมวยเดี่ยวเรียบง่ายแล้วปักปิ่นรูปงูลงไป ชุดหรูฉวินสีชมพูขาวทำให้นางดูองอาจและสง่างาม
หลิวจี้ผลักประตูเข้ามา วางถาดลงบนโต๊ะพลางบ่นพึมพำ “เจ้านอนตอนกลางคืนไม่ลงกลอนประตูแบบนี้ไม่ได้นะ หากเจอขโมยจะทำอย่างไร คราวหน้าต้องจำไว้ว่าให้ลงกลอนประตูหน้าต่างให้ดี”
ฉินเหยาจัดการล้างหน้าล้างตาเสร็จก็นั่งลงที่โต๊ะอย่างองอาจ รับคำส่งๆ ไปทีหนึ่งแล้วมองอย่างสงสัยว่าเขาเตรียมอาหารเช้าอะไรมาให้
เป็นโจ๊กขาวใส่ผักและหมูสับหนึ่งชามพร้อมด้วยเครื่องเคียงอีกสองอย่าง คือยำแตงกวารสเปรี้ยวเผ็ดและผักเหมยกานไช่หนึ่งจาน
ดูเผินๆ เป็นของธรรมดาทั้งหมด แต่ความจริงแล้วกลับแฝงความไม่ธรรมดาเอาไว้
หลิวจี้นั่งลงตรงข้ามนาง ช่วยตักโจ๊กพลางพูดว่า “เจ้าอย่าเห็นว่าเป็นแค่เครื่องเคียงสองจานนะ แต่ยำแตงกวานี่ข้าไปขอมาจากหัวหน้าพ่อครัวในครัวของหอเติงอวิ๋นเองเลย”
“แล้วก็ผักเหมยกานไช่จานนี้ ข้าดองเองกับมือ กินกับโจ๊กแล้วเข้ากันสุดๆ!”
ฉินเหยามองเขาอย่างประหลาดใจ “เจ้าดองผักเหมยกานไช่เป็นด้วยหรือ”
หลิวจี้พยักหน้าหงึกๆ “ก็ต้องประหยัดเงินหน่อยนี่นา ผักเหมยกานไช่ดองกับโจ๊กเปล่าๆ ข้าก็กินไปได้อีกหลายมื้อ”
ฉินเหยาไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะยอมปล่อยให้ตัวเองหิว แปดส่วนคงเป็นเพราะต้องการรักษาภาพลักษณ์บัณฑิต ‘ยากจนขยันหมั่นเพียร’ ของเขาในตอนนี้ให้มั่นคงมากกว่า
“นี่เจ้าเตรียมจะไปเที่ยวเล่นที่ไหนรึ” ฉินเหยาถามขณะซดโจ๊ก
ดูจากการแต่งกายแบบ ‘ยากจน’ ของหลิวจี้แล้ว ไม่ใช่ว่าแต่งมาให้นางดูแน่นอน
หลิวจี้หัวเราะแหะๆ “ไม่มีอะไรปิดบังสายตาของเมียจ๋าได้เลย ข้ากำลังจะไปจัดการสุนัขน่ะสิ”
“แต่ก็ยังเป็นห่วงว่าเมียจ๋าเพิ่งมาถึงเมืองหลวงของมณฑลจะกินอะไรไม่คุ้นปาก เลยตั้งใจมาทำอาหารเช้าให้เจ้าก่อน รอเจ้ากินเสร็จข้าค่อยไป”
ฉินเหยาซดโจ๊กในชามจนหมดในอึกเดียว วางชามเปล่าลง “เอาล่ะ ข้ากินเสร็จแล้ว เจ้าไปเถอะ”
เสียงฝีเท้าของซ่งอวี้ที่กำลังขึ้นบันไดดังมาจากนอกประตู น่าจะเป็นทางห้างการค้าฟู่หลงที่ตอบกลับมาแล้ว
ดังนั้นนางก็ต้องออกไปทำธุระสำคัญเช่นกัน
แต่หลิวจี้ไม่มีหูทิพย์เช่นนั้น เขาเพียงรู้สึกว่าฉินเหยากำลังไล่คนจึงมองนางอย่างตัดพ้อ “ถ้าอย่างนั้นข้าไปแล้วนะ”
ฉินเหยาพยักหน้า “ไสหัวไปได้แล้ว”
“เดี๋ยวก่อน!” ทันใดนั้นนางก็เรียกเขาไว้
หลิวจี้ดีใจขึ้นมาทันที “เมียจ๋าตัดใจจากข้าไม่ลงแล้วหรือ ที่จริงอยู่อีกสักพักก็ไม่เป็นไร เจ้าสุนัขสองตัวนั่นตอนนี้ยังไม่ออกจากรังเลย”
ฉินเหยามองเขาอย่างพูดไม่ออกแล้วเตือนว่า “ข้าแนะนำว่าเจ้าอย่าทำเกินไปนัก”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวจี้หายไปทันที เขาพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เมียจ๋ากำชับเช่นนี้ ดูถูกคนเกินไปแล้วนะ ข้าเป็นคนใจแคบเช่นนั้นหรือ”
ฉินเหยาเลิกคิ้ว ‘เจ้าไม่ใช่หรือ’
หลิวจี้ยู่ปาก หางตาเหลือบไปเห็นซ่งอวี้ที่มายืนอยู่ตรงประตูตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้จึงรับคำว่าอ้อเสียงหนึ่งแล้วหันหลังเดินจากไปอย่างหัวฟัดหัวเหวี่ยง
เพียงแต่พอเขาหันกลับไป อารมณ์ทั้งหมดบนใบหน้าก็ถูกเก็บกลับไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแววตาอันมืดมนน่าขนลุก
ซ่งอวี้เหลือบมองโดยไม่ตั้งใจ จากนั้นหัวใจพลันก็กระตุกวูบ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหม่อลอยไปบ้าง
บุรุษในชุดสีขาวจันทร์กระจ่างที่เดินจากไปไกลแล้วนั่น คือนายท่านใหญ่ของตนจริงๆ ใช่หรือไม่
เมื่อหันสายตากลับไปยังห้องพักแขก ฮูหยินกำลังรับประทานอาหารเช้าที่นายท่านนำมาส่งให้ ดังนั้น…บางที…อาจจะ…นั่นคงเป็นนายท่านใหญ่ของเขากระมัง
ซ่งอวี้เดินเข้ามาในห้อง เอ่ยถามอย่างหยั่งเชิง “ฮูหยิน นายท่านเขา…”
“ไม่ต้องไปสนใจเขา มีเรื่องอะไรหรือ” ฉินเหยาเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
ซ่งอวี้ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะดึงสติกลับมาได้ เก็บความอยากรู้อยากเห็นของตนลงแล้วยื่นเทียบตอบกลับจากห้างการค้าฟู่หลงในมือส่งให้นาง
ฉินเหยาเปิดดูแวบหนึ่ง เจี่ยงเหวินนัดพบนางที่หอเติงอวิ๋นในตอนเย็น
“ไปหอเติงอวิ๋น…มาตรฐานสูงไปหน่อยนะ” ฉินเหยายักไหล่ วางเทียบตอบกลับลง
ปกติก็ได้แค่กินข้าวที่โรงเตี๊ยมอื่น ดูท่าเจ้าภาพครั้งนี้คงไม่ใช่เจี่ยงเหวิน แปดส่วนคงเป็นเจ้านายของเขาชิวเยี่ยน
ก็ดีเหมือนกัน จะได้นำกล่องเครื่องใช้สตรีไปคุยกับชิวเยี่ยนโดยตรง ประสิทธิภาพจะสูงกว่า
แต่ตอนนี้ยังเช้าอยู่ ฉินเหยากินโจ๊กหมูสับใส่ผักในชามตรงหน้าจนหมดก็พาซ่งอวี้ไปพบเถ้าแก่ฟางผู้จัดหาวัตถุดิบให้โรงงานเครื่องเขียน
ทั้งสองฝ่ายทำความรู้จักกันแล้วหารือเรื่องราคาสินค้าชุดถัดไป เถ้าแก่ฟางคร่ำครวญว่าขาดทุนและขอขึ้นราคา ฉินเหยาไม่ตกลง ทั้งสองฝ่ายจึงเจรจากันไม่ราบรื่นนัก
หลังจากออกมาจากร้านของเถ้าแก่ฟาง ซ่งอวี้ก็ถามอย่างไม่เข้าใจ “ฮูหยิน เหตุใดไม่ลองหาพ่อค้าไม้รายอื่นดูเล่าขอรับ”
ฉินเหยาฝืนยิ้ม “เถ้าแก่ฟางผู้นี้ ในบรรดาพ่อค้าไม้ทั้งหมด ถือว่าฉลาดน้อยที่สุดแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซ่งอวี้ก็รู้ว่าตนถามคำถามโง่ๆ ออกไป เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วลองเสนอแนะ “ถ้าเช่นนั้นหากเราเพิ่มปริมาณการสั่งซื้อ เถ้าแก่ฟางอาจจะยอมไม่ขึ้นราคาก็ได้นะขอรับ”
ฉินเหยาก้มลงมองกล่องเครื่องใช้สตรีที่หุ้มด้วยถุงผ้าสีเทาในมือ เมื่อครู่เถ้าแก่ฟางพยายามจะเปิดถุงผ้าของนางดูหลายครั้งว่าข้างในคืออะไร แต่นางก็ปัดป้องไปอย่างแนบเนียน
พอเถ้าแก่ฟางถาม นางก็เพียงบอกว่าเป็นของเล่นชิ้นใหม่ของโรงงาน
และเพราะเหตุนี้ แม้จะยังตกลงราคากันไม่ได้ แต่การเจรจาก็ยังไม่ถึงกับล้มเหลว
ฉินเหยากล่าวเสียงเรียบ “ตอนนี้ก็ต้องดูแล้วว่าผลิตภัณฑ์ใหม่ชิ้นนี้จะเข้าตานายท่านชิวเยี่ยนแห่งห้างการค้าฟู่หลงหรือไม่”