ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 474 พี่น้องบาดหมาง
ตอนที่ 474 พี่น้องบาดหมาง
เมื่อจานบนโต๊ะถูกฉินเหยาจัดการจนเกลี้ยง ซ่งอวี้และคนอื่นๆ จึงเพิ่งจะดึงสติกลับมาได้
ชิวเยี่ยนและเจี่ยงเหวินหยิบกล่องเครื่องใช้สตรีใบนั้นขึ้นมาดูแล้วดูอีก เห็นได้ชัดว่าสนใจมากแล้ว แต่ก็ยังคงพูดอย่างมีเหตุผลว่าจะขอพิจารณาดูอีกครั้ง
ฉินเหยาพยักหน้าอย่างใจกว้าง “ได้ พวกท่านลองพิจารณาดูก่อน ช่วงนี้ข้ายังอยู่ที่เมืองหลวงของมณฑล หากมีข่าวคราวเมื่อใดก็ส่งคนมาแจ้งข้าได้ทุกเมื่อแล้วเราค่อยมาคุยรายละเอียดกัน”
อย่างไรเสียวันนี้นางก็ได้เงินงวดสุดท้ายคืนมาแล้ว ทั้งยังได้คำสั่งซื้อหีบหนังสือพลังเซียนชุดใหม่มาอีกห้าพันใบ ถือว่าภารกิจพื้นฐานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีแล้ว
ส่วนเรื่องกล่องเครื่องใช้สตรีนั้นยังไม่รีบร้อน ตอนนี้มันยังเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ยังไม่สมบูรณ์ดีนัก
เวลาก็ไม่เช้าแล้ว ชิวเยี่ยนและเจี่ยงเหวินจึงขอตัวกลับไปก่อน
ฉินเหยาและซ่งอวี้รออยู่ครู่หนึ่ง จัดการเก็บกล่องเครื่องใช้สตรีและสัญญาเรียบร้อยแล้วจึงเดินออกจากห้องส่วนตัว
เวลานี้ในโรงเตี๊ยมกำลังคึกคักเป็นอย่างยิ่ง ผลการสอบระดับฝู่ซื่อยังไม่ประกาศออกมา บัณฑิตจำนวนมากจึงยังคงพักอยู่ในเมืองหลวงของมณฑล หอเติงอวิ๋นจึงได้ตั้งเวทีในโถงใหญ่เพื่อคลายความกังวลให้แก่ผู้เข้าสอบเหล่านี้ โดยได้เชิญคณะงิ้วมาแสดง
นักแสดงบนเวทีกำลังขับขานบทเพลงและร่ายรำ ด้านล่างมีผู้คนนั่งชมอยู่เต็มไปหมด
ฉินเหยาไม่ได้สนใจความคึกคักเหล่านี้เท่าใดนัก สุราชั้นเลิศบนโต๊ะวันนี้ล้วนตกมาอยู่ในท้องของนางคนเดียว มีอาการมึนเมาเล็กน้อย นางเพียงอยากกลับโรงเตี๊ยมไปงีบหลับสักพักและถือโอกาสจัดการบัญชีให้เรียบร้อย
แต่ซ่งอวี้กลับมองไปยังโถงใหญ่นั้นหลายครั้งและบังเอิญเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยเข้า
“ฮูหยิน คนที่อยู่ด้านล่างนั่นดูเหมือนจะเป็นนายท่านนะขอรับ” ซ่งอวี้ชี้ไปยังกลางโถงอย่างไม่แน่ใจนัก
ฉินเหยามองตามทิศที่เขาชี้ไป แม้จะยังมองไม่เห็นใบหน้าชัดเจน แต่ก็ได้ยินเสียงพูดคุยหัวเราะที่คุ้นเคยแว่วเข้ามาในหูก็แน่ใจได้ทันทีว่าเป็นหลิวจี้อย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อครู่ตอนที่มา หลิวจี้ยังไม่ได้อยู่ที่หอเติงอวิ๋น บางทีเขาอาจจะเพิ่งมาถึงได้ไม่นาน
ฉินเหยามองสำรวจคนรอบๆ ตัวเขา ทุกคนล้วนเป็นบัณฑิตหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบปี สวมใส่อาภรณ์ราคาแพง ดูแล้วก็รู้ว่าไม่ใช่คนรวยก็ต้องเป็นคนใหญ่คนโต
ส่วนหลิวจี้ที่อยู่ในชุดสีขาวปะปนอยู่ในกลุ่มนั้น ความยากจนของเขาช่างดูโดดเด่นสะดุดตา
แต่ถึงจะดูยากจนข้นแค้น เขากลับอาศัยเพียงใบหน้าที่หล่อเหลาโดดเด่นและรูปร่างสูงสง่า ดึงดูดสายตาของสตรีเกือบทั้งหมดในโถงได้
แม้แต่เด็กสาวตัวน้อยที่กำลังขับร้องอยู่บนเวที ปากร้องเพลงไป แต่สายตาก็จับจ้องไปยังเขาอย่างไม่วางตา ทอดมองอย่างหวานซึ้งราวกับตกอยู่ในภวังค์แห่งรัก
ชายในชุดผ้าไหมสีแดงชาดที่นั่งอยู่ในที่นั่งประธานมองไปยังหลิวจี้ที่กำลังประจบประแจงผู้อื่นและทำตัวนอบน้อม จากนั้นก็มองไปยังนักร้องหญิงบนเวที อดไม่ได้ที่จะแค่นหัวเราะออกมา
ประสาทสัมผัสของหลิวจี้เฉียบคมอย่างยิ่ง แต่เขากลับแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียงหัวเราะเยาะของชายชุดแดง ยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หันกลับไปยิ้มให้เขาแล้วยกกาเหล้าขึ้นรินให้
“คุณชายหนิง คืนนี้ขอบคุณท่านที่เลี้ยงข้าว หากไม่ใช่เพราะท่าน บัณฑิตยากจนจากชนบทเช่นข้าไหนเลยจะมีโอกาสมาเปิดหูเปิดตาที่หอเติงอวิ๋นแห่งนี้ได้”
หลิวจี้ยกจอกสุราขึ้นด้วยตนเอง ยื่นไปตรงหน้าคุณชายหนิง “สุรานี้รสชาติดีจริงๆ คุณชายหนิงท่านก็ลองชิมดูสิ!”
คุณชายหนิงเอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อยเพื่อหลบเลี่ยง ในดวงตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ ทั้งยังปรายตามองหลิวจี้อย่างล้อเลียน “นี่นับเป็นสุราชั้นดีอันใดกัน หากไม่ใช่เพราะสถานที่เล็กๆ แห่งนี้หาซื้อได้แต่สุราคุณภาพต่ำเช่นนี้ ต่อให้เอามาให้คุณชายอย่างข้าดื่มแก้กระหาย ข้าก็ยังไม่แม้แต่จะแตะต้องมันเลย!”
พูดจบ พอเขาเห็นรอยยิ้มของหลิวจี้แข็งค้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความอึดอัดใจ ในใจก็รู้สึกสะใจอย่างยิ่ง พออารมณ์ดีขึ้นมา ปากก็ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจอีกต่อไป หัวเราะเยาะแล้วกล่าวว่า
“ฮ่าๆๆๆ กลิ่นอายความจนคลุ้งขนาดนี้ ช่างเข้ากับพี่หลิวเสียจริง พวกเจ้าว่าจริงหรือไม่!”
คนที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ข้างๆ อีกหลายคนก็หัวเราะลั่นขึ้นมาทันที
มีเพียงหลิวจี้ที่ยังคงถือจอกสุราค้างอยู่ จะยื่นไปข้างหน้าก็ไม่ได้ จะถอยกลับก็ไม่ได้
แต่ทุกคนที่กำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่งกลับไม่ทันสังเกตเห็นว่า ภายใต้สีหน้าที่อึดอัดและอับอายของเขานั้น มีความเกลียดชังอันรุนแรงพาดผ่านในนัยน์ตาสีดำวูบหนึ่ง
หลิวจี้เค้นยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก “ในเมื่อคุณชายหนิงไม่ดื่ม ถ้าเช่นนั้นข้าดื่มเองก็ได้ ข้าอุตส่าห์ใช้เงินไปตั้งสิบตำลึง ไม่ดื่มก็น่าเสียดายแย่”
เป็นท่าทีของคนใจแคบที่ไม่เคยเห็นโลกกว้าง แต่ยังพยายามฝืนทำเป็นใจสู้
เพียงแค่ได้เห็นสีหน้าต่ำต้อยเช่นนี้ปรากฏบนใบหน้าอันหล่อเหลาของเขา ในใจของคุณชายหนิงก็พลันสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้น สะใจจนแทบจะตาย!
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่า หากในอนาคตมีลูกน้องรูปงามหาที่เปรียบมิได้เช่นนี้คอยอยู่ข้างกาย ให้ตนเองรังแกหยอกเล่นอยู่เสมอก็นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว
ได้เป็นศิษย์ของมหาบัณฑิตแล้วอย่างไรเล่า
มีรูปโฉมงดงามหาที่เปรียบมิได้แล้วจะอย่างไร
สุดท้ายก็ต้องถูกเขาเหยียบย่ำอยู่ใต้ฝ่าเท้าอยู่ดี!
หลิวจี้ดื่มสุราจนหมดจอกในรวดเดียว ดูเหมือนจะทนรสชาติอันร้อนแรงไม่ไหวจึงกำหมัดก้มหน้าไอออกมาเบาๆ สองสามครั้ง
เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ทันใดนั้นเขาก็นึกอะไรขึ้นได้ กวาดตามองไปรอบๆ แล้วถามอย่างสงสัย “เหตุใดคุณชายฟ่านยังไม่มาอีกเล่า คุณชายหนิงท่านกับคุณชายฟ่านรักกันดั่งพี่น้องร่วมสายเลือด วันนี้เป็นวันเกิดของท่านซึ่งเป็นวันที่สำคัญถึงเพียงนี้ เขาคงไม่เบี้ยวนัดกระมัง”
คุณชายหนิงชะงักไป เขาปัดคนที่กำลังจะเข้ามาคารวะสุราออกไปแล้วลุกพรวดขึ้น ถามผู้ติดตามที่รออยู่ตรงประตูใหญ่ของโรงเตี๊ยม “พี่ฟ่านมาแล้วหรือยัง”
ผู้ติดตามวิ่งเหยาะๆ เข้ามา ส่ายหน้าแล้วรายงาน “นายน้อย คุณชายฟ่านยังไม่มาขอรับ”
คุณชายหนิงขมวดคิ้ว รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาเล็กน้อย
แม้ว่าก่อนหน้านี้จะถูกสหายใจแคบผู้นี้ทำให้ขุ่นเคืองใจอยู่หลายครั้งจนเกิดความบาดหมางกันขึ้นบ้าง แต่ก็คบหากันมานานหลายปี วันนี้เป็นวันเกิดของตน อุตส่าห์ตั้งใจเชิญเขามา เป็นการหยิบยื่นไมตรีให้ถึงเพียงนี้ เขาก็น่าจะยอมรับแล้วไม่ใช่หรือ
“ซี๊ด~” หลิวจี้พลันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตบต้นขาตัวเองฉาดใหญ่ ท่าทางหยาบกระด้างจนทุกคนจะไม่ให้ความสนใจก็คงจะยาก
คุณชายหนิงเห็นสหายสนิทยังไม่มาเสียทีพลันนึกถึงเรื่องทะเลาะเบาะแว้งเล็กๆ น้อยๆ ของคนทั้งสองเมื่อหลายวันก่อน พอมาเห็นท่าทีของหลิวจี้ในตอนนี้เข้า สีหน้าก็พลันมืดครึ้มลง
เขาตวาดเสียงเย็น “มีอะไรก็พูดมา!”
หลิวจี้ลุกขึ้นยืน ประสานหมัดกำลังจะเอ่ยปาก แต่หูก็พลันกระดิก ได้ยินเสียงตะโกน “หนิงอู๋โยว ข้าจะฆ่าเจ้า!” ดังแว่วมาจากไกลๆ และใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
หลิวจี้รีบยืดตัวตรง ชี้ไปยังนอกประตูใหญ่ของโรงเตี๊ยมด้วยสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด “คุณชายฟ่าน…อยู่ตรงนั้น”
ทุกคนหันขวับไปมองพร้อมกัน ในใจพลันกระตุกวูบ
เห็นเพียงบุรุษร่างสูงใหญ่ผมเผ้ายุ่งเหยิง สวมชุดตัวในสีขาวบางเบาเปื้อนเลือด ในมือถือกระบี่เปื้อนเลือดเล่มหนึ่ง ปรากฏตัวขึ้นที่นอกประตูใหญ่ของหอเติงอวิ๋นอย่างกะทันหัน
ภายใต้เรือนผมที่ยุ่งเหยิงนั้นคือดวงตาสีแดงฉานที่เต็มไปด้วยความเดือดดาล เขากวาดตามองทุกคนในโถงใหญ่รอบหนึ่ง ก่อนจะหยุดลงที่ร่างของคุณชายหนิง
โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เขายกกระบี่เปื้อนเลือดในมือขึ้นแล้วพุ่งเข้ามาสังหารทันที!
คุณชายหนิงยังไม่ทันได้ตั้งตัว กระบี่เปื้อนเลือดก็มาถึงตรงหน้าเขาแล้ว
คนอื่นๆ ต่างก็ตกตะลึงกับภาพที่เห็นไปนานแล้วจึงไม่ทันได้มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ
“หนิงอู๋โยว เจ้ากับข้าเป็นสหายรักกันถึงเพียงนี้ เจ้ากลับกล้าหักหลังข้า นำความลับของข้าไปบอกนังคณิกาชั้นต่ำคนหนึ่ง ให้นางมาหัวเราะเยาะข้า ข้าจะ…ข้าจะฆ่าเจ้า!”
คุณชายฟ่านคลุ้มคลั่งขึ้นมา กระบี่ยาวในมือก็แทงเข้ามาโดยตรง
ฉึก! เสียงเนื้อหนังถูกแทงทะลุดังขึ้น โลหิตสดๆ ไหลซึมออกมาจากหน้าอกของคุณชายนหนิง แผ่ขยายเป็นวงสีแดงคล้ำบนชุดอาภรณ์หรูหราสีแดงชาดอย่างรวดเร็ว
ในที่สุดทุกคนที่ตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อก็ได้สติ รีบเข้าไปประคองคุณชายหนิงที่ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อและใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
เมื่อคุณชายฟ่านแทงกระบี่ออกไป ดูเหมือนเขาจะสงบลงได้บ้าง มือที่กำกระบี่รีบคลายออกอย่างลนลานแล้วถอยหลังไปไกล
แต่ไม่คาดคิดว่าคุณชายหนิงที่ถูกแทงจะระเบิดพลังออกมาในฉับพลัน เขาคว้ากาสุราที่หลิวจี้ยกขึ้นเมื่อครู่บนโต๊ะขึ้นมาแล้วใช้แรงทั้งหมดขว้างออกไปเต็มกำลัง
ตำแหน่งของกาสุรานั้น ช่างหยิบได้ถนัดมือและพอดิบพอดีเหลือเกิน
เพล้ง! เสียงดังลั่น กาสุราแตกละเอียดบนศีรษะของคุณชายฟ่าน เลือดไหลทะลักออกมา ทำให้เกิดเป็นรอยแผลฉกรรจ์บนใบหน้าที่บ้าคลั่งนั้น
สหายรักในวันวาน บัดนี้กลับจ้องมองอีกฝ่าย ดวงตาเต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างท่วมท้นที่อยากจะฆ่าอีกฝ่ายให้ตายๆ ไปเสีย!