ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 484 กลุ่มงานมืออาชีพ
ตอนที่ 484 กลุ่มงานมืออาชีพ
………………..
ในตอนกลางคืนฝนก็เริ่มตกอีกครั้ง
เงาไม้ไหวเอนอยู่นอกหน้าต่าง เสียงม้าร้องอย่างกระวนกระวายเพราะตกใจเสียงฟ้าร้องและฟ้าแลบดังมาจากโรงม้าชั้นล่าง
โคมไฟนอกประตูโรงเตี๊ยมถูกลมฝนพัดดับไปในทันใด พื้นที่เล็กๆ ที่เคยส่องแสงอบอุ่นเพียงแห่งเดียวในค่ำคืนที่ฝนตกนี้ก็พลันจมดิ่งสู่ความมืดมิด
หากอยู่ที่บ้าน ในวันฝนตกเช่นนี้ มีกระเบื้องหนาและกำแพงสูงคอยกำบัง ผู้คนที่อยู่ภายใต้ที่กำบังจะรู้สึกสบายใจและปลอดภัยอย่างประหลาด
แต่ทว่านี่คือระหว่างการเดินทาง นอกสถานีพักม้าออกไปในรัศมีห้าลี้ล้วนเป็นภูเขาและทุ่งร้าง ท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำ มีแต่จะทำให้จิตใจของผู้คนไม่สงบ
สายฟ้าสีเงินสายหนึ่งฟาดลงมา ส่องสว่างให้ห้องที่มืดสลัวสว่างวาบขึ้นมาชั่วขณะ
ร่างสองร่าง หนึ่งดำหนึ่งขาวปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในแสงสว่างนั้น
สี่สายตาสบประสานกันในชั่วพริบตา สตรีในชุดขาวที่สวมเพียงเสื้อตัวในเอนกายพิงม่านเตียงอย่างเกียจคร้าน มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มดูแคลน
คมมีดสีเงินในมือของชายชุดดำสั่นไหวเล็กน้อยชั่วขณะ จากนั้นก็แทงเข้ามาอย่างไม่ปรานี!
ฉินเหยาเอี้ยวตัวหลบเล็กน้อย ดูแล้วเหมือนยกมือขึ้นส่งๆ แต่แท้จริงแล้วกลับจับข้อมือที่ฟาดเข้ามาได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
นิ้วเรียวยาวทั้งสองของนางราวกับหลอมมาจากเหล็กร้อน เมื่อถูกจับแล้วไม่เพียงแต่จะดิ้นไม่หลุด ยังแฝงไปด้วยพลังที่ราวกับจะแผดเผาเส้นเอ็น กระดูกและเนื้อหนัง
“พวกเจ้าช่างทุ่มเทกับการทำงานเสียจริง ฝนตกหนักขนาดนี้ยังออกมาปฏิบัติภารกิจอีก” นางพึมพำพลางคว้ามืออีกข้างของชายชุดดำที่จู่โจมเข้ามา
เมื่อจับไว้ได้มั่นทั้งสองมือแล้วกระชากลงก็เกิดเสียงกระดูกแตกหักดังลั่น
เสียงร้องโหยหวนเกือบจะเล็ดลอดออกมา รบกวนนายทุนที่นอนหลับอย่างไม่สงบอยู่บนเตียง
ฉินเหยาขมวดคิ้ว ปล่อยแขนทั้งสองข้างนั้นออกแล้วบีบคอของอีกฝ่ายไว้โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ก่อนจะบิดมันจนหัก!
เมื่อชายชุดดำล้มลง นางก็ยื่นเท้าออกไปรองรับร่างไว้แล้วเหวี่ยงไปด้านข้างพร้อมกันนั้นก็รับมีดสั้นที่หลุดจากมือของชายชุดดำที่กำลังจะตกถึงพื้นได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อทำทั้งหมดนี้เสร็จ นางก็หันกลับไปมองนายทุนที่ยังคงนอนหลับอยู่บนเตียงแล้วลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
รับเงินคนอื่นแล้วก็ต้องช่วยขจัดภัยให้คนอื่น มีจิตสำนึกในการบริการสูงขนาดนี้ นายทุนคนไหนจะต้านทานไหว?
ฉินเหยาปัดปอยผมที่ติดอยู่ข้างขมับออกอย่างพึงพอใจ จัดศพของชายชุดดำให้นอนตรงๆ เก็บ ‘ของดี’ หลังจากที่ฆ่าคนออกมาจำนวนหนึ่งแล้วจึงค่อยๆ ถอยออกมาอย่างเงียบเชียบ
ก่อนจะจากไป นางยังปิดหน้าต่างที่ถูกชายชุดดำแงะให้กลับสู่สภาพเดิม ทั้งยังเช็ดรอยโคลนบนขอบหน้าต่างจนสะอาด
กระทั่งใส่ใจถึงขั้นดึงเสื้อของชายชุดดำขึ้นมาคลุมหน้าเขาไว้เพื่อไม่ให้นายทุนต้องตกใจเมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า
ส่วนสาเหตุที่ไม่จัดการกับศพ…ฉินเหยาได้แต่ยักไหล่ เพราะนั่นมันอีกราคาหนึ่ง!
ฝนเริ่มตกหนักขึ้น พอถึงช่วงครึ่งหลังของคืน ชั้นล่างของโรงเตี๊ยมก็มีแต่เสียงน้ำไหลซู่ซ่า ผู้ที่ไม่รู้คงคิดว่าพวกตนพักอยู่กลางแม่น้ำเป็นแน่
แต่ข้อดีของการพักที่สถานีพักม้าก็แสดงให้เห็นในตอนนี้ เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าและคนงานกลัวว่าฝนจะท่วมสถานีพักม้าจึงลุกขึ้นมากลางดึกเพื่อช่วยกันระบายน้ำ
เหล่าพ่อค้าที่เดินทางผ่านมาและพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมซึ่งอยู่ติดกันก็ส่งคนมาช่วย ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันปกป้องสถานีพักม้าเอาไว้ได้
จนกระทั่งฟ้าสาง พายุฝนเมื่อคืนจึงได้หยุดลง
น่าสงสารก็แต่แขกที่เดินทางผ่านไปมา หลังจากถนนถูกฝนตกหนักชะล้างก็เต็มไปด้วยโคลนและลื่นจนทั้งรถม้า คนและสัตว์ต่างไม่สามารถเดินทางได้ตามปกติ จำใจต้องพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมต่อไป
ด้วยนึกถึงน้ำใจที่ทุกคนช่วยกันปกป้องสถานีพักม้าเมื่อกลางดึก เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าจึงเปิดประตูใหญ่เพื่อให้แขกที่ผ่านทางเหล่านี้ได้มีที่แห้งๆ พักพิง
จินโต้วตื่นขึ้นมาท่ามกลางเสียงจอแจในโถงใหญ่ของสถานีพักม้า
เมื่อคืนช่วงหัวค่ำเพราะอาการท้องร่วง ท้องของเขาจึงร้องอยู่เป็นเวลานานทำให้นอนหลับได้ไม่ดีนัก
แต่พอถึงช่วงครึ่งหลังของคืน ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาหลายวันก็ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ทำให้เขาหลับสนิทไปจนไม่ได้ยินเสียงความวุ่นวายที่ชั้นล่างตอนที่ทุกคนกำลังระบายน้ำฝนด้วยซ้ำ
อีกทั้งเพราะฉินเหยาได้กำชับเป็นพิเศษว่าอย่าให้ใครไปรบกวนการนอนพักผ่อนของใต้เท้านายทุนของนาง ดังนั้นจินโต้วจึงได้นอนหลับยาวจนตะวันโด่งถึงได้ตื่น
หลังจากถูกแดดส่องมาตลอดทั้งเช้า พื้นดินที่เฉอะแฉะก็ดีขึ้นบ้างแล้ว เหล่าพ่อค้าที่หยุดพักอยู่ในโรงเตี๊ยมกำลังเตรียมจัดสินค้าขึ้นรถม้าอีกครั้ง ตั้งใจจะฉวยโอกาสที่แดดยังมีออกเดินทาง รีบเร่งเดินทางไปให้ได้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
ด้วยเหตุนี้จึงวุ่นวายและเสียงดังอย่างยิ่ง
จินโต้วสัมผัสได้ถึงแสงแดดอบอุ่นที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาตกกระทบบนม่านเตียง ร่างกายที่รู้สึกไม่สบายมาหลายวันก็ดีขึ้นมาก เขารู้สึกสบายตัวจนบิดขี้เกียจครั้งใหญ่
นอนเอกเขนกอยู่บนเตียงอีกครู่หนึ่ง ข้อมูลต่างๆ ที่วุ่นวายก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวทันใด อารมณ์สบายๆ พลันมลายหายไป เขาลุกขึ้นนั่ง
ก้มศีรษะลงหมายจะสวมรองเท้า หางตาก็พลันเหลือบไปเห็นเงาดำวูบหนึ่ง การเคลื่อนไหวของเขาหยุดชะงัก
เมื่อเห็นศพนั้นอย่างชัดเจน หากไม่ใช่เพราะปฏิกิริยาตอบสนองอย่างใจเย็นตามสัญชาตญาณที่ฝึกฝนมานานหลายปี จินโต้วคงได้ร้องลั่นออกมาด้วยความหวาดกลัวเป็นแน่
ขณะที่หัวใจของเขากำลังเต้นระรัว ประตูก็ถูกเคาะเบาๆ
หลิวจี้ยืนอยู่หน้าประตู เอ่ยทักทายเสียงเบา “พี่ใหญ่จิน ท่านตื่นแล้วหรือยัง อาหารกลางวันพร้อมแล้ว พวกเรารอท่านอยู่ข้างล่างจะได้กินมื้อเที่ยงพร้อมกัน”
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวในห้อง หลิวจี้ก็พูดต่อ “เมียจ๋าของข้าสั่งไว้ว่าตอนเที่ยงแดดแรง พวกเรากินมื้อเที่ยงเสร็จแล้วค่อยออกเดินทาง บนถนนก็น่าจะดีขึ้นแล้ว หากเดินทางเร็วหน่อยก็น่าจะไปถึงสถานีพักม้าแห่งต่อไปก่อนตะวันตกดิน”
พูดจบ เขาก็หันหลังเตรียมจะจากไป แต่พลันนึกขึ้นได้ว่ายังมีรายละเอียดที่ยังไม่ได้บอกจึงหันกลับไปแนบตัวกับประตูเพื่อเตรียมจะพูดต่อ
ประตูพลันถูกกระชากเปิดออกดัง ‘ผัวะ’!
หลิวจี้แทบจะยกสองมือขึ้นป้องกันศีรษะและใบหน้าตามสัญชาตญาณ ถอยหลังไปก้าวใหญ่ เกือบจะตะโกนคำว่า “เมียจ๋าใจเย็นๆ” ออกไปแล้ว
ทว่าในเสี้ยววินาทีสำคัญก็พลันนึกขึ้นได้ว่าตนไม่ได้กำลังปลุกสตรีใจร้ายขี้เซาให้ลุกจากเตียงเสียหน่อย เหตุใดต้องตื่นตระหนกถึงเพียงนี้ด้วย!
“แค่กๆ!” หลิวจี้วางมือที่ป้องกันใบหน้าลงอย่างกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ตบเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ให้เรียบแล้วยิ้มให้จินโต้วที่อยู่ในประตู “พี่ใหญ่จิน ลงไปกินมื้อเที่ยงกัน”
“จริงสิ เมียจ๋าของข้าบอกว่าสองสามวันนี้ฝนจะตกหนักตอนกลางคืน ดังนั้นตอนเช้าจึงไม่ต้องรีบเดินทาง พวกเรารอกินมื้อเที่ยงเสร็จแล้วค่อยออกเดินทาง ถนนหนทางจะได้ดีขึ้นบ้าง”
“แต่ว่าวันที่เราจะไปถึงอำเภอไคหยางก็คงจะช้าไปสองวัน”
จินโต้วพยักหน้ารับคำ ขณะเดียวกันก็เหลือบมองเข้าไปในห้อง ศพของชายชุดดำถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยกลางห้องพักแขก หันหน้ามาทางประตูพอดี
ดังนั้น หลิวจี้ที่อยู่ตรงหน้าเขานี่ตาบอดหรืออย่างไร!
จินโต้วชี้ไปที่ศพในห้องแล้วขมวดคิ้วถาม “นายท่านหลิวไม่เห็นหรือ”
หลิวจี้เหลือบมองเข้าไปในห้อง ร้อง “อ้อ” คำหนึ่ง แล้วตอบอย่างใจเย็นมาก “เห็นแล้วขอรับ แล้วท่านพึงพอใจกับบริการของพวกเราหรือไม่”
จินโต้วแทบจะเค้นเสียงพูดคำสี่คำนี้ออกมาจากไรฟัน “พอ-ใจ-อย่าง-ยิ่ง”
พร้อมกันนั้นก็แสดงความเห็นอย่างจริงใจว่า หากสองสามีภรรยาไม่นำศพมาวางไว้ตรงหน้าเขาและจัดการมันให้เรียบร้อย ก็จะดียิ่งกว่านี้
หลิวจี้ทำหน้าจริงจังยื่นมือออกมา ใช้นิ้วหัวแม่มือถูปลายนิ้วชี้และนิ้วกลาง “เมียจ๋าของข้าบอกว่า นั่นเป็นราคาอื่น”
เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบก็จำต้องยอมก้มหัว จินโต้วสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเสนอราคาค่าฝังศพครั้งละห้าตำลึง
หลิวจี้เลิกคิ้วหล่อเหลาขึ้นทันที ตบอกรับประกันว่าเรื่องที่เหลือหลังจากนี้ไม่ต้องให้เขากังวลอีก
ด้วยความสงสัยอยู่บ้าง จินโต้วจึงลงไปกินข้าวกับซ่งอวี้ที่ชั้นล่างก่อน
รอจนเขากินไปได้เจ็ดแปดส่วนก็เห็นสองสามีภรรยาฉินเหยาและหลิวจี้ คนหนึ่งแบกจอบ คนหนึ่งถือพลั่ว พูดคุยหัวเราะกันกลับมาจากข้างนอก
จินโต้วรีบขึ้นไปดูชั้นบนทันที ศพหายไปแล้วจริงๆ
เขาวิ่งลงมาชั้นล่างอีกครั้งด้วยความประหลาดใจ สองสามีภรรยาที่นั่งโซ้ยข้าวคำโตอยู่ที่โต๊ะแล้ว หันมายิ้มให้เขาเป็นเชิงว่าให้วางใจ เรื่องฝังศพน่ะ พวกเราเป็นมืออาชีพ!
จินโต้วอดทอดถอนใจในอกไม่ได้ อำเภอไคหยางเล็กๆ แห่งนี้กลับกลายเป็นสถานที่ซ่อนพยัคฆ์ซุ่มมังกรเสียได้