ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 483 ไม่คุ้นชินกับสภาพบ้านเมืองต่างถิ่น
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 483 ไม่คุ้นชินกับสภาพบ้านเมืองต่างถิ่น
ตอนที่ 483 ไม่คุ้นชินกับสภาพบ้านเมืองต่างถิ่น
………………..
เมื่อมองดวงตาอันจริงใจของชายที่นอนอยู่ในตัวรถม้าของตน ในใจของฉินเหยากลับเต็มไปด้วยความคลางแคลงใจ
“ผู้ตรวจการแผ่นดินผู้ทรงเกียรติเดินทางคนเดียวเช่นนี้หรือ ไม่มีแม้แต่ผู้ติดตามหรือองครักษ์สักคนเลย?”
ชายที่นอนอยู่เผยสีหน้าขมขื่น “ฮูหยินคงจะเห็นแล้วว่าการเดินทางครั้งนี้อันตรายเพียงใด ผู้ติดตามล้วนเป็นคนธรรมดา ข้าจึงทิ้งพวกเขาไว้ที่อื่น” เมื่อเห็นฉินเหยายังคงมองตนอย่างสงสัย ไม่ได้ตอบตกลงเรื่องการคุ้มกันในทันที ชายผู้นั้นจึงกล่าวออกมาตรงๆ “หนึ่งร้อยตำลึง”
มุมปากของฉินเหยาขยับยกขึ้นเล็กน้อย ความสงสัยในแววตาไม่ได้ลดลง แต่เห็นได้ชัดว่ามีความสนใจเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน “ข้าว่าชีวิตของท่านอย่างน้อยก็มีค่าสองร้อยตำลึง”
ผู้ตรวจการร้องโหยหวนในใจ ฉวยโอกาสขึ้นราคา!
แต่ปากกลับตอบอย่างไม่ลังเล ทั้งยังฝืนแรงเฮือกสุดท้ายประสานหมัดขึ้น “เช่นนั้นคงต้องรบกวนฮูหยินแล้ว!”
การที่เขาตอบตกลงอย่างง่ายดายเช่นนี้ทำให้ฉินเหยาชะงักไปครู่หนึ่ง ในใจนึกสงสัยว่าตนเรียกราคาต่ำไปหรือไม่
แต่ร่างกายซื่อตรงกว่าสมอง นางตอบรับในทันที “ตกลง!”
ฉินเหยายื่นมือออกไป ดึงมือที่อ่อนแรงของอีกฝ่ายขึ้นมาแล้วตบฝ่ามือเป็นอันตกลง
เมื่อเสร็จสิ้นก็หันไปสั่งหลิวจี้ที่อยู่ด้านนอก “เขียนใบเสร็จ!”
หลิวจี้ที่เงี่ยหูฟังอยู่ตลอดเวลารีบหยิบสมุดเล่มเล็กที่พกติดตัวออกมาจากอกเสื้อ เมื่อหาน้ำมาฝนหมึกไม่ได้ก็เอาปลายพู่กันใส่ปากใช้ลิ้นเลียให้เปียก แตะลงบนแท่นฝนหมึกแล้วลงมือเขียนอย่างรวดเร็ว
หลิวจี้ประหลาดใจที่พบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้ความคิดใดๆ ก็สามารถเขียนใบเสร็จสำหรับการว่าจ้างชั่วคราวฉบับหนึ่งออกมาได้อย่างง่ายดาย
จริงดังว่า มีเงินก็ใช้ผีโม่แป้งได้!
เมื่อเขียนเสร็จก็ไม่จำเป็นต้องเป่าให้แห้ง เพราะรอยหมึกนั้นจางอยู่แล้ว เขาจึงยื่นใบเสร็จเข้าไปในตัวรถม้าด้วยสองมือ
ฉินเหยารับมาแล้วหยิบตลับหมึกสีแดงออกมา ประทับลายนิ้วมือของตนลงบนชื่อ ‘ฉินเหยา’ ก่อน จากนั้นจึงส่งให้คนที่นอนอยู่แทบเท้า
พออ้าปากจะเรียกคนก็พลันนึกขึ้นได้ว่ายังไม่รู้จักชื่อของอีกฝ่าย
“ไม่ทราบใต้เท้ามีนามว่าอะไรหรือเจ้าคะ” ฉินเหยาเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
ลูกค้าคือพระเจ้า ท่าทีของฉินเหยาจึงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บริการก็ดีเยี่ยม
ชายที่อยู่ในสภาพกึ่งหมดสติฝืนแรงเปิดปาก “ฮูหยินเรียกข้าว่าจินโต้วก็พอ”
พูดจบก็ไม่ลืมที่จะทำตามกฎของฉินเหยา อธิบายต่อว่า “นี่เป็นชื่อรองของข้า ฮูหยินวางใจได้”
ลูกค้าที่เข้าใจกฎระเบียบดีเช่นนี้ เถ้าแก่คนไหนจะไม่ชอบเล่า
ฉินเหยาบอกชื่อของตน “ข้าชื่อฉินเหยา นอกรถคือสามีของข้าหลิวจี้และพ่อบ้านซ่งอวี้”
จินโต้วพยักหน้าอย่างอ่อนแรงแสดงว่ารับรู้แล้วแล้วฝืนแรงประทับลายนิ้วมือลงไป
เมื่อมองดูลายนิ้วมือสีแดงสดสองอันบนใบเสร็จ ฉินเหยาก็เผยรอยยิ้มออกมาทันที เรียกหลิวจี้ให้เข้ามา ส่วนตนเองก็ถอยออกไปนั่งที่คานลากรถม้าแทนพร้อมกับกำชับว่า “เจ้าดูแลนายท่านจินให้ดีๆ”
นายท่านจิน?
จินโต้วขมวดคิ้วมุ่น ปีนี้เขาเพิ่งจะอายุยี่สิบห้า คิดในใจว่าตนเองก็ไม่ได้แก่ถึงเพียงนั้นเสียหน่อย
หลิวจี้เหลือบมองหนวดเคราเต็มใบหน้าของเขาแล้วคิดว่าคนผู้นี้น่าจะอายุมากกว่าตนไม่น้อย เพื่อแสดงความสนิทสนมจึงเอ่ยปากเรียก “พี่ใหญ่จิน หากท่านหิวหรือกระหายน้ำก็บอกได้เลยนะ”
จินโต้วหายใจเข้าลึกๆ ดูท่าว่าตลอดการเดินทางนี้คงจะไม่ได้นอนพักอย่างสงบเสียแล้ว!
เขาลืมตา ลุกขึ้นนั่ง กวาดสายตาที่เต็มไปด้วยความน้อยใจมองใบหน้าขาวๆ ของคนตรงหน้าขึ้นๆ ลงๆ “ขอถามนายท่านหลิว ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้วหรือ”
หลิวจี้หัวเราะฮ่าๆ พลางเสยผมหน้าม้าอย่างมั่นใจ “ยี่สิบหก ดูหนุ่มมากใช่หรือไม่ ใครๆ ก็พูดเช่นนี้”
จินโต้ว “。。。”
จินโต้ว “…”
เขายอมรับว่าชายตรงหน้าดูอ่อนกว่าตนที่ต้องหลบหนีการลอบสังหารมาตลอดทาง ทั้งยังไม่คุ้นชินกับสภาพบ้านเมืองต่างถิ่นจนทั้งอาเจียนทั้งท้องเสีย ไม่ได้ดูแลใบหน้ามาหลายวันแล้วจริงๆ
แต่ว่า!
จินโต้วเตือน “นายท่านหลิว ถ้านับอายุแล้วปีนี้ข้าก็เพิ่งยี่สิบห้าปี คงมิกล้ารับคำว่าพี่ใหญ่จากท่านหรอก”
หลิวจี้ตกใจ มองเขาขึ้นๆ ลงๆ อย่างไม่อยากจะเชื่อในตอนแรก จากนั้นก็ส่ายหน้าแล้วพูดอย่างมั่นใจว่า “พี่ใหญ่จินล้อเล่นแล้ว ฮ่าๆๆๆ…”
จินโต้ว ช่างเถอะ นอนต่อดีกว่า การมาเถียงเรื่องอายุช่างเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี
ว่าแล้วก็ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง
เดิมทีจินโต้วคิดว่าตนเองคงจะนอนพักบนรถม้าของคนแปลกหน้าคันนี้อย่างไม่สงบสุขแน่
สถานีพักม้าห้องพักแขก。
แต่คาดไม่ถึงเลยว่า เขาจะนอนหลับยาวไปจนถึงสถานีพักม้า ตอนลงจากรถหลิวจี้ก็ยังปลุกเขาไม่ตื่น สุดท้ายเป็นซ่งอวี้กับหลิวจี้ที่ช่วยกันหามเขาเข้าไปในห้องพักแขกของสถานีพักม้า
ฉินเหยาหยิบป้ายคำสั่งที่เพิ่งยัดคืนให้จินโต้วออกมาจากกระเป๋าของเขาอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าเห็นก็รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง
“ฉินเหนียงจื่อไปเป็นผู้คุ้มกันของใต้เท้าผู้ตรวจการตั้งแต่เมื่อใดกันขอรับ” เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าเอ่ยถามหยั่งเชิง
ขบวนรถม้าของโรงงานเครื่องเขียนได้ทักทายโรงเตี๊ยมและสถานีพักม้าตลอดทั้งเส้นทางไว้แทบทั้งหมดแล้ว เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าย่อมต้องรู้จักฉินเหยาเป็นธรรมดา
เมื่อเห็นนางแจ้งว่ากลุ่มของตนเป็นผู้คุ้มกันและผู้ติดตามกับพ่อบ้านของใต้เท้าผู้ตรวจการแผ่นดิน ในใจก็ตกตะลึงอย่างยิ่ง
การที่ฉินเหยาทำเช่นนี้ย่อมมีเหตุผลของนางอยู่แล้ว พรุ่งนี้หลังจากออกจากสถานีพักม้าก็จะเข้าสู่เขตแดนของอำเภอไคหยาง การที่นางปล่อยข่าวให้ผู้ไม่หวังดีรู้ว่าตนกำลังคุ้มกันจินโต้วไปด้วย อย่างน้อยก็ทำให้อีกฝ่ายได้ประเมินกำลังของตนเองว่าจะทนรับหมัดของนางไหวหรือไม่!
ฉินเหยายิ้มเล็กน้อยแล้วตอบว่า “เมื่อสองชั่วยามก่อน”
“เป็นอะไรไปหรือ มีปัญหาอะไรงั้นหรือ” ฉินเหยาถามเจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้ากลับ
เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าชะงักไปเล็กน้อย มองนางอีกสองครั้ง จากนั้นจึงคืนป้ายคำสั่งให้แล้วจัดหาห้องพักแขกให้แก่พวกเขา
แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าเห็นผู้ที่ถูกเรียกว่าใต้เท้าผู้ตรวจการแผ่นดินถูกหลิวจี้และซ่งอวี้หามลงมาจากรถม้า สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยก็ไม่ได้ละไปจากร่างของฉินเหยาเลย
จนกระทั่งจินโต้วฟื้นขึ้นมาและอธิบายด้วยตนเองว่าตนไม่ได้ถูกจับเป็นตัวประกัน เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าจึงเก็บความสงสัยเต็มท้องเอาไว้แล้วจัดหาอาหารให้แก่คนทั้งกลุ่ม
หลิวจี้และฉินเหยากินอาหารคำโตอย่างเอร็ดอร่อย คนหนึ่งฝีมือสูงส่งจึงใจกล้า ไม่กังวลแม้แต่น้อย ส่วนอีกคนก็เชื่อมั่นในตัวเมียจ๋าอย่างไม่ลืมหูลืมตาจึงใช้ชีวิตอย่างสบายใจไร้กังวล
มีเพียงซ่งอวี้และจินโต้วที่มองท้องฟ้ายามค่ำคืนนอกสถานีพักม้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลยิ่ง
ทั้งสองคนมีลางสังหรณ์ว่า หากไม่มีอะไรผิดพลาด คืนนี้จะต้องมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
จินโต้วเขี่ยชามข้าวในมือ เมื่อนึกถึงอาการท้องร่วงของตนที่เพิ่งจะดีขึ้นก็ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้ากินมาก
แต่จะไม่กินก็ไม่ได้เด็ดขาด เขายังไม่รู้แน่ชัดว่าฉินเหนียงจื่อที่กินข้าวรวดเดียวห้าชามตรงหน้าเขานี้มีฝีมือที่แท้จริงเป็นอย่างไร
หากอีกฝ่ายส่งยอดฝีมือมาเพิ่ม…
“นายท่านจิน ท่านมองข้าทำไม” เหยาจอมเขมือบขมวดคิ้วถามอย่างไม่พอใจ
หลิวจี้ก็เงยหน้าขึ้นมาจ้องเขม็ง “พี่ใหญ่จิน ท่านมองเมียจ๋าของข้าทำไม”
จินโต้วเบือนสายตาไปอย่างเฉยชา มองไปยังซ่งอวี้ ฮูหยินและนายท่านของบ้านเจ้าเป็นบ้าเช่นนี้มาตลอดเลยหรือ
ซ่งอวี้กัดตะเกียบ กะพริบตาปริบๆ อย่างไร้เดียงสา
“ช่างเถอะ” จินโต้วโบกมือ วางชามและตะเกียบลง กุมท้องแล้ววิ่งไปยังห้องน้ำ
เขารู้อยู่แล้วว่ากินอาหารของจังหวัดจื่อจิงมากไม่ได้!
ฉินเหยาถามอย่างไม่แน่ใจนัก “เขาป่วยหรือเปล่า”
หลิวจี้ยักไหล่ “ป่วยหนักแน่นอน”
เมื่อมองดูจินโต้วที่เดินประคองกำแพงกลับไปยังห้องพักแขกด้วยใบหน้าที่อ่อนแรง ฉินเหยาก็ทำเสียงจิ๊จ๊ะแล้วเอ่ยขึ้นว่า “อาการไม่คุ้นชินกับสภาพบ้านเมืองต่างถิ่นมันจะรุนแรงขนาดนี้เลยหรือ”
หลิวจี้และซ่งอวี้พยักหน้าอย่างแรง เมื่อดูจากสภาพของจินโต้วแล้วก็นับว่ารุนแรงมากจริงๆ
น่าเสียดายที่นี่เป็นที่ห่างไกล ชั่วครู่ชั่วยามคงจะหาหมอมารักษาไม่ได้
เพราะกลัวว่าลูกค้าจะยังไม่ทันถูกลอบสังหารก็มาตกตายเพราะท้องร่วงเสียก่อน ก่อนนอนฉินเหยาจึงตั้งใจไปถามไถ่อาการที่หน้าห้องของเขา
เมื่อได้ยินเสียงตอบรับอย่างอ่อนแรงดังมาจากในห้อง นางจึงค่อยวางใจแล้วกลับห้องไป
ก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทรา ฉินเหยาตบใบเสร็จสำหรับว่าจ้างที่อกเบาๆ พลางคิดอย่างเป็นสุขว่า ที่แท้การเป็นองครักษ์ก็ทำเงินได้ดีเช่นนี้ ไว้วันหลังเปิดร้านคุ้มภัยสักร้านดีหรือไม่