ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 489 เมียจ๋าก็ยังไม่ได้นอน
ตอนที่ 489 เมียจ๋าก็ยังไม่ได้นอน
ซ่งจางฝืนทนความรู้สึกอยากจะอาเจียน ยกมือขึ้นปิดหน้าแล้วถอยกลับเข้าไปในประตู โบกมือให้มุมมืด
ในความมืด มีร่างที่คล่องแคล่วว่องไวหลายร่างกระโจนออกมาทันทีแล้วรีบแบกถุงป่านไปอย่างรวดเร็ว
ซ่งจางไปที่ห้องโถงด้านข้างเพื่อล้างมืออย่างแรงถึงสามครั้งก่อน จากนั้นจึงก้าวเดินไปยังห้องอาหารอย่างหนักอึ้ง
อาหารบนโต๊ะพร่องไปเจ็ดแปดส่วนแล้ว ซ่งฮูหยินเห็นสามีกลับมาจึงเรียกลูกๆ แล้วขอตัวออกไป
ขณะที่เดินผ่านข้างกายซ่งจาง ซ่งฮูหยินก็สูดจมูกฟุดฟิด พึมพำเสียงเบา “เหตุใดบนตัวท่านจึงมีกลิ่นแปลกๆ น่าคลื่นไส้…”
ซ่งฮูหยินมองซ่งจางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าอย่างสงสัย ไม่เห็นที่มาของกลิ่นเหม็นใดๆ จึงได้จากไป
รอจนนางจากไปแล้ว ซ่งจางถึงได้รีบยกชายเสื้อและแขนเสื้อของตนขึ้นมาดม “เห็นได้ชัดว่าไม่มีกลิ่นแล้วนี่ จมูกของพี่สาวไวถึงเพียงนี้เลยหรือ”
ถ้ารู้แต่แรกก็คงจะเปลี่ยนเสื้อผ้าไปด้วยเสียเลย
สิ่งนี้ทำให้นึกถึงฉินเหยาที่อาบไปด้วยเลือดและถุงป่านใบใหญ่สามใบนั้น…
“อ๊อก…”
ซ่งจางวิ่งออกจากห้องอาหาร ในท้องปั่นป่วน ของเหลวร้อนๆ ก็พุ่งทะลักออกมา
หวังจิ่นขมวดคิ้วเดินมาข้างหลัง สูดกลิ่นคาวเลือดจางๆ ในอากาศแล้วถามอย่างเรียบเฉย “ไม่คิดเลยว่านางแค่บาดเจ็บสาหัสเท่านั้น วรยุทธ์ของฉินเหยาผู้นี้ช่างร้ายกาจจริงๆ”
“ไม่ใช่” ซ่งจางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดปาก ยกมือทำท่าเชิญเขาให้เข้าไปข้างใน ทั้งสองคนเดินเข้าไปในห้องโถง ซ่งจางก็รับน้ำชาเย็นมาจากคนรับใช้ บ้วนปากพลางพูดกับหวังจิ่นว่า
“นางไม่ได้บาดเจ็บ”
หวังจิ่นชะงักไป โต้กลับไปตามสัญชาตญาณ “เป็นไปไม่ได้”
เขารู้ดีถึงฝีมือของคู่ต่อสู้ ยิ่งเป็นการยกโขยงมาทั้งหมดด้วยแล้ว
แม้แต่คนที่ทำจากเหล็กก็ยังเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่บาดเจ็บ ไม่ต้องพูดถึงฉินเหยาที่เป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดา การที่นางสามารถหนีรอดมาได้ในสภาพบาดเจ็บสาหัสก็นับว่าเหนือกว่าคนธรรมดามากแล้ว
หนีรอดมาโดยไม่ได้รับบาดเจ็บเลย นี่มันจะเป็นไปได้อย่างไร!
คำตอบที่เขาได้รับมา คือสายตาที่เงียบงันแต่เปี่ยมไปด้วยความเห็นใจของซ่งจาง
หวังจิ่นถูกเขามองจนใจคอไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก “นายอำเภอซ่ง ท่านมองข้าเช่นนี้ทำไม”
ซ่งจางอยากจะพูดว่า เจ้าตายแน่ เจ้าจบเห่แล้ว เจ้าไปมีเรื่องกับฉินเหยา ทั้งชีวิตนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบสุขเลย!
แต่อีกฝ่ายก็เป็นถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน ตำแหน่งเล็กแต่อำนาจใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นระดับตำแหน่งของอีกฝ่ายยังสูงกว่าเขาซึ่งเป็นนายอำเภออยู่ครึ่งขั้น
ดังนั้น คำพูดเหล่านี้จึงได้แต่คิดให้สะใจอยู่ในใจเท่านั้น
ซ่งจางรู้สึกว่าหากตอนนี้เขาบอกหวังจิ่นว่าฉินเหยาไม่เพียงแต่หนีรอดมาโดยไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ยังพาสามีและพ่อบ้านของนางหนีมาโดยไม่ได้รับบาดเจ็บด้วยเช่นกัน ทั้งยังกวาดล้างกลุ่มนักฆ่าจนสิ้นซาก หวังจิ่นก็คงจะคิดว่าเขากำลังยกยอฉินเหยาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
ดังนั้น เขาจึงส่งสัญญาณให้หวังจิ่นตามตนมาเพื่อไปดูอะไรที่น่าตื่นเต้นด้วยกัน
จะปล่อยให้เขาอาเจียนเอากับข้าวของเมื่อคืนก่อนออกมาคนเดียวได้อย่างไร
ซ่งจางพาหวังจิ่นไปที่ห้องเก็บศพของจวนที่ว่าการอำเภอ
ศีรษะสามสิบหัวถูกทำความสะอาดและนำออกมาแล้ว จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบสามแถว วางอยู่บนพื้นซึ่งปูด้วยผ้าขาว
ซ่งจางรู้ระดับความกล้าของตนเองดี เขาจึงไม่เข้าไป
เขายกมือทำท่าเชิญให้หวังจิ่นเข้าไป
หวังจิ่นก็ก้าวเข้าไปในห้องเก็บศพอย่างสงสัย พอเงยหน้าขึ้น ร่างกายก็พลันแข็งทื่อราวกับถูกสะกัดจุด ตะลึงงันอยู่กับที่!
ภาพนั้นน่าสยดสยองและน่าตกตะลึงเกินไปจนกระทั่งในช่วงชีวิตที่เหลืออันยาวนานของเขา เพียงแค่ได้ยินคนเอ่ยชื่อ “ฉินเหยา” หวังจิ่นก็จะตัวสั่นอย่างรุนแรงโดยไม่อาจควบคุมได้
เนิ่นนาน หวังจิ่นจึงเดินออกมาจากห้องเก็บศพ ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ ฝีเท้าดูล่องลอยอยู่บ้าง
เขาถามว่า “นางได้ทิ้งคำพูดอะไรไว้หรือไม่”
ซ่งจางจึงนำคำพูดที่ฉินเหยาฝากให้ตนบอกต่อเอ่ยให้ฟังโดยไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว
“หากไม่ใช่เพราะวรยุทธ์ของฉินเหยาเหนือชั้น แม้แต่ยอดฝีมือเช่นใต้เท้า เมื่อเผชิญหน้ากับนักฆ่าเหล่านี้ก็ต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย”
หวังจิ่นถอนหายใจ “เฮ้อ~” ออกมาเฮือกหนึ่ง “ข้าก็ไม่เคยคิดเช่นกันว่าพวกเขาจะไม่ละความพยายามที่จะสังหารข้าให้ตายถึงเพียงนี้”
แต่ตอนนี้พูดไปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว
หวังจิ่นเอ่ยถามหยั่งเชิง “จากความเข้าใจที่ใต้เท้าซ่งมีต่อฉินฮูหยิน ท่านคิดว่าคืนนี้นางจะมาลอบสังหารข้าหรือไม่”
ซ่งจางส่ายศีรษะ “คงไม่หรอกขอรับ แต่ว่า…”
หวังจิ่นเพิ่งจะผ่อนลมหายใจไปได้นิดหนึ่งก็ถูกซ่งจางทำให้ใจโหวงขึ้นมาอีกครั้ง เขาถามอย่างกระวนกระวายว่า “แต่ว่าอะไรหรือ”
ซ่งจางมองหวังจิ่นอย่างเห็นใจ “แต่ว่าน้ำใจครั้งนี้เกรงว่าท่านคงจะชดใช้ได้ไม่ง่ายนัก เท่าที่ข้ารู้จัก นางเป็นคนที่หากมีความแค้นก็จะชำระทันที หากมีโทสะก็จะระบายออกมาทันที แต่ครั้งนี้นางกลับอดทนไว้ แสดงว่าสิ่งที่นางวางแผนไว้ในอนาคตย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยธรรมดาเลย”
เมื่อหวังจิ่นได้ยินดังนั้น เขากลับรู้สึกวางใจลงจริงๆ ตอนนี้เขาไม่กลัวว่านางจะมีแผนการอะไร เขากลัวแค่ว่านางจะทนความโกรธนี้ไม่ไหวแล้วตนเองจะต้องมาตายอย่างอนาถในคืนนี้!
“เช่นนี้ก็ดีแล้ว เช่นนี้ก็ดีแล้ว…” หวังจิ่นตบอกพึมพำ ไม่กล้าหันกลับไปมองห้องเก็บศพอีกแม้แต่แวบเดียว
เขาเองก็เคยเป็นยอดฝีมือในหมู่ยอดฝีมือมาก่อน แต่วันนี้เพิ่งจะรู้ว่าอะไรคือ ‘เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน’ ภูเขาลูกนี้สูงแล้วยังมีภูเขาที่สูงกว่า!
“พี่ซ่ง!”
ขณะที่ทั้งสองคนกลับมาถึงจวนตระกูลซ่งและเตรียมจะแยกย้ายกลับห้องไปนอน หวังจิ่นก็เรียกซ่งจางไว้ทันที
คำว่าพี่ซ่งคำเดียวทำเอาซ่งจางเหงื่อกาฬแตกพลั่ก จะวิ่งหนีไปเลยก็ไม่ดี ได้แต่ฝืนข่มความตื่นตระหนกแล้วหันกลับมา “ใต้เท้ายังมีธุระอะไรอีกหรือขอรับ”
หวังจิ่นเอ่ยชวนอย่างกระตือรือร้น “ข้ากลัวความมืด พอมาถึงที่ที่ไม่คุ้นเคยอาการนี้ก็ยิ่งกำเริบหนัก คืนนี้ขอนอนห้องเดียวกับพี่ซ่งได้หรือไม่”
ซ่งจางเข้าใจในทันที นี่คือกลัวว่าฉินเหยาจะมาเด็ดหัวเอาตอนกลางดึกสินะ
เขาคิดในใจ ใต้เท้า ถ้ารู้ว่าจะเป็นเช่นนี้แล้วทำอย่างนั้นไปตั้งแต่แรกทำไม
ทว่าก็ยังต้องรักษาหน้าเขาเอาไว้ ซ่งจางจึงจำใจตอบตกลง
แต่การนอนเตียงเดียวกันนั้นเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ทำได้เพียงนอนห้องเดียวกัน โดยใต้เท้าหวังนอนบนพื้น ส่วนเขานอนบนเตียง
…
ยามค่ำคืนของอำเภอไม่ได้คึกคักและเจริญรุ่งเรืองเท่ากับเมืองหลวงของมณฑล ขณะนี้เพิ่งจะยามไฮ่ (สามทุ่ม) ร้านรวงต่างๆ ก็ปิดหมดแล้ว ชาวบ้านต่างก็พากันไปเข้าเฝ้าเง็กเซียนนานแล้ว
หลิวจี้นอนอยู่บนที่นอนประจำตัวของเขาบนพื้น พลิกไปพลิกมาอย่างไรก็นอนไม่หลับ เขาค่อยๆ ลุกขึ้นแอบมองไปทางเตียงแล้วดีใจอย่างยิ่ง เมียจ๋าก็ยังไม่ได้นอน!
เขารีบขยับเข้าไปใกล้ วางสองมือบนขอบเตียง เอาศีรษะวางบนหลังมือ เอียงคอยิ้มแล้วถามว่า “เมียจ๋า เจ้าก็นอนไม่หลับหรือ”
ตอนนี้พอหลิวจี้หลับตาลง ตรงหน้าก็จะมีแต่ภาพศีรษะคนที่กองเป็นภูเขา เห็นได้ชัดว่าเขากำลังเครียดจากเหตุการณ์ฆ่าฟันเมื่อตอนกลางวัน
ฉินเหยาครางรับทีหนึ่ง แต่ที่นางนอนไม่หลับไม่ใช่เพราะเรื่องการฆ่าฟัน
นางกำลังทบทวนรายละเอียดก่อนและหลังที่ถูกหวังจิ่นหักหลังในวันนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห ยิ่งโมโหก็ยิ่งคิด เอาล่ะ คราวนี้ไม่ต้องนอนกันพอดี!
หลิวจี้ถามอย่างไม่พอใจ “เมียจ๋า เรื่องนี้พวกเราจะทนไปอย่างนี้จริงๆ หรือ หากไม่ใช่เพราะเมียจ๋ามียอดวิชาไร้เทียมทาน วันนี้อันตรายถึงเพียงนั้น พวกเราสามคนคงกลายเป็นศพตัวเย็นชืดไปแล้ว!”
ฉินเหยาไม่พูดอะไร ทว่าความคิดที่สับสนวุ่นวายกลับหยุดลง
หลิวจี้พูดต่ออย่างขุ่นเคือง “ไอ้ขุนนางชั่วนี่ ไม่เห็นชีวิตของชาวบ้านอย่างพวกเราอยู่ในสายตาเลย ถ้ารู้แต่แรก ปล่อยให้เขาถูกนักฆ่าพวกนั้นฆ่าตายเสียก็ดี!”
“ระวังคำพูดด้วย” ฉินเหยาส่ายศีรษะ “ในเมื่อติดค้างหนี้น้ำใจกันแล้ว เรื่องนี้ก็อย่าพูดถึงอีก”
“ต่อให้ฆ่าเขาได้จริงๆ ก็เป็นเพียงการระบายความโกรธเท่านั้น จะมีประโยชน์อะไรกับพวกเราหรือ การกระทำเพื่อความสะใจชั่ววูบเช่นนี้มีความหมายใดกัน การสังหารขุนนางราชสำนักจะนำมาซึ่งภัยล้างตระกูล ไม่คุ้มค่าเลย”
คำพูดเหล่านี้ของฉินเหยา ไม่เหมือนพูดให้หลิวจี้ฟังกลับเหมือนพูดให้ตัวเองฟังเสียมากกว่า
“บัณฑิต ชาวนา ช่างฝีมือ พ่อค้า…การเป็นขุนนาง…ดูเหมือนจะยิ่งใหญ่จริงๆ”
ภายในห้องพักแขกอันมืดสลัว ได้ยินเพียงเสียงฉินเหยาพึมพำกับตนเองเช่นนี้
หลิวจี้ที่นอนฟุบอยู่ข้างเตียงพลันเงยหน้าขึ้น ดวงตาดอกท้อคู่นั้นจริงจังเป็นพิเศษ “เมียจ๋า รอข้าได้เป็นขุนนางใหญ่เมื่อใด เรื่องแรกที่จะทำก็คือตัดหัวหวังจิ่นมาให้เจ้าเตะเล่น!”
“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ ข้าไม่ใช่คนวิปริตเสียหน่อย” ฉินเหยาตบฉาดหนึ่ง “ไปนอนได้แล้ว!”
หลิวจี้รีบล้มตัวลงนอน หลบได้อย่างพอดิบพอดี
ทว่าเงียบยังไม่ทันได้ถึงสามวินาที เขาก็ยื่นศีรษะขึ้นมาอีกครั้ง “เมียจ๋า ตอนนี้เจ้าอารมณ์ดีขึ้นบ้างแล้วหรือยัง”
ฉินเหยา “…”
เมื่อไม่ได้รับการตอบกลับ ใครบางคนก็เอาแต่ร้องเรียก “เมียจ๋า เมียจ๋า” ไม่หยุดราวกับสวดมนต์จนฉินเหยาที่รำคาญคว้าหมอนขว้างใส่เขา “หุบปากแล้วนอนไปเลย!”
หลิวจี้ “โอ้~”
เขานำหมอนที่ลอยมาหนุนไว้ใต้ศีรษะ ซบใบหน้าลงไปแล้วสูดดมเบาๆ ทีหนึ่ง กลิ่นหอมประหลาดทำใจสั่นไหวไปพักหนึ่ง จากนั้นจึงผล็อยหลับไป