ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 509 หน้าหนาไร้ยางอาย
ตอนที่ 509 หน้าหนาไร้ยางอาย
ถึงแม้เอ้อร์หลางจะยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าจะไปสำนักศึกษา แต่ฉินเหยาก็ยังคงลาหยุดให้เขากับซื่อเหนียงสองวัน
หลังจากส่งจินฮวาจินเป่า ต้าหลางและซานหลางเข้าสำนักศึกษาแล้วก็พาเอ้อร์หลางกับซื่อเหนียงที่อาการดีขึ้นมากแล้วขับรถมุ่งหน้าไปยังอำเภอต่อไป
ในรถมีคนตายอยู่ สำหรับเอ้อร์หลางและซื่อเหนียงแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย เพราะสภาพศพนั้นดูสงบมาก
แต่วิธีการเช่นนี้ไม่ใช่วิธีการที่ท่านแม่ทำยามปกติ เอ้อร์หลางนึกสงสัยว่าเป็นเพราะเห็นแก่พวกเขาสี่พี่น้อง ท่านแม่จึงเหลือศพที่ครบสมบูรณ์ไว้เช่นนี้
กลับเป็นหวังอู่ที่ยังมีชีวิตอยู่ต่างหากที่ทำให้คนรู้สึกหวาดกลัวมากกว่า
แต่เมื่อมีบทเรียนจากจางซานเป็นตัวอย่างแล้ว ตลอดทางเอ้อร์หลางและซื่อเหนียงจึงไม่ได้แสดงความสงสัยที่ไม่จำเป็นออกมาอีกแม้แต่น้อย
คนหนึ่งเกาะติดอยู่บนหลังของท่านแม่ นั่งอย่างเรียบร้อย
อีกคนหนึ่งหยิบหนังสือออกมาอ่าน
ตามหลักแล้วสายลับที่ไม่คิดจะหนีนั้นไม่ใช่สายลับที่ดี ดังนั้นการจะบอกว่าหวังอู่ไม่คิดจะหนีนั้นเป็นไปไม่ได้เลย
เพียงแต่เด็กเหลือขอสองคนในรถไม่ได้สร้างโอกาสหนีให้เขาอีกต่อไป หลังจากเรื่องของจางซาน ฉินเหยาก็ช่วยยัดฟางข้าวในปากของเขาให้แน่นขึ้นอีกครั้ง แน่นเสียจนหายใจยังลำบาก
หวังอู่พยายามหาโอกาสหนีตลอดทาง แต่น่าเสียดายที่จนกระทั่งถึงที่ว่าการอำเภอ เขาก็ยังหาโอกาสที่เหมาะสมไม่ได้
ตอนนี้ ทำได้เพียงภาวนาให้เบื้องบนสังเกตเห็นความผิดปกติแล้วมาช่วยเท่านั้น
ฉินเหยาให้สองพี่น้องรออยู่ที่หน้าประตูจวนที่ว่าการอำเภอ ถีบหวังอู่เข้าไปในประตูใหญ่แล้วจึงกลับไปแบกจางซานที่ตายจนตัวแข็งทื่อแล้วจากรถ เดินก้าวยาวๆ เข้าไป
เหล่าเจ้าหน้าที่ของทางการในที่ว่าการอำเภอเพียงแค่ตกใจเล็กน้อยแล้วก็เผยสีหน้าเป็นปกติออกมา
เพราะความสามารถในการจับโจรของฉินเหนียงจื่อนั้นเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งอำเภอ การแบกคนตายอะไรทำนองนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรแล้ว
รองนายอำเภอได้รับข่าวก็รีบมา พอดีกับที่ฉินเหยาโยนร่างของจางซานลงจากบ่าเสียงดังตึง ร่างนั้นไม่เอนไม่เอียง ขวางอยู่ตรงหน้าของเขาพอดี
“เฮือก” รองนายอำเภอสูดหายใจเข้าลึก รีบถอยหลังไปก้าวใหญ่แล้วจึงมีอารมณ์ไปมองหวังอู่ที่ถูกมัดไว้อย่างแน่นหนาอีกคน “ผู้ใหญ่บ้านฉิน นี่มันเรื่องอะไรกันอีกแล้วขอรับ”
ฉินเหยากลับไม่ตอบ กวาดสายตามองไปรอบๆ ขมวดคิ้วแล้วถาม “ใต้เท้าซ่งไม่อยู่อีกแล้วหรือ แล้วท่านผู้ตรวจการแผ่นดินเล่า ไม่อยู่เหมือนกันหรือ”
สายตาที่เฉียบคมราวกับจะทะลุผ่านกำแพงหนาของห้องโถงทำให้คนสองคนที่ยืนอยู่หลังกำแพงตกใจจนเหงื่อท่วมตัว
ซ่งจางเช็ดหยาดเหงื่อบนหน้าผาก ลองเสนอขึ้นว่า “ใต้เท้าไปพบนางสักหน่อยดีหรือไม่ขอรับ”
หวังจิ่นแสร้งทำเป็นสุขุมแล้วโบกมือ “ไม่ต้องแล้ว ข้าย่อมต้องรักษาสัญญา คืนความสงบสุขให้นาง”
เขาพยักเพยิดคางไปทางซ่งจาง “คนสองคนที่ส่งมานี้ เจ้าก็ไปจัดการเสีย อ้อ คนที่ยังมีชีวิตอยู่ให้เก็บไว้ก่อน บางทีอาจจะสอบถามอะไรที่มีประโยชน์ออกมาได้บ้าง”
“เช่นนั้น…” ซ่งจางเอ่ยอย่างลำบากใจเล็กน้อย “เรื่องที่จะขอให้นางช่วยยังจะทำอยู่หรือไม่ขอรับ”
ช่วงนี้ เรื่องราวดำเนินไปค่อนข้างราบรื่น หลักฐานสำคัญเขากับหวังจิ่นก็ได้มาไว้ในมือแล้ว
เพียงแต่ว่าอำนาจของหวังจิ่นนั้นทำได้เพียงจัดการกับจ้าวต๋าคนเดียวเท่านั้น ส่วนคนที่อยู่เบื้องหลังจ้าวต๋าเกี่ยวข้องกับสมาชิกภายในราชวงศ์ เขาจึงไม่กล้าตัดสินใจโดยพลการ
ดังนั้น หวังจิ่นจึงต้องนำหลักฐานความผิดที่อยู่ในมือตอนนี้กลับเมืองหลวงทันที ทูลถวายให้เบื้องบนทรงทราบเพื่อให้ฮ่องเต้ทรงตัดสิน
นี่ไม่ใช่เรื่องยาก แต่คนที่หวังจิ่นทิ้งไว้นอกจังหวัดจื่อจิงล้วนถูกฆ่าตายหมดแล้ว
ตอนนี้เขาต้องกลับเมืองหลวงตัวคนเดียว จะมีชีวิตรอดออกจากจังหวัดจื่อจิงได้หรือไม่ยังไม่รู้เลย
แต่เบื้องหลังหวังจิ่นก็มีผู้มีอำนาจสนับสนุนอยู่และได้ส่งคนมาแล้ว เขาเพียงแค่ต้องไปถึงท่าเรือของจังหวัดจื่อจิงเพื่อสมทบกับพวกเขาก็พอ
แต่ว่า!
ฝั่งซ่งจางมีเพียงผู้คุ้มกันส่วนตัวและเจ้าหน้าที่ของทางการไม่กี่คน จะให้พวกเขาไปต่อสู้กับนักฆ่ามืออาชีพนั้น คงสู้ไม่ได้แน่
อีกทั้งอำเภอไคหยางก็มีทหารอยู่เพียงไม่กี่คน เสียไปครึ่งหนึ่งเขาก็ใจจะขาดแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคุ้มกันหวังจิ่นที่ต้องมีคนตายอย่างแน่นอน ซ่งจางเองก็ไม่อาจผ่านด่านมโนธรรมในใจของตนเองนี้ไปได้
ดังนั้นซ่งจางจึงเสนอว่า “ใต้เท้ามีวรยุทธ์สูงส่ง เดินทางปลอมตัวไปคนเดียวย่อมง่ายกว่าพาคนไปด้วย เดินทางไปถึงจังหวัดจื่อจิงก็น่าจะราบรื่นไม่มีปัญหา”
หวังจิ่นเอ่ย “ข้อเสนอแนะของเจ้าดีมาก แต่คราวหน้าไม่ต้องเสนออีก”
“ข้าต้องการคนช่วยถือสัมภาระ” นี่เป็นข้อเรียกร้องเพียงอย่างเดียวของหวังจิ่นที่ยอมลดลงมา
สัมภาระนี้ก็คือหลักฐานที่เขากับซ่งจางรวบรวมมาด้วยกัน จะต้องนำกลับไปยังเมืองหลวง ให้ฮ่องเต้ทอดพระเนตรจึงจะมีความน่าเชื่อถือเพียงพอ
สัมภาระหนักอึ้ง ส่วนเขาก็ไม่ใช่คนมีพละกำลังมหาศาล เดินทางคนเดียว หากปกป้องสัมภาระก็ไม่อาจปกป้องตนเองได้ หากปกป้องตนเองได้ก็ไม่อาจปกป้องสัมภาระได้
ด้วยเหตุนี้ซ่งจางจึงเอ่ยถึงเรื่องขอให้ฉินเหยาช่วย
แน่นอนว่า ระหว่างหน้าตาและศีรษะนั้น หวังจิ่นยังคงลังเลอยู่
ในตอนนี้เมื่อเห็นว่าฉินเหยามาที่ว่าการอำเภอก่อน ซ่งจางจึงคิดว่าหากตอนนี้ยังไม่พูด เกรงว่าหลังจากนี้คงไม่มีโอกาสได้พูดแล้ว
การทำให้คนผิดหวังอยู่เสมอนั้นไม่ใช่เรื่องดีเลย
ถึงแม้หวังจิ่นจะจัดการกับผู้บังคับบัญชาของสายลับสองคนนั้น รวมถึงผู้บังคับบัญชาของผู้บังคับบัญชาไปแล้ว แต่ฉินเหยายังไม่รู้นี่!
เรื่องที่ไม่รู้ ใครเล่าจะซาบซึ้งในบุญคุณของท่านได้
ที่สำคัญที่สุดคือ ซ่งจางรู้สึกว่าหากครั้งนี้ตนเองยังคงหลบซ่อนไม่ยอมปรากฏตัว เกรงว่าประตูใหญ่ของหมู่บ้านตระกูลหลิวจะปิดตายสำหรับเขาอย่างถาวร
พอหวังจิ่นไปแล้ว กองเรื่องวุ่นวายที่ทิ้งไว้นี้ก็ยังต้องให้เขามาจัดการเอง หากไม่มีฉินเหยาคอยช่วยเหลือ… ซ่งจางลูบต้นคอด้านหลังของตนเอง รู้สึกเย็นวาบขึ้นมา
“ช่วงนี้ว่าไปแล้วพวกเรายังต้องขอบคุณผู้ใหญ่บ้านฉิน หากไม่ใช่นางที่ดึงดูดความสนใจส่วนใหญ่ของอีกฝ่ายไป พวกเราก็คงทำเรื่องสำเร็จได้ยาก” ซ่งจางเตือนอย่างจริงจัง
การที่นักฆ่าฝีมือดีสามสิบคนถูกกวาดล้างจนหมดเกลี้ยงนั้น เพียงพอที่จะทำให้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเกิดความหวาดระแวงต่อฉินเหยาอย่างลึกซึ้ง
เขากับหวังจิ่นย่อมรู้ดีว่าฉินเหยาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แต่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังกลับไม่รู้
เพราะในสายตาของคนนอก สิ่งที่ฉินเหยาทำล้วนเป็นการช่วยพวกเขาทั้งสองคน
ดังนั้นอีกฝ่ายจึงมุ่งความสนใจส่วนใหญ่ไปที่ฉินเหยา จับตาดูการเคลื่อนไหวทุกฝีก้าวของนาง นั่นกลับทำให้เขากับหวังจิ่นหาช่องโหว่ได้ไม่น้อย
นี่ก็เป็นสาเหตุที่หวังจิ่นยังคงไม่ไปจัดการกับสายลับสองคนนั้นที่หมู่บ้านตระกูลหลิวเสียที
ซ่งจางกล่าวว่า “ใต้เท้า คนเราก็ควรมียางอายกันบ้าง ผู้ใหญ่บ้านฉินไม่ใช่คนโง่ ไม่นานก็คงคิดได้ว่าท่านใช้ประโยชน์จากนางอีกแล้ว…”
หวังจิ่นยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ซ่งจางหยุดพูด “ข้าไม่ใช่คนหน้าหนาไร้ยางอายเช่นนั้น”
ซ่งจางยิ้มอย่างมีเลศนัย ในใจคิดว่า ‘ข้าน้อยไม่เคยเห็นผู้ใดหน้าหนาไร้ยางอายเท่าท่านมาก่อน!’
ที่ห้องโถงด้านหน้า ฉินเหยาเอ่ยเล่าสถานการณ์ด้วยท่าทีจริงจังแต่ใจความแสนเหลวไหลให้รองนายอำเภอฟังเสร็จแล้วก็กำลังจะจากไป
อย่างไรเสียคนสองคนที่ซ่อนอยู่ข้างหลังก็รู้ดีว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรจึงไม่จำเป็นต้องทำตามขั้นตอนปกติก็ได้
“ผู้ใหญ่บ้านฉินโปรดอยู่ก่อน”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น หันกลับไปมอง หวังจิ่นและซ่งจางสองคนสวมชุดลำลองเดินออกมาจากด้านหลังโถงใหญ่
ซ่งจางยิ้มให้นางอย่างเป็นมิตร ฉินเหยายิ้มตอบจางๆ
แต่รอยยิ้มนั้นพอหันไปทางหวังจิ่นก็จางหายไปทันที นางทำความเคารพอย่างสุภาพยิ่งนัก “ใต้เท้าหวัง”
นางยืดกายขึ้นแล้วมองเขาอย่างลึกล้ำคราหนึ่ง สายตาสื่อนัยว่า ‘มีลมก็รีบผาย มารดาผู้นี้ไม่มีความอดทนนักหรอกนะ’
“แค่กๆ!” หวังจิ่นกำหมัดจรดริมฝีปากแล้วไอออกมาอย่างกระอักกระอ่วนสองครั้งพลางส่งสายตาให้ซ่งจางไม่หยุด
ซ่งจางแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น เขาเดินไปข้างหน้ามองออกไปนอกประตูใหญ่แล้วเอ่ยถามด้วยความห่วงใยว่า “วันนี้เด็กๆ ไม่ไปสำนักศึกษาหรือ”
ฉินเหยาชี้ไปที่จางซานที่นอนอยู่บนพื้น “ระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อย เด็กๆ ตกใจก็เลยว่าจะพาพวกเขากลับบ้านไปพักผ่อนสักสองวัน”