ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 508 ใจที่ยำเกรง
ตอนที่ 508 ใจที่ยำเกรง
เมื่อเห็นฉินเหยาปรากฏตัวก็นึกถึงความเหี้ยมโหดของนาง ในใจของจางซานหวาดกลัวขึ้นมาทันที รีบจับคอของเด็กทั้งสองคนไว้แน่นแล้วตวาดเสียงดัง
“อย่าเข้ามา! ไม่อย่างนั้นข้าจะบีบคอพวกเขาให้ตายเดี๋ยวนี้!”
สีหน้าของเด็กน้อยทั้งสองคนซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด
ฉินเหยาขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ ระเบิดพลังออกมาทันที สองมือพุ่งเข้าหาศีรษะของจางซานราวกับสายฟ้า ในชั่วพริบตาที่ทุกคนยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ได้ยินเสียง “กร๊อบ” ดังขึ้น ศีรษะของจางซานบิดเบี้ยวไปอย่างแปลกประหลาด สิ้นลมหายใจไป
มือที่บีบคอเอ้อร์หลางและซื่อเหนียงเอาไว้ร่วงตกลงมาอย่างไร้เรี่ยวแรง
อากาศไหลเข้าสู่โพรงจมูกอีกครั้ง ร่างของเอ้อร์หลางและซื่อเหนียงอ่อนระทวยล้มลงบนพื้นห้องโดยสารรถม้าพลางหายใจหอบอย่างแรง
ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเสียใจที่ตนเองไม่รู้จักยำเกรงอันตรายหรือเป็นเพราะหวาดกลัวต่อความตายที่มาเยือน พวกเขาจึงเอาแต่ร้องไห้เงียบๆ น้ำมูกน้ำตาไหลออกมาหมด
ซื่อเหนียงมีปฏิกิริยารุนแรง นางเริ่มอาเจียนแห้งๆ ออกมา ต้าหลางผลักหวังอู่ที่ทับอยู่บนร่างออกไป คิดจะเข้าไปปลอบนางแต่กลับถูกสายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งของฉินเหยาตรึงไว้กับที่
“เอื้อก”
ต้าหลางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากพลางก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกซับซ้อน
ฉินเหยามองหวังอู่ที่อยู่ด้านล่างด้วยสายตาเย็นชา ดวงตาของเขาเหลือกกว้างเล็กน้อยด้วยความตกใจ เมื่อรู้สึกได้ว่านางกำลังมองตนอยู่ก็หนาวสะท้านไปทั้งร่าง
หากไม่ได้เห็นกับตาตนเอง เขาคงไม่เชื่อว่าบนโลกนี้จะมีคนลงมือได้รวดเร็วถึงเพียงนี้อยู่ด้วย
เร็วเสียจนเกินกว่าที่คนธรรมดาจะตอบสนองได้ทัน นี่ยังเป็นคนอยู่หรือไม่
นางคือนางมารฆ่าคนที่พร้อมจะคลุ้มคลั่งได้ทุกเมื่อชัดๆ!
“อื้อๆๆ!” หวังอู่ดิ้นรนอย่างรุนแรง แต่เพราะมือเท้าถูกมัดเอาไว้ เขาจึงเคลื่อนตัวหนีออกไปนอกห้องโดยสารรถม้าราวกับหนอน
ใกล้จะถึงเวลาเข้าเรียนแล้ว ฉินเหยาไม่มีเวลาจะมาเสียไปกับเขา นางจึงเตะเขาเข้าไปยังมุมในสุดของตัวรถม้า ให้อยู่กับจางซานที่ตายไปแล้ว
“เจ้าอยู่นิ่งๆ จะดีกว่า ไปถึงที่ว่าการอำเภอบางทีอาจจะยังมีทางรอด”
ฉินเหยากล่าวเสียงกร้าว “เดิมทีข้าไม่ได้ต้องการชีวิตของพวกเจ้า แต่น่าเสียดายที่เพื่อนของเจ้าทำในสิ่งที่ไม่ควรทำที่สุด กล้าลงมือสังหารเด็ก ข้าก็จะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป!”
“เจ้าเองก็ควรจะดูสถานการณ์ให้ออกเสียบ้าง”
นางเหลือบมองหวังอู่อย่างเย็นชา เมื่อเห็นว่าในที่สุดเขาก็สงบลง ฉินเหยาจึงอุ้มซานหลางเข้าไปในห้องโดยสารรถม้าแล้วจัดให้จินฮวาจินเป่านั่งบนคานลากรถม้าแล้วกำชับเด็กทั้งสองว่า “อย่ามองเข้าไปในรถ ไม่อย่างนั้นผลที่ตามมาก็รับผิดชอบเอาเองนะ”
บนใบหน้าของนางมีรอยยิ้มจางๆ แต่กลับดูน่าขนลุก จินฮวาจินเป่ากลืนน้ำลายอย่างประหม่า นั่งนิ่งอยู่บนคานลากรถม้า ไม่กล้าหันกลับไปมองเลยแม้แต่น้อย
ส่วนเรื่องที่มีคนตายเพิ่มขึ้นมาในห้องโดยสารรถม้านั้น หากมองไม่เห็นเขาก็ไม่มีตัวตน ใช่แล้ว ก็คือไม่มีตัวตน!
รถม้าเคลื่อนที่อีกครั้ง ในตัวรถม้าเงียบสงัดอย่างน่าประหลาดหนึ่งเค่อเต็มๆ จากนั้นจึงมีเสียงไอที่กลั้นไว้ไม่อยู่ดังขึ้นสองสามครั้ง
ซื่อเหนียงและเอ้อร์หลางซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของพี่ใหญ่ ซานหลางใช้มือตบหลังน้องสาวอย่างน่าสงสารอยู่ข้างๆ พี่น้อง ครั้งนี้พวกเขาอยู่ห่างจากจางซานและหวังอู่ไกลมาก พวกเขาเบียดชิดอยู่ตรงขอบประตูรถพร้อมที่จะกระโดดลงจากรถได้ทุกเมื่อ
ต้าหลางจ้องเขม็งไปที่หวังอู่ ไม่กล้าประมาทอีกต่อไป เพียงแค่หวังอู่ขยับตัวเล็กน้อย เขาก็จะยืดตัวตรงทันที แสดงท่าทีเตรียมพร้อมป้องกันออกมา
ปกติแล้วเอ้อร์หลางเป็นคนที่ดูเหมือนจะเฉยชาที่สุดในบรรดาสี่พี่น้อง อารมณ์ดีใจหรือเสียใจสุดขีดแทบจะไม่ปรากฏบนใบหน้าของเขาเลย
แต่วันนี้หลังจากได้เดินผ่านหน้าตำหนักยมบาลมาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนี้เขาจึงกำลังซบหน้าอยู่บนไหล่ของพี่ใหญ่ ร้องไห้หนักยิ่งกว่าซื่อเหนียงเสียอีก
ซื่อเหนียงอดกลั้นมานาน ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว ยิ่งคิดก็ยิ่งน้อยใจจึงไม่กลั้นเสียงไว้อีกต่อไป นางร้องไห้โฮออกมาทันที
นอกรถ ฉินเหยาได้ยินเสียงร้องไห้ดังลั่นนี้ ในใจก็รู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก หันกลับไปมองที่ห้องโดยสารรถม้าแวบหนึ่ง เด็กหญิงตัวน้อยรู้สึกได้ เสียงร้องไห้จึงยิ่งดังขึ้นกว่าเดิม
ถึงแม้จะไม่ได้พูดออกมา แต่ก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการให้กอดให้ปลอบ
ฉินเหยาเปลี่ยนท่านั่ง ไม่สนใจนางอีก ต้องทิ้งความทรงจำอันลึกซึ้งไว้ให้พวกเขาเสียหน่อยจึงจะดี
เสียงร้องไห้ของเด็กหญิงตัวน้อยนั้นช่างโหยหวนบาดใจ หวังอู่ที่ขดตัวอยู่คนเดียวในมุมรถม้ายังอดที่จะสงสารนางไม่ได้
แต่พอมองไปยังฉินเหยาที่กำลังขับรถม้าอยู่และทำท่าเหมือนกับไม่ได้ยินอย่างไรอย่างนั้น ไม่เสียแรงที่เป็นแม่เลี้ยง ช่างใจร้ายใจดำเสียจริง!
ซื่อเหนียงร้องไห้จนเสียงแห้งไปสักพัก เมื่อเห็นว่าท่านแม่ไม่มีทีท่าว่าจะมาอุ้มตน ริมฝีปากก็เบะลงและหยุดร้องไห้ไป
ภูเขาไม่มาหาข้า ข้าก็จะไปหาภูเขาเอง!
ฉินเหยารู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวเล็กน้อยจากทางด้านหลัง วินาทีต่อมา เสื้อผ้าด้านหลังของนางก็ถูกมือเล็กๆ ดึงไว้ แถมยังเขย่าอย่างเอาใจอีกด้วย
“ท่านแม่ ข้ากลัว…”
เสียงที่เจือสะอื้นนั้นอ่อนหวาน ฟังแล้วใจอ่อนยวบ
ฉินเหยากระแอมเสียงต่ำ สลัดไหล่เป็นเชิงให้นางปล่อยมือ
ซื่อเหนียงไม่ยอม ยังคงจับเอาไว้แน่น แถมยังจะปีนขึ้นมาอีก นางเอื้อมแขนไปกอดคอท่านแม่ไว้ ร่างเล็กๆ เกาะติดอยู่บนหลังของนางเหมือนปลาหมึกยักษ์
นางเอียงศีรษะ แก้มที่เปื้อนคราบน้ำตาถูไถกับแก้มของฉินเหยา “ท่านแม่ ข้ารู้ว่าข้าผิดไปแล้ว…”
เด็กหญิงตัวน้อยเดิมทีไม่อยากร้องไห้แล้ว ไม่คิดว่ายังพูดไม่ทันจบประโยค น้ำตาก็ไหลออกมา
ศีรษะเล็กๆ เอาแต่ซุกไซร้ซอกคอของฉินเหยา สะอึกสะอื้นไปพลางพูดไปพลาง “กอดหน่อยสิ… ท่านแม่กอดข้าหน่อยสิ…”
ฉินเหยาถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย แบบนี้ใครจะไปทนไหว!
ใบหน้าที่แกล้งทำเป็นเคร่งขรึมนั้นเผยให้เห็นรอยร้าวเล็กน้อย มือซ้ายที่ไม่ได้ถือแส้เอื้อมไปทางด้านหลังแล้วกอดก้อนเนื้อบนหลังเอาไว้ “เอาล่ะๆ กลับไปนั่งก่อน ใกล้จะถึงสำนักศึกษาแล้ว”
ซื่อเหนียงส่ายหน้า ไม่ยอมกลับไปนั่ง ปีนอยู่บนหลังของท่านแม่ กอดคอของนางไว้แล้วพูดอย่างน่าสงสารว่า “ท่านแม่ เจ็บหน้าอก”
สีหน้าเคร่งขรึมบนใบหน้าของฉินเหยาพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง นางตอบอย่างปวดใจว่า “เดี๋ยวจะลาหยุดให้เจ้ากับเอ้อร์หลาง กลับบ้านไปพักผ่อนสักสองวันก็คงดีขึ้น”
เอ้อร์หลางที่ยังคงซบหน้าอยู่บนไหล่ของพี่ใหญ่และร้องไห้อย่างหนัก พอได้ยินเข้าก็ชะงักไปทันที ไม่ต้องไปสำนักศึกษาหรือ
นั่นไม่ได้เด็ดขาด!
ถ้าหากเรียนไม่ทันจะทำอย่างไร!
เอ้อร์หลางเช็ดน้ำตาบนใบหน้าจนแห้งแล้วพูดเสียงแหบว่า “ท่านแม่ ข้าไม่เป็นไร ข้ายังไปสำนักศึกษาได้!”
ซานหลางมองเขาอย่างตกตะลึง “พี่รองท่านบ้าไปแล้วหรือ”
ไม่ต้องไปสำนักศึกษา เขากลับปฏิเสธ นี่มันใช่เรื่องที่คนทำกันหรือ
“ท่านแม่ พี่รองไม่อยากลา ท่านก็ลาให้ข้าเถอะ ข้าก็เจ็บหน้าอกอึดอัดเหมือนกัน ต้องพักผ่อนสองวันถึงจะดีขึ้น” ซานหลางขยับเข้ามาใกล้พลางเสนอตัวเองอย่างจริงใจ
ฉินเหยาหันกลับไปมองอย่างเย็นชา “ข้าดูแล้วเจ้าก็สบายดีทุกอย่างนี่ เจ้าแน่ใจนะว่าเจ้าอึดอัดที่หน้าอกน่ะ”
“…ไม่อึดอัดแล้วขอรับ” ซานหลางลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วถอยกลับไปอย่างร้อนตัว
ฉินเหยามองไปยังต้าหลางที่กัดฟันแน่นโดยไม่รู้ตัว เอ่ยถามอย่างเย็นชา “เจ้าเป็นอะไรหรือไม่”
ต้าหลางส่ายหน้าแล้วจึงคลายกรามที่เผลอกัดแน่นจนกระตุกเกร็งออก
ฉินเหยาถามสี่พี่น้อง “ครั้งนี้รู้หรือยังว่าต้องกลัว”
ศีรษะเล็กๆ บนหลังพยักหน้าอย่างแรง “กลัวเจ้าค่ะ”
ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซานหลางที่เหลือก็รีบพยักหน้า ในดวงตาเผยให้เห็นถึงความหวาดกลัว
ฉินเหยาเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวว่า “ไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนและเรื่องราวใดๆ ที่ตนเองไม่รู้จัก จะต้องมีความยำเกรงอยู่เสมอ จำได้หรือไม่”
สี่พี่น้องตอบพร้อมกัน “จำได้แล้วขอรับ/เจ้าค่ะ!”
เอ้อร์หลางลูบคอของตนเองพลางคิดอย่างขมขื่นว่าชั่วชีวิตนี้เขาคงยากที่จะลืมได้
ต่อไปหากมีคนถามเขาว่าความตายรู้สึกอย่างไร เขาคงจะตอบได้แล้ว
การขาดอากาศหายใจ ทุกอย่างพลันเงียบงัน ประสาทสัมผัสทั้งหมดหายไป โลกกำลังถอยห่างออกจากตัวอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความหนาวเย็นและความกลัวอันไร้ที่สิ้นสุด
แค่เพียงนึกย้อนกลับไป เอ้อร์หลางก็อดไม่ได้ที่จะอยากร้องไห้
แต่กลัวว่าท่านแม่จะเห็นเข้าจึงรีบเช็ดน้ำตาให้แห้งแล้วเบียดตัวเข้าหาพี่น้องสองคนเพื่อหาความอบอุ่น