ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 514 ทุ่มเทกับงานเกินไปแล้ว
ตอนที่ 514 ทุ่มเทกับงานเกินไปแล้ว
ในที่สุด ขณะที่หวังจิ่นใกล้จะสิ้นหวังแล้วนั้น ฉินเหยาที่เหยียบย่ำอยู่บนกองศพก็แหงนใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสดๆ แล้วตะโกนใส่เขาจากชั้นล่างว่า “รีบกระโดดลงมาเร็ว!”
ใบหน้าที่อาบด้วยเลือดดูบิดเบี้ยวอยู่ท่ามกลางแสงไฟนั้น สมควรจะน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งจึงจะถูก
แต่ในยามนี้หวังจิ่นกลับรู้สึกว่านางเป็นดั่งนางฟ้าที่จุติลงมาจากสวรรค์ สูงส่งเหนือโลกีย์และงดงามจนมิอาจหาผู้ใดเปรียบได้!
เปลวไฟลามขึ้นมาถึงชั้นสองแล้ว ควันหนาทึบลอยคละคลุ้ง หวังจิ่นถูกมัดทั้งมือและเท้า การจะกระโดดออกจากวงล้อมของเปลวไฟนั้นยากยิ่งนัก แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ทำได้เพียงเสี่ยงดูสักตั้ง
เขากระโดดถอยหลังไปหนึ่งก้าว จากนั้นโคจรพลังรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดไว้ที่เท้าทั้งสองข้าง เขย่งปลายเท้ากระโจนขึ้นพุ่งศีรษะออกไปนอกหน้าต่าง ร่างกายเขาโค้งเป็นเส้นสายอยู่ในอากาศราวกับนักกีฬากระโดดน้ำจากที่สูง ก่อนจะทิ้งตัวลงไปในทะเลเพลิง
ควันหนาทึบแทรกซึมไปทุกหนทุกแห่ง ในชั่วพริบตาที่กระโดดลงมา หวังจิ่นรู้สึกเพียงว่าประสาทสัมผัสทั่วร่างถูกปกคลุมไปด้วยควันที่ร้อนระอุราวกับจะย่างเขาให้สุกทั้งเป็น
กลิ่นไหม้สารพัดชนิดทำให้รู้สึกสิ้นหวัง เปลวไฟร้อนแรงเลียร่างเขาไปครั้งหนึ่ง วินาทีต่อมาก็รู้สึกว่าตนเองตกลงไปในอ้อมกอดอันนุ่มนวล
เบื้องหน้าของเขาทุกอย่างหมุนคว้าง กลิ่นของหญ้าสดและดินโคลนนำมาซึ่งความสดชื่นราวกับว่าได้เดินทางจากทะเลเพลิงมาสู่อีกโลกหนึ่งแล้ว
ฉินเหยาอุ้มหวังจิ่นกลิ้งไปบนพื้นสามรอบ ยังไม่ทันได้ดูว่าเขาเป็นหรือตายก็ลุกขึ้นแบกเขาขึ้นบ่า จากนั้นก็ออกตัววิ่งไปอย่างบ้าคลั่ง
ได้ยินเพียงเสียง “ครืน!” ดังสนั่นมาจากด้านหลัง สถานีพักม้าทั้งหลังไม่อาจทนต่อการแผดเผาของเปลวเพลิงได้อีกต่อไป มันถล่มลงมาด้านหน้าอย่างรุนแรง
กระเบื้องที่ถล่มลงมากระเด็นไปทั่วทิศทาง ฉินเหยารู้สึกว่าน่องของตนเองพลันเจ็บแปลบขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อก้มลงดูก็เห็นกระเบื้องแหลมคมชิ้นหนึ่งกระเด็นออกมาปักเข้าที่น่องของนาง
เลือดสดๆ ไหลซึมออกมาในทันที ฉินเหยาขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดเล็กน้อยจนกระทั่งวางหวังจิ่นลงในที่ปลอดภัยข้างตัวรถม้าแล้วจึงก้มลงดึงกระเบื้องชิ้นนั้นออกมาแล้วโยนทิ้งไว้ข้างๆ
นางถือโอกาสดึงเศษผ้าที่อุดปากหวังจิ่นออกแล้วแก้เชือกที่มัดตัวเขาออก
หวังจิ่นที่กำลังจะขาดอากาศหายใจตายในที่สุดก็ได้พักหายใจ เขาจึงรีบสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเฮือกใหญ่…แต่แล้วก็เผลอสำลักจนไอออกมาไม่หยุด
“แค่กๆๆ!”
หวังจิ่นพิงตัวนั่งอยู่บนล้อรถม้า เขาไอราวกับว่าปอดจะฉีกออกเป็นเสี่ยงๆ ผ่านไปเนิ่นนานอาการถึงค่อยๆ ทุเลาลง
บนใบหน้าที่ดำทะมึนนั้นมีน้ำตาสีดำสองสายไหลลงมา ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำมองมาทางฉินเหยาอย่างซาบซึ้ง “ขอบใจมาก”
ฉินเหยาพยักหน้า ไม่ได้สนใจบาดแผลบนร่างกายของตนเอง วางธนูแขนเทวะลงแล้วยื่นกระบอกน้ำให้เขา หยิบดาบเล่มใหญ่เดินตรงไปยังสถานีพักม้าที่ไฟกำลังลุกไหม้อย่างโชติช่วงนั้น
เมื่อเจอกับนักฆ่าพลีชีพที่ยังมีลมหายใจเหลืออยู่กำลังคลานออกมา นางก็ซ้ำดาบให้รายคนจนแน่ใจว่าตายสนิท
จนกระทั่งแน่ใจว่าไม่มีภัยคุกคามใดๆ เหลืออยู่อีก นางถึงได้ลากดาบเล่มใหญ่ที่หนักร้อยจินกลับมายังข้างตัวรถม้า
เหล่าหวงตกใจเพราะเปลวไฟ มันกินหญ้าไปได้เพียงครึ่งหนึ่งก็วิ่งกลับมาแล้ว ฉินเหยาตบหัวของมันเบาๆ “ไม่เป็นไร เจ้ากินของเจ้าต่อเถอะ กินเยอะๆ กินให้อิ่ม พรุ่งนี้จะได้มีแรงเดินทาง”
เหล่าหวงถูไถไปกับฝ่ามือของนาง จากนั้นถึงได้หันหลังกลับไปหาหญ้ากินในบริเวณใกล้เคียง
ข้างสถานีพักม้ามีพื้นที่โล่งที่ถูกถางเอาไว้ ฉินเหยาจึงไม่ต้องกังวลว่าไฟจะลามมาถึง
เพียงแต่เดิมอากาศก็ร้อนอยู่แล้ว ข้างๆ ยังมีกองไฟขนาดใหญ่อีกกอง ทำเอาร้อนจนเหงื่อไหลไคลย้อย นางจึงถอดเสื้อตัวนอกออก เหลือเพียงเสื้อตัวในบางๆ ตัวเดียว
ฉินเหยานั่งลงข้างๆ หวังจิ่นแล้วถกขากางเกงขึ้นเพื่อดูบาดแผล
เศษกระเบื้องปักอยู่ลึกมาก โชคดีที่บาดแผลไม่ใหญ่
ด้วยข้อจำกัดของสถานการณ์และไม่มีอุปกรณ์ฆ่าเชื้อใดๆ ฉินเหยาจึงทำได้เพียงใช้น้ำต้มสุกที่เย็นแล้วล้างทั้งด้านในและด้านนอกให้สะอาด จากนั้นทาด้วยยาขี้ผึ้งสำหรับใช้กับบาดแผลภายนอกแล้วใช้แถบผ้าฝ้ายพันไว้ก่อน
ตลอดกระบวนการ ฉินเหยาไม่มีแม้แต่จะส่งเสียงร้องออกมาสักนิดกลับกันเป็นหวังจิ่นที่ไม่กล้าแม้แต่จะชายตามองไปทางนาง ในหูได้ยินเสียงนิ้วมือของนางที่กำลังแหวกเนื้อเพื่อล้างแผล ทำเอาเขาขนลุกไปทั้งตัว
“อาการบาดเจ็บของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” หวังจิ่นเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
ฉินเหยาตอบ “แค่ถลอกนิดหน่อย เรื่องเล็กน้อย”
เสื้อผ้าบนตัวของหวังจิ่นถูกควันรมจนดำไปแถบหนึ่ง มองไม่เห็นว่าเขาบาดเจ็บตรงไหน แต่ฉินเหยาได้กลิ่นคาวเลือดซึ่งหนักหนากว่าบาดแผลของนางมาก
หวังจิ่นพยักหน้า คิดจะให้ฉินเหยาส่งของให้เขาแล้วเขาจะจัดการเอง
อย่างไรเสียบุรุษสตรีก็มิควรใกล้ชิดกัน!
ไม่คาดคิดว่าเมื่อฉินเหยาเห็นเขาพยักหน้า นางกลับถือทั้งน้ำและยาขี้ผึ้งแล้วยื่นมือมาทางเขา ให้ตายเถอะ พอนึกถึงวิธีการพันแผลให้ตัวเองอย่างโหดเหี้ยมเมื่อครู่ของนาง หวังจิ่นก็สะดุ้งสุดตัว รีบหลบไปทางด้านหลังทันที
แต่คาดไม่ถึงว่าจะขยับแรงเกินไป บาดแผลบริเวณสะบักจึงรู้สึกเจ็บปวดมากจนเขาต้องสูดหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง เหงื่อกาฬพรั่งพรูลงมาเป็นสาย
ฉินเหยาชะงักไป วางของลงข้างมือเขา เมื่อเสร็จแล้วก็ไม่ลืมที่จะเยาะเย้ยไปประโยคหนึ่งว่า “เจ้านี่ช่างอ่อนหัดเสียจริง”
หวังจิ่นเงยหน้าขึ้นคิดจะถลึงตาใส่นาง แต่กลับมองเห็นส่วนเว้าส่วนโค้งอันร้อนแรงภายใต้เสื้อตัวในบางๆ เข้าโดยไม่ทันตั้งตัว เขาจึงรีบหดศีรษะกลับ ใบหน้าร้อนผ่าวราวกับมีไฟลุก
โชคดีที่ใบหน้าของเขาถูกควันรมเสียจนดำสนิทอยู่แล้วจึงมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใด
“เหตุใดเจ้าถึงไม่สวมเสื้อผ้า!” เขาคำรามเสียงต่ำอย่างฉุนเฉียว
ฉินเหยากลอกตาอย่างพูดไม่ออก “ที่อยู่บนตัวข้านี่ไม่ใช่เสื้อผ้าหรือ”
หวังจิ่นไม่ต้องการโต้เถียงกับนาง เขาฝืนทนต่อความเจ็บปวดเคลื่อนตัวไปอยู่ด้านหลังตัวรถม้าแล้วกำชับนางอีกครั้ง “เจ้าสวมเสื้อผ้าให้ดีด้วย”
จากนั้นจึงลงมือทำแผลด้วยตนเอง
นอกจากบาดแผลเดิมที่แขนแล้ว ตอนนี้ยังมีแผลเพิ่มที่ด้านหลังอีกแห่ง โชคดีอย่างยิ่งที่แผลไม่ลึกและเลือดก็ออกไม่มาก
บาดแผลเล็กๆ ที่เหลือมีมากมายจนหวังจิ่นขี้เกียจจะนับ แผลไหนที่พันได้ก็พันไปก่อน ผ้าฝ้ายสะอาดมีไม่พอแล้วก็เลยไม่สนใจแล้ว
อย่างไรเสียบาดแผลเพียงเท่านี้ก็ไม่ถึงตาย รอจนกว่าจะไปถึงเมืองหลวงของมณฑลแล้วค่อยหาโรงหมอดีๆ รักษา
แต่ยาขี้ผึ้งที่ฉินเหยาให้มานี้ออกฤทธิ์ได้ดีไม่เลวเลย พอทาลงไปก็รู้สึกเย็นสบาย ความเจ็บปวดลดลงไปมาก
ฉินเหยาคิดในใจ ยาขี้ผึ้งที่เติมสรวลสารครึ่งก้าวสิ้นลงไป มันไม่ได้มีดีแค่ระงับความเจ็บปวดหรอกนะ
หวังจิ่นไม่เคยเป็นคนที่อดทนอดกลั้น เมื่อก่อนเวลาบาดเจ็บและทำแผล หากเจ็บเขาก็จะร้องออกมา
แต่วันนี้เพราะถูกฉินเหยากระตุ้น เขาจึงกัดฟันแน่น ไม่ยอมส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่น้อย
ฉินเหยารออยู่ครู่ใหญ่แต่ไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวใดๆ นึกว่าเขาจะหมดสติไปเพราะเสียเลือดมาก นางจึงโผล่ศีรษะออกไปดูทันที เกือบทำให้หวังจิ่นที่ยังสวมเสื้อผ้าไม่เสร็จตกใจจนพลังวัตรแตกซ่าน
“อ้อ ยังไม่สลบไปนี่เอง ถ้าเช่นนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว เจ้าทำต่อเถอะ”
ฉินเหยารีบสำรวจรูปร่างของเขาอย่างรวดเร็วแล้วหดศีรษะกลับไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
สมแล้วที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ รูปร่างและกล้ามเนื้อดูแลได้ดีเลย ไม่เลวๆ แต่กล้ามอกใหญ่ไปหน่อย จิ๊จิ๊ ไม่ชอบเลย
หวังจิ่นหน้าแดงก่ำแต่พยายามทำหน้านิ่ง รีบสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อยอย่างรวดเร็ว พอได้ยินเสียงฉินเหยาจิ๊ปากสองครั้ง เขาก็กัดฟันกรามจนแทบแหลก
บอกไม่ถูกว่าในใจรู้สึกอย่างไร รู้แต่ว่ามันไม่ดีเอาเสียเลย!
ฉินเหยาส่งแป้งทอดจากข้าวสาลีให้สองแผ่น หวังจิ่นรับมาแล้วค่อยๆ แทะ พยายามรักษาความสง่างามของชนชั้นสูงไว้อย่างเต็มที่
เพียงแต่มีกลิ่นเนื้อไหม้ลอยมาจากโรงเตี๊ยมที่กำลังลุกไหม้อยู่ตลอดเวลา…หวังจิ่นหยุดแทะแป้งทอด หันไปมองที่ตัวรถม้าแล้วเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “สินค้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”
ฉินเหยาเคาะหีบไม้ที่หนักอึ้งใบนั้นให้เขาฟังเสียง “ข้าทำงานเจ้าวางใจได้เลย เรียบร้อยดี”
“รอให้ไฟมอดก่อนพวกเราค่อยเดินทาง” ฉินเหยาชี้ไปที่เสื่อที่นางเพิ่งปูบนพื้นหญ้า “เจ้าพักผ่อนก่อน ข้าจะอยู่ยามเอง”
ภายใต้แสงไฟที่สาดส่อง แผ่นหลังที่มีผมยุ่งเหยิงราวกับรังไก่นั้นดูราวกับรูปปั้นหินสูงตระหง่านที่ไม่เคยล้ม คอยปกป้องอยู่เบื้องหน้าเขาอย่างมั่นคง
ในใจของหวังจิ่นพลันอบอุ่นขึ้น รู้สึกซาบซึ้งเล็กน้อย นางช่าง…ทุ่มเทให้กับงานเกินไปแล้ว!