ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 515 คารวะใต้เท้าผู้ตรวจการ
ตอนที่ 515 คารวะใต้เท้าผู้ตรวจการ
ตอนที่หวังจิ่นตื่นขึ้นมา ขอบฟ้าเพิ่งจะปรากฏแสงสีขาวราวกับท้องปลารำไร
เมื่อคืนเขาเผลอหลับไปจึงไม่เห็นว่าโรงเตี๊ยมกลายเป็นเช่นไร วันนี้พอได้เห็นถึงได้รู้ว่าไฟเมื่อคืนนี้น่าสะพรึงกลัวเพียงใด
ในจมูกมีกลิ่นไหม้จางๆ ของเศษไม้และเศษกระเบื้อง สถานีพักม้าทั้งหลังถูกเผาทำลายจนสิ้น ข้าวของเครื่องใช้ภายในห้องและศพของเหล่านักฆ่าพลีชีพก็กลายเป็นเถ้าถ่านสีดำ เหลือเพียงซากกำแพงที่ถูกควันรมจนดำเป็นตอตะโก
ฉินเหยาถือพลั่วอยู่ในมือกำลังดับไฟตามที่ต่าง ๆ
นางเฝ้าดูกองไฟขนาดมหึมานี้มาทั้งคืน ในตอนนี้หลังจากใช้ดินกลบประกายไฟสุดท้ายจนดับสนิทแล้ว ถึงได้ถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่ง
เมื่อหันกลับมา เห็นหวังจิ่นตื่นแล้วและกำลังนั่งมองตนนิ่งๆ อยู่บนเสื่อด้วยท่าทางงุนงง นางจึงยกมือขึ้นโบกไปทางเขา “อรุณสวัสดิ์!”
“…อรุณสวัสดิ์” หวังจิ่นลังเลอยู่ครู่หนึ่งถึงเพิ่งได้สติแล้วพยักหน้า
“เจ้าไม่ได้นอนทั้งคืน แค่เพื่อเฝ้าดูกองไฟนี้หรือ” เขาเอ่ยถามหยั่งเชิง
เมื่อเห็นฉินเหยาพยักหน้า ในแววตาของเขาก็ฉายความประหลาดใจออกมา “ทำไมเล่า”
ฉินเหยาโยนพลั่วเหล็กเข้าไปในตัวรถม้า ตบมือแล้วหยิบน้ำขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ จากนั้นจึงมองดูภูเขาเขียวขจีเบื้องหน้าแล้วกล่าวว่า
“ตอนนี้เป็นช่วงฤดูร้อนจัด ขอเพียงมีประกายไฟกระเด็นออกไปนิดเดียว ป่าทั้งผืนนี้ก็จะมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน ต้นไม้ใบหญ้าเหล่านี้ต้องใช้เวลาสิบกว่าปี หลายสิบปีกว่าจะเติบโตเป็นป่าเขาทั้งผืนเช่นนี้ เผาทิ้งไปน่าเสียดายออก”
“มนุษย์สร้างความเสียหายให้ธรรมชาติมามากเกินไปแล้ว เจ้าก็คิดเสียว่าข้ากำลังไถ่บาปแทนมนุษยชาติก็แล้วกัน” ฉินเหยากล่าวอย่างกึ่งจริงจังกึ่งล้อเล่น
มุมปากของหวังจิ่นกระตุกเล็กน้อย ไม่ซักไซ้ถึงสาเหตุอีก เมื่อเห็นว่าฟ้าเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ ก็ถามฉินเหยาว่าจะพักผ่อนสักครู่หรือไม่
“ไม่ต้อง ไปกันเถอะ ไปถึงเมืองหลวงของมณฑลเร็วหน่อย ข้าก็จะได้นอนชดเชยเร็วหน่อย”
ฉินเหยาผิวปาก เหล่าหวงที่ถูกปล่อยไปก็วิ่งกลับมา
ทั้งสองคนเทียมรถเรียบร้อย ไม่ได้กินอาหารเช้าก็ออกเดินทางในทันที
ช่วงระยะทางสั้นๆ ต่อจากนี้ สบายกว่าก่อนหน้านี้มากนัก เมื่อใกล้ถึงเมืองหลวงของมณฑล กองคาราวานที่พบบนท้องถนนก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ
ยิ่งคนเยอะสายตาที่จับจ้องมาก็ยิ่งมากกลับกลายเป็นว่าปลอดภัยสำหรับคนทั้งสอง
เพียงแต่ว่าโรงเตี๊ยมถูกเผาทำลาย เรื่องนี้ยังคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องไปรบกวนทางการ
เมื่อออกจากเขตแดนของอำเภอไคหยาง ฉินเหยาก็ไม่รู้ว่าขุนนางที่นี่อยู่ฝ่ายไหนกำลังคิดจะผลักหวังจิ่นออกไปเป็นโล่กำบังเพียงคนเดียว หวังจิ่นก็ยกมือขึ้นทำท่าทางให้นางใจเย็นๆ ก่อน
“ไม่เป็นไร คนกันเอง”
หวังจิ่นกระซิบประโยคนี้เบาๆ แล้วก็กระโดดลงจากรถม้า เดินไปยังเหล่าทหารที่ล้อมรถม้าอยู่ข้างหน้าอย่างมั่นใจ
เขาแสดงป้ายประจำตัว
เหล่าทหารก็มองหน้ากัน
วินาทีต่อมา ทหารที่เป็นหัวหน้าก็โบกมือใหญ่ คำรามสั่ง “จับตัวคนร้ายสองคนที่เผาทำลายสถานีพักม้าและดูหมิ่นกฎหมายบ้านเมืองไว้!”
ซวยแล้ว ฉินเหยาร้องในใจ
หวังจิ่นไม่มีเวลาตกใจ รีบหันกลับไปมองฉินเหยาเพื่อแสดงออกว่าตนเองก็ไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมเรื่องราวถึงกลายเป็นเช่นนี้ เขาไม่ได้ตั้งใจจะหลอกลวงนาง
ฉินเหยาเหลือบมองเขาอย่างพูดไม่ออก ชักดาบออกจากฝัก ประกอบด้ามดาบเข้าด้วยกัน แบกดาบยาวสองเมตรขึ้นบ่าแล้วกระโดดลงจากรถม้า ดึงหวังจิ่นไปไว้ด้านหลัง ขวางกั้นเหล่าทหารที่กำลังจะเข้ามาจับคน
ไม่คาดคิดว่าฉินเหยาจะกล้าชักดาบใส่ทหาร เหล่าทหารตกใจก่อนในตอนแรก จากนั้นก็โกรธจนหน้าแดงก่ำและตะคอกเสียงดัง
“เจ้าผู้ร้ายแสนอุกอาจ กล้าขัดขืนการจับกุม!”
ฉินเหยายืนขวางอยู่เบื้องหน้าหวังจิ่นอย่างมั่นคงดุจภูผา นางเงยหน้าขึ้นมองนายทหารผู้นำที่อยู่บนหลังม้าแล้วกล่าวเสียงดังว่า
“ท่านทหารทั้งหลาย ไม่ถามไถ่กันสักคำก็จะจับกุมคนเดินทางผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ขอเรียนถาม ท่านเป็นทหารที่ถูกส่งมาจากที่ว่าการอำเภอแห่งใด”
นายทหารผู้นั้นยิ้มอย่างเหยียดหยาม “สตรีหยาบกระด้างเช่นเจ้าก็กล้าถามข้าว่ามาจากที่ว่าการอำเภอแห่งใดรึ”
สีหน้าของเขาเย็นชาลง “จับพวกมัน! ไม่ต้องสนว่าจะเป็นหรือตาย!”
เมื่อได้ยินคำสั่งนี้ เหล่าทหารใต้บังคับบัญชาก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เงื้อดาบหมายจะฟันฉินเหยาทันที
นี่คือทหาร ไม่ใช่โจรป่าหรือเหล่านักฆ่าพลีชีพที่ลอบสังหารผู้คนอย่างลับๆ หากลงมือจริง อย่างน้อยฉินเหยาก็จะมีความผิดฐานทำร้ายทหารของราชสำนัก
หากนางอยู่ตัวคนเดียวก็ยังพอว่า อย่างมากก็แค่หลบหนีไป
แต่นางไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ไม่เพียงเท่านั้นนางยังมีตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านตระกูลหลิว หากถึงเวลาที่ถูกสืบสวนเอาความขึ้นมาจริงๆ คนทั้งตระกูลจะต้องถูกกำจัดสิ้น!
ในขณะที่ฉินเหยากำลังลังเลและถอยหลังไปทีละก้าว หวังจิ่นในครานี้ได้เปลี่ยนท่าทีหน้าหนาไร้ยางอายก่อนหน้านี้ของตนไปโดยสิ้นเชิง เขายกป้ายคำสั่งของผู้ตรวจการขึ้นสูงทันทีแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ข้าคือหวังจิ่น ผู้ตรวจการแผ่นดินที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง ครั้งนี้เดินทางมายังจังหวัดจื่อจิงเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบแทนโอรสสวรรค์ ผู้ใดที่กล้าขัดขวางข้าก็เท่ากับขัดขวางฮ่องเต้ ล่วงเกินองค์เหนือหัว มีโทษถึงตายสถานเดียว!”
พูดจบ เขาก็สั่งฉินเหยาทันที “ฉินเหยา ข้าขอสั่งให้เจ้าจับกุมคนชั่วช้าที่กล้าล่วงเกินองค์เหนือหัวทั้งหมดนี้โดยเร็วแล้วส่งมอบให้ผู้ว่าการที่ว่าการอำเภอเพื่อพิจารณาโทษ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉินเหยาก็หันกลับไปมองเขาแวบหนึ่ง ใต้เท้า เจ้าแน่ใจหรือว่าจะคุ้มครองข้าได้?
หวังจิ่นพยักหน้าอย่างหนักแน่น สีหน้าจริงจังและเคร่งขรึม
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นทันที ถ้าเช่นนั้นนางก็จะลงมือแล้วนะ!
ในจังหวะที่เหล่าทหารกำลังตกตะลึงกับคำพูดของหวังจิ่นที่ว่าเขาปฏิบัติหน้าที่แทนโอรสสวรรค์นั้น ดาบเล่มใหญ่ในมือของฉินเหยาก็เคลื่อนไหวทันที
ดาบยาวตวัดออกไปทีหนึ่ง กวาดเรียบ!
หมุนหัวดาบกลับ ใช้กระบองเหล็กฟาดลงไปอย่างหนัก ทุกคนก็ล้มลง
อย่าว่าแต่จะต่อต้านเลย พวกเขายังไม่ทันได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ ดาบยาวก็ถูกเก็บเข้าฝักไปแล้ว เชือกป่านถูกโยนออกมา ไม่รู้ว่านางเคลื่อนไหวอย่างไร ในชั่วพริบตาก็จับมือของทุกคนมัดเข้าด้วยกัน
“เรียบร้อย!”
ฉินเหยาตบมือแล้วลุกขึ้นยืน เงยหน้ามองนายทหารผู้นำเพียงคนเดียวที่ยังอยู่บนหลังม้าแล้วยิ้มถามอย่างเป็นมิตร “เจ้าจะลงมาให้จับเสียโดยดี หรือจะให้ข้าช่วยสักหน่อย?”
นายทหารผู้นั้นเบิกตากว้าง ทั้งโกรธทั้งตกใจ สีหน้าของเขาแสดงออกชัดเจนว่า ‘เจ้ากล้าดีอย่างไร!’
แต่ริมฝีปากของเขาก็ขยับอยู่สองสามครั้งด้วยความโกรธแต่ก็ยังพูดไม่ออกสักคำ
ฉินเหยาไม่ใช่คนที่มีความอดทนสูงนัก เมื่อเห็นว่าเขาไม่ตอบ นางจึงช่วยเขาตัดสินใจ ฟาดด้ามดาบออกไปทีหนึ่งก็กวาดเขาตกลงมาจากหลังม้า ปรี่เข้าไปมัดมือทั้งสองข้างแล้วคว้าหญ้าแห้งริมทางกำหนึ่งยัดใส่ปากที่กำลังจะด่าทอของเขาไว้
“ขอเรียนถามใต้เท้าผู้ตรวจการ ขั้นต่อไปพวกเราจะทำอย่างไรดี” ฉินเหยาเอ่ยถามเพื่อขอคำสั่งอย่างจริงจัง
แสดงท่าทีราวกับว่านางเป็นเพียงคนงานผู้บริสุทธิ์ที่ต้องจำใจเชื่อฟังคำสั่งของเขา ทุกสิ่งที่ทำลงไปล้วนไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของตนเอง
หวังจิ่นเหลือบมองนางอย่างไม่คุ้นชิน เขามองทหารสิบกว่าคนที่ถูกมัดรวมกันเป็นพวงอยู่เบื้องหน้า ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงสั่งการว่า
“เจ้าขับรถม้าต่อไป ส่วนข้าจะขี่ม้าจูงพวกคนชั่วที่กล้าหมิ่นองค์เหนือหัวพวกนี้เอง พวกเราจะเข้าเมืองตรงไปยังที่ว่าการอำเภอของผู้ว่าการ!”
ฉินเหยาประสานหมัด “น้อมรับคำสั่ง”
นางจึงส่งเชือกในมือให้เขาแล้วขึ้นรถม้าไปอย่างคล่องแคล่ว
เหล่าทหารตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง เกิดอะไรขึ้น? ทิศทางของเรื่องราวไม่เหมือนกับที่พวกเขาคาดการณ์ไว้เลยแม้แต่น้อย!
ไม่ใช่ว่าพวกเขาต้องเป็นฝ่ายจับกุมผู้ร้ายหรอกหรือ
เหตุใดอยู่ดีๆ ตนเองถึงกลายเป็นผู้ร้ายไปได้?
ขบวนคนเดินทางมาถึงใต้ประตูเมืองอันสูงตระหง่านของจังหวัดจื่อจิงอย่างยิ่งใหญ่ คนที่สงสัยเช่นนี้ไม่ได้มีเพียงเหล่าทหารที่ถูกมัดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชาวบ้านที่อยากรู้อยากเห็นและทหารยามที่รักษาการณ์อยู่ที่ประตูเมืองอีกด้วย
หวังจิ่นมองทะลุความคิดของคนชั้นผู้น้อยเหล่านี้ได้นานแล้ว เขาไม่อธิบายอะไร ทำเพียงตีหน้าขรึมแล้วควักป้ายผู้ตรวจการออกมา จากนั้นโยนใส่อ้อมอกของทหารยามอย่างหมดความอดทน
ทหารยามทั้งสี่นายเมื่อได้เห็นก็เบิกตากว้างในทันที มองไปยังหวังจิ่น สลับกับมองไปยังสหายร่วมงานหน้าคุ้นที่เขาจูงมาเป็นพรวน
ในยามนี้ความเงียบดังเสียยิ่งกว่าเสียงพูดใดๆ หวังจิ่นเหลือบมองไปอย่างถือตัว ทหารยามทั้งสี่ก็ตัวสั่นสะท้าน รีบส่งคืนป้ายคำสั่งด้วยสองมืออย่างนอบน้อมแล้วคุกเข่าคำนับ “พวกข้าน้อยขอคารวะใต้เท้าผู้ตรวจการ!”