ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 520 ยากจนอย่างมั่นคง
ตอนที่ 520 ยากจนอย่างมั่นคง
………………..
ฉินเหยากินหมดหนึ่งชิ้นในสองสามคำ เมื่อเห็นว่าทุกคนยังคงตั้งตารอคำสั่งจากนาง นางจึงเชิดคางขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนเริ่มกินได้
ฝาแฝดรีบยื่นมือออกไปทันที มือหนึ่งหยิบชิ้นหนึ่ง สองมือทำงานพร้อมกัน กินจนน้ำแตงโมไหลเยิ้ม
ต้าหลางและเอ้อร์หลางเพราะอายุมากกว่าหน่อย ถึงวัยที่ต้องรักษาภาพลักษณ์แล้วจึงหยิบไปคนละชิ้นและกินอย่างสุภาพเรียบร้อย
เมื่อเห็นแม่ลูกทั้งห้าคนกินอย่างมีความสุข หลี่ซื่อและอินเยว่ก็รู้สึกคาดหวังขึ้นมาบ้าง ทั้งสองหยิบขึ้นมาคนละชิ้น กัดไปที่มุมหนึ่งก่อน ไม่นึกเลยว่าจะหวานสดชื่นเกินความคาดหมาย
“อร่อยมาก!” อินเยว่ร้องออกมาอย่างประหลาดใจ
หลี่ซื่อก็พยักหน้าไม่หยุด ไม่ยอมเอ่ยปากพูดเพื่อจะได้กินแตงเพิ่มอีกสักสองสามคำ
ชั่วขณะหนึ่ง ในลานบ้านจึงเหลือเพียงเสียงเคี้ยวแตงโมดังกร้วมๆ ของคนไม่กี่คน
เสี่ยวไหลฝูที่กำลังเล่นอยู่ตรงบริเวณที่ก่อสร้างสำนักศึกษา ได้ยินเด็กในหมู่บ้านพูดว่าเห็นอินเยว่ ต้าหลางและเอ้อร์หลางอุ้มแตงเย็นอร่อยๆ กลับไปก็รีบวิ่งกลับบ้านด้วยความคาดหวัง ไม่คิดว่าจะมาช้าไปหนึ่งก้าว สิ่งที่เหลือมีเพียงเปลือกแตงโมสีเขียวมรกตเต็มกะละมัง
เมื่อได้กลิ่นหอมหวานที่ยังคงตกค้างอยู่ในอากาศภายในลานบ้านและมองดูท่าทางของท่านแม่และพวกฮูหยินสองสามคนที่นั่งหมดแรงอย่างพึงพอใจอยู่ในห้องโถง เสี่ยวไหลฝูที่ไม่ได้กินแตงโมแม้แต่คำเดียวก็รู้สึกเหมือนหัวใจดวงน้อยๆ ของตนถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง
เขาร้องไห้โฮออกมา!
ฉินเหยาหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ รีบให้พวกต้าหลางสี่พี่น้องพาเด็กน้อยผู้น่าสงสารไปที่ไร่เพื่อเก็บแตงโมกลับมาอีกสองสามลูก
ด้วยเหตุนี้ เสี่ยวไหลฝูจึงเปลี่ยนจากร้องไห้เป็นยิ้มได้และตามพวกต้าหลางสี่พี่น้องไปที่แปลงแตงโมอย่างมีความสุข
ฉินเหยาพักอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าดวงอาทิตย์คล้อยไปทางทิศตะวันตกและอากาศไม่ร้อนแล้วจึงพาอินเยว่ออกไปตรวจดูแปลงแตงโมของชาวบ้านคนอื่นๆ ว่าแตงโมของแต่ละบ้านเติบโตเป็นอย่างไรบ้าง
ปีนี้ไร่แตงโมจำนวนมากในหมู่บ้านถูกฝนตกหนักถล่ม ต้นกล้าแตงโมที่กู้คืนมาได้ก็ปลูกอย่างบิดๆ เบี้ยวๆ ตอนนี้เมื่อมันสุกแล้ว คุณภาพของแตงโมจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัด
ของบ้านนางค่อนข้างดี นอกจากสีจะไม่แดงสดเท่าที่ควรแล้ว รสชาติก็ยังดี ทั้งกรอบและหวาน
ฉินเหยาไล่ดูตั้งแต่ใกล้ไปไกล โดยเริ่มจากบ้านที่อยู่ใกล้ๆ ก่อน จากนั้นจึงไปดูบ้านที่อยู่ไกลออกไปตรงเชิงเขา
ระหว่างทางมีชาวบ้านจำนวนมากตามมาด้วย ทุกคนต่างก็อยากรู้เกี่ยวกับผลผลิตในไร่แตงโมของบ้านอื่น
แตงโมที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ในหมู่บ้านปลูกนั้นแตกต่างจากของฉินเหยา พวกเขาไม่ได้ดูแลเอาใจใส่มากนัก แตงโมจึงมีขนาดเล็กและไม่กลม
จะว่าชาวบ้านเกียจคร้านก็ไม่ใช่ เพียงแต่ภารกิจหลักยังคงเป็นการปลูกพืชผลหลักที่ใช้บริโภค เช่น ถั่วเหลืองและข้าวจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทุ่มเทพลังงานให้กับไร่แตงโมมากเกินไป
แตงโมของบ้านเหล่านี้เมื่อผ่าออกมา ส่วนใหญ่เนื้อเป็นสีชมพูอ่อน ดูไม่น่ากิน
โชคดีที่ยังพอมีรสหวานอยู่บ้างและยังมีน้ำมากกว่าพุทราแดงและสาลี่สีทองทั่วไป
ทางฝั่งเรือนเก่าดูแลได้ค่อนข้างดี แม้ภายนอกจะดูธรรมดา แต่เนื้อด้านในเป็นสีแดง ทั้งยังมีน้ำเยอะและมีความหวานกำลังดี
ยิ่งเดินลึกเข้าไป ฉินเหยาก็ยิ่งไม่คาดหวังกับผลผลิตแตงโมของหมู่บ้านตระกูลหลิวในปีนี้แล้ว
ไม่นึกว่าเมื่อเดินมาถึงกลางเนินเขา นางจะสะดุดเข้ากับแตงโมลูกใหญ่
ก้มลงมองก็พบว่ามันใหญ่กว่าแตงโมในไร่ของนางเสียอีก ขนาดเท่ากับลูกบาสเกตบอลในยุคปัจจุบัน ทั้งยังกลมดิก
หากไม่ใช่เพราะเพิ่งเห็นแตงโมรูปร่างบิดเบี้ยวเหล่านั้นที่ตีนเขา ฉินเหยาก็คงไม่เชื่อว่านี่คือแตงโมที่ปลูกจากเมล็ดพันธุ์ที่นางแจกจ่ายออกไป
“นี่เป็นของบ้านไหนรึ” ฉินเหยาชี้ไปที่แตงโมที่อยู่ตรงเท้าของนางแล้วหันไปถามชาวบ้านสองสามคนที่เดินตามหลังมาตลอดทาง
ชายคนหนึ่งที่สวมเสื้อผ้าป่านขาดๆ ยาวแทบจะไม่คลุมก้น ท่อนล่างนุ่งเตี่ยวที่ทำจากฟางถัก ผมเผ้ายุ่งเหยิงก็ก้าวออกมาด้วยเท้าเปล่า
ฉินเหยารู้จักชายผู้นี้ เขาคือคนจากบ้านที่อยู่ในแอ่งเขาที่ลึกที่สุดของหมู่บ้าน ชื่อว่าหลิวเฟิ่นตั้น อายุราวยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปี
ที่ฉินเหยาจำเขาได้ เป็นเพราะชายคนนี้ทั้งยากจนอย่างมั่นคงและโดดเด่น ทั้งยังติดหนี้ข้าวสารของตระกูลอยู่หนึ่งร้อยจิน
ภรรยาของเขาหนีกลับบ้านเดิมไปแต่งงานใหม่นานแล้วเพราะครอบครัวยากจนเกินไป ตอนที่จากไปนางยังเอาของมีค่าเพียงอย่างเดียวในบ้านซึ่งก็คือชามดินเผาสามใบไปด้วย
หลายปีมานี้หลิวเฟิ่นตั้นเลี้ยงดูลูกชายที่ผอมแห้งอยู่ตัวคนเดียว อาศัยการเช่าที่นาเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ
เมื่อไม่ได้อยู่ในฤดูทำนาที่วุ่นวาย สองพ่อลูกก็จะถือชามไม้เก่าๆ ออกไปขอทาน
กล่าวได้ว่าเขาโชคร้ายนัก ในช่วงเริ่มต้นราชวงศ์ใหม่ ทุกคนล้วนได้รับส่วนแบ่งเป็นป่าเขาและที่ดิน แม้ว่าคนธรรมดาจะไม่ได้ที่ดินดีๆ แต่หากมีปริมาณมากพอก็สามารถเพาะปลูกจนไม่ถึงกับอดตายได้
แต่สวรรค์ก็ชอบเล่นตลกกับผู้คน ตอนที่ครอบครัวของหลิวเฟิ่นตั้นกำลังบุกเบิกที่ดินก็เกิดดินถล่ม ไม่เพียงแต่ที่ดินจะถูกฝังไปทั้งหมด คนก็ถูกฝังไปด้วย เหลือรอดมาเพียงเขาคนเดียว
โชคดีที่ผู้ใหญ่บ้านคนเก่ามีความสามารถ เขาไปรายงานต่อทางการและขอความเมตตาให้จัดเขาเป็นครัวเรือนที่ได้รับการยกเว้นภาษีจึงทำให้เขาไม่ต้องเสียภาษีที่ดินเหล่านั้นและสามารถมีชีวิตรอดมาได้อย่างยากลำบากด้วยการเช่าที่ดินทำกินอย่างขยันขันแข็งและด้วยความช่วยเหลือจากคนในตระกูล
ต่อมาเมื่อมีลูกชาย ชีวิตก็ยิ่งยากลำบากมากขึ้น
ด้วยสภาพครอบครัวเช่นนี้ ต่อให้ขยันแค่ไหน แต่เมื่อพื้นฐานอ่อนแอ หรือกระทั่งติดลบ การจะพลิกฟื้นสถานะก็ยากเย็นราวกับปีนขึ้นสวรรค์
หลิวเฟิ่นตั้นพูดเสียงอู้อี้ว่า “ปีนี้ข้าคิดว่าจะอาศัยไร่แตงโมหนึ่งหมู่นี้เพื่อใช้หนี้ที่ติดค้างตระกูล ข้าจึงตั้งใจดูแลพวกมันเป็นพิเศษ ดูภายนอกแล้วก็เติบโตคล้ายๆ กับของบ้านท่านผู้ใหญ่บ้าน เพียงแต่ไม่รู้ว่าข้างในจะแดงหรือไม่”
ฉินเหยาถามเขา “จะลองหามาสักลูกแล้วผ่าดูหรือไม่”
แววตาของหลิวเฟิ่นตั้นฉายแววเสียดาย แต่เขาก็ยังเดินเข้าไปในไร่แตงโมแล้วเลือกลูกที่เล็กกว่าและไม่กลมเท่าไรนักออกมาส่งให้ฉินเหยา
“หลายปีมานี้ต้องขอบคุณคนในตระกูลที่คอยดูแล แตงลูกนี้ถือว่าเป็นการขอบคุณทุกคนก็แล้วกัน” แค่แตงเย็นลูกเดียว ยังจะนับเป็นบุญคุณอีก ท่าทางขี้เหนียวของเขาทำให้ชาวบ้านส่ายหน้า
แต่เมื่อคิดถึงสถานการณ์ของบ้านเขาแล้วก็พอจะเข้าใจได้ ในที่สุดก็ไม่มีใครพูดจาถากถางเขาพร้อมกับยื่นมีดให้ฉินเหยา เชิญให้นางเป็นคนผ่า
ฉินเหยาใช้มีดผ่าลงไป สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือเนื้อสีแดงสดน่ากิน นางกล่าวอย่างประหลาดใจว่า “ดูท่าแล้วไม่เลวเลย”
นางหั่นแตงโมเป็นชิ้นเล็กๆ ต่อแล้วแบ่งให้ทุกคนได้ลิ้มลองพร้อมทั้งยื่นให้หลิวเฟิ่นตั้นชิ้นหนึ่งด้วย
“เจ้าปลูกแตงนี้เองก็ลองชิมดูสิ” ฉินเหยากล่าว
หลิวเฟิ่นตั้นยังไม่เคยกินแตงโมมาก่อน เมื่อได้กลิ่นหอมหวานจากในมือก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้ เขาก้มหน้าลงกัดคำเล็กๆ อย่างทะนุถนอม
รสชาติหวานสดชื่นแผ่ซ่านไปทั่วปลายลิ้นในทันที หลิวเฟิ่นตั้นที่ไม่เคยกระทั่งลิ้มรสน้ำตาลถึงกับตกตะลึงกับน้ำแตงโมที่หวานฉ่ำนี้และกลืนลงไปโดยไม่รู้ตัว
เขาเลียริมฝีปากพลางคิดอย่างตื่นเต้นว่า ที่แท้บนโลกนี้ก็มีผลไม้ที่อร่อยถึงเพียงนี้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ปีที่แล้วสามารถขายได้ถึงสามสิบเหวินต่อหนึ่งจิน!
แตงโมที่เหลือถูกเขากินรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง
เมื่อกินเสร็จ เขาก็เห็นฉินเหยาและคนอื่นๆ พยักหน้าอย่างพึงพอใจก็ทั้งรู้สึกดีใจและเสียดายเงินในเวลาเดียวกัน
แตงโมลูกเมื่อครู่คงจะหนักราวเจ็ดแปดจิน นั่นมันเงินกว่าสองเฉียนเชียวนะ แค่ไม่กี่คำก็หมดไปแล้ว
ฉินเหยาไม่ได้สนใจความรู้สึกเสียดายของเขา นางเดินเข้าไปในไร่เพื่อดูรอบๆ ก็พบว่าหลิวเฟิ่นตั้นพลิกแตงโมทุกลูก มิฉะนั้นสีของมันคงไม่สม่ำเสมอเช่นนี้
“แตงของเจ้านี้ทั้งน่ากินและรสชาติดี น่าจะขายได้ราคาดี” ฉินเหยากล่าวอย่างมั่นใจ
หลิวเฟิ่นตั้นตื่นเต้นอย่างมาก “จริงหรือ”
ฉินเหยาพยักหน้า “อืม”
หลิวเฟิ่นตั้นดีใจมากจนทรุดตัวลงนั่งยองๆ และลูบไล้แตงโมของตัวเองเบาๆ อย่างอดกลั้นที่สุด ความปีติยินดีแทบจะเอ่อล้นออกมา
ชาวบ้านคนอื่นๆ เริ่มร้อนใจ รีบถามว่า “ท่านผู้ใหญ่บ้าน แล้วของพวกเราเล่า จะขายได้ราคาเท่าไร”
ฉินเหยาตอบ “ไม่รู้ รอข้าไปถามดูก่อน”
“จริงสิ แตงเย็นของพวกเจ้าวางแผนจะนำไปขายเองหรือจะให้ข้าหาคนมารับซื้อทั้งหมดในคราวเดียว”
ฉินเหยาพูดดักไว้ก่อน “ราคาที่รับซื้อทั้งหมดในคราวเดียวย่อมต่ำกว่าราคาขายในตลาดมาก แต่ข้อดีคือสะดวกสบายและไม่ยุ่งยาก พวกเจ้าลองคิดดูก่อน ไม่ต้องรีบตอบข้า รอให้ข้าไปตกลงราคาในวันพรุ่งนี้ให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
พูดจบ นางก็โบกมือ ทุกคนจึงแยกย้ายกันตรงนั้น ต่างคนต่างกลับบ้านของตน