ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 521 ก็ยังเป็นเด็กอยู่เลยนะ
ตอนที่ 521 ก็ยังเป็นเด็กอยู่เลยนะ
หลังจากกำชับอินเยว่ว่าตอนบ่ายอย่าลืมไปรับเด็กๆ เลิกเรียน ฉินเหยาก็ขับรถม้าไปส่งเด็กๆ ที่สำนักศึกษา จากนั้นจึงรีบขับรถม้าเข้าเมืองไป
ช่วงนี้ซ่งอวี้และหลิวจ้งต้องวิ่งเข้าอำเภอทุกวันและได้พบไป๋ซั่นกำลังขายผลไม้สดที่นำมาจากทางใต้อยู่ในเมือง เขาเดินทางกลับมาได้ระยะหนึ่งแล้ว
เขายังตั้งแผงขายผลไม้ประจำและกิจการก็ดีมากทีเดียว
เมื่อฉินเหยาเข้ามาในเมืองก็เดินชมไปตามถนน ไม่นานก็ได้เห็นแผงขายผลไม้ที่ไม่เหมือนใครแผงนั้น
บนแผงที่ใช้ใบตองรองพื้น มีทั้งท้อขาว สาลี่แดง แตงหวาน และลิ้นจี่ไส้ผลไม้ซึ่งล้วนเป็นของที่สถานที่เล็กๆ อย่างอำเภอไคหยางไม่ค่อยได้เห็นในยามปกติ
ดังนั้น ถึงแม้ว่าแผงเล็กๆ นี้จะตั้งราคาสูงลิ่ว แต่ก็ยังคงถูกเหล่าพ่อบ้านแม่บ้านที่ออกมาจับจ่ายซื้อของจากจวนต่างๆ ล้อมรอบจนแน่นขนัด เกรงว่าจะแย่งชิงผลไม้ที่สดใหม่ที่สุดไม่ทัน
ฉินเหยายืนรออยู่ข้างๆ เป็นเวลาหนึ่งเค่อเต็มๆ ฝูงชนที่แออัดจึงค่อยสลายตัวไป
และภายในหนึ่งเค่อนั้น ผลไม้บนแผงก็ถูกแย่งซื้อไปจนหมดเกลี้ยง
ตระกูลใหญ่ไม่ขาดแคลนเงินทองล้วนซื้อกันทีละตะกร้าๆ
ฉินเหยาได้กลิ่นหอมของผลไม้ที่ลอยมาในอากาศก็ใช้มือต่างพัดโบกไปมา แต่ก็ยังคงรู้สึกคอแห้งจนทนไม่ไหว
นางล้วงเงินออกมาห้าสิบเหวินเพื่อซื้อเครื่องดื่มเย็นหนึ่งถ้วยจากแผงขายน้ำแล้วดื่มรวดเดียวจนหมด จากนั้นจึงเดินเข้าไปหาไป๋ซั่นที่กำลังนับเงินอยู่
นางร้อง “เฮ้!” ออกไปเสียงหนึ่ง ไป๋ซั่นที่กำลังนับเงินอยู่ก็ตกใจจนรวบเงินทั้งหมดเข้ามากอดไว้ในอกแล้วเงยหน้าขึ้นมาอย่างระแวดระวัง นึกว่าเป็นโจรหน้าด้านคนไหนที่กล้าปล้นกลางวันแสกๆ แต่คาดไม่ถึงว่าจะได้สบตากับใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มล้อเลียนของฉินเหยา เขาชะงักไปครู่หนึ่ง
“เป็นเจ้านี่เอง!” ไป๋ซั่นกล่าวอย่างตำหนิ “ทำข้าตกใจหมด”
“ทำเงินได้ไม่เลวนี่” ฉินเหยามองหีบเงินที่เต็มแน่นอยู่ในอ้อมแขนของเขาอย่างอิจฉาแล้วถอนหายใจ “ในเมืองนี้คนรวยยังคงมีอยู่มาก ลูกท้อขาวราคาห้าสิบเหวินต่อหนึ่งจินก็ยังซื้อกันเป็นตะกร้า ดูท่าว่าฤดูร้อนนี้แตงเย็นของหมู่บ้านเราคงขายดีไม่มีปัญหา”
ไป๋ซั่นดีใจขึ้นมา “แตงสุกแล้วหรือ”
เมื่อเห็นฉินเหยายิ้มพลางพยักหน้า เขาก็รีบปิดหีบเงิน ให้ลูกจ้างเก็บร้านก่อนแล้วพาฉินเหยาไปที่แผงขายน้ำข้างๆ สั่งน้ำชาสมุนไพรที่ถูกที่สุดมาสองถ้วย
เขาพูดอย่างถ่อมตนว่า “ผลไม้พวกนี้ก็แค่หาเงินค่าเหนื่อยได้เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ทำกำไรอะไรได้ไม่มากนักหรอก”
ฉินเหยาเชื่อเขาก็แปลกแล้ว
ลำบากนั้นลำบากจริง เพราะอย่างไรเสียก็เป็นการขนส่งทางไกลในยุคโบราณ ความยากลำบากในการเดินทางเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่กำไรในนั้นก็มหาศาลเช่นกัน ไม่ต้องพูดถึงกำไรสองเท่า อย่างน้อยๆ หนึ่งเท่าก็ต้องมี
แต่การไม่ซักไซ้การค้าของผู้อื่นถือเป็นมารยาท ฉินเหยาจึงพูดถึงผลผลิตแตงโมของหมู่บ้านในปีนี้และถามไป๋ซั่นว่าเมื่อใดจะว่างไปดูด้วยตนเอง
“คราวก่อนท่านฝากคนมาบอกข้าว่ามีแตงเย็นเท่าไรก็จะรับซื้อทั้งหมด ยังนับอยู่หรือไม่” ฉินเหยาถามหยั่งเชิง
ไป๋ซั่นดื่มชาสมุนไพรเข้าไปสองอึกใหญ่ๆ เพื่อให้ลำคอที่แห้งผากจากการตะโกนขายของได้ชุ่มชื้นขึ้น จากนั้นจึงพยักหน้ายิ้มแล้วกล่าวว่า “ยังนับอยู่ แต่ถ้าปริมาณมาก ราคาข้าคงให้สูงเท่าปีที่แล้วไม่ได้”
ฉินเหยาเตรียมใจไว้แล้ว “ได้ เช่นนั้นท่านจะมาวันไหน”
ไป๋ซั่นคำนวณเวลาแล้วมองดูดวงอาทิตย์ ตอนนี้เพิ่งจะเที่ยงวัน “ถ้าเช่นนั้นก็วันนี้เลย!”
ฉินเหยายินดีเป็นอย่างยิ่ง “ถ้าเช่นนั้นก็ไปกันตอนนี้เลยดีหรือไม่”
“นี่ๆ ดื่มชาเย็นถ้วยนี้ให้หมดก่อนสิ” ไป๋ซั่นร้องบอก
ฉินเหยาเบ้ปากอย่างรังเกียจ “ข้าไม่กระหาย”
ก็ได้ ไป๋ซั่นหยิบชามชาสมุนไพรของนางที่ยังไม่ถูกแตะต้องขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมด ไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว
ไป๋ซั่นกลับไปที่พักเพื่อจูงม้า ฉินเหยาก็ขับรถม้าออกจากเมือง ทั้งสองนัดพบกันที่ชานเมืองแล้วมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านตระกูลหลิวด้วยกัน
เมื่อมาถึงหมู่บ้านในช่วงบ่ายแก่ๆ ฉินเหยาก็บอกให้แต่ละบ้านเก็บแตงโมของตนแล้วนำมารวมกันที่บ่อน้ำของหมู่บ้านเพื่อให้ไป๋ซั่นประเมินราคา
ยามเย็นของวันนั้น หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ก็คึกคักเป็นพิเศษ
บ้านที่ปลูกแตงโม ต่างก็อุ้มแตงโมที่คัดสรรมาเป็นอย่างดีของตน รอคอยการประเมินราคาจากไป๋ซั่นด้วยความคาดหวังและกังวลใจ
ส่วนบ้านที่ไม่ได้ปลูกแตงโมก็ถือชามข้าวของตนมาเพื่อกินรอดูเรื่องสนุกและร่วมวงดูความคึกคัก
พวกเด็กๆ นั้นดีใจที่สุด ทุกครั้งที่ผ่าแตงโมหนึ่งลูก หลังจากที่ไป๋ซั่นหยิบไปหนึ่งชิ้นแล้ว ฉินเหยาก็จะนำแตงโมไปให้พวกเขาแบ่งกันกิน
เด็กทุกคนในหมู่บ้านล้วนได้ส่วนแบ่ง บางคนกินไปชิ้นหนึ่งแล้วยังได้กินชิ้นที่สองอีก ตลอดทั้งช่วงเย็น ในหมู่บ้านจึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของเด็กๆ
แต่หลังจากราคาออกมาก็มีทั้งบ้านที่ดีใจและบ้านที่กลุ้มใจ
ของบ้านฉินเหยาและบ้านหลิวเฟิ่นตั้นนั้นได้ราคาจินละยี่สิบเหวิน
ของบ้านหลิวเหล่าฮั่นได้ราคาจินละสิบสองเหวิน
ที่เหลือทั้งหมดล้วนรับซื้อจินละสิบเหวิน นี่ยังเป็นราคาที่ให้เพราะเห็นแก่หน้าฉินเหยาด้วย
มิฉะนั้นแล้วแตงโมรูปร่างบิดเบี้ยวเหล่านี้เขาก็ไม่อยากจะรับซื้อจริงๆ
แต่ถ้าเป็นราคาจินละสิบเหวินล่ะก็ เมื่อนำไปขายที่ตำบลซึ่งอยู่ไกลออกไปหน่อยก็ยังพอมีกำไรอยู่บ้างเพราะไม่มีสินค้าคู่แข่ง
อาจเป็นเพราะปีที่แล้วแตงโมบ้านฉินเหยาขายได้สามสิบเหวินต่อหนึ่งจินจึงทำให้ชาวบ้านคาดหวังไว้สูงเกินไป เมื่อต้องเผชิญกับราคาที่ลดลงถึงสามเท่าในทันทีจึงยอมรับได้ยากอยู่บ้าง
บ้านที่ปลูกแตงโมไว้มากก็ตกลงขาย
ส่วนบ้านที่มีแตงโมน้อยก็ตัดสินใจว่าจะนำไปขายเอง
แต่ก็ยังคงมีเสียงบ่นอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
อินเยว่กล่าวอย่างเย้ยหยันว่า “แม้ว่าปีนี้จะเจอฝนตกหนัก สวรรค์ไม่เป็นใจ แต่ด้วยเมล็ดพันธุ์เดียวกันและสายฝนเดียวกัน เหตุใดหลิวเฟิ่นตั้นกลับปลูกได้ถึงยี่สิบเหวินต่อหนึ่งจินเล่า พวกท่านออกแรงปลูกแตงไปมากเท่าใดใจย่อมรู้ดี”
“อีกอย่าง สิบเหวินก็ไม่นับว่าต่ำแล้ว มีแต่แตงบิดๆ เบี้ยวๆ ดูแล้วก็ไม่น่ากิน ขายได้เงินก็ควรจะขอบคุณฟ้าดินแล้ว”
ชาวบ้านที่กำลังบ่นอยู่พลันหน้าดำคล้ำ แต่ก็รู้ดีว่าตนเองใส่ใจไม่เท่าหลิวเฟิ่นตั้นจึงไม่มีอะไรจะพูดและยอมรับแต่โดยดี
เมื่อถึงวันที่ไป๋ซั่นนำรถม้ามารับซื้อสินค้า พอเงินมาอยู่ในมือจริงๆ ชาวบ้านก็ไม่มีใครบ่นอีกต่อไปและต่างแอบตัดสินใจกันว่าปีหน้าจะตั้งใจปลูกแตงเย็นให้ดี เพื่อที่จะได้ขายในราคายี่สิบเหวินต่อหนึ่งจินให้ได้เช่นกัน
บ้านหลิวเฟิ่นตั้นปลูกได้หนึ่งพันจิน คำนวณตามราคายี่สิบเหวินต่อหนึ่งจินก็ได้เงินไปถึงยี่สิบตำลึง
เมื่อถือเงินไว้ในมือ หลิวเฟิ่นตั้นก็ถึงกับนิ่งอึ้งไป
ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็มองจนตาค้าง ไม่คิดว่าจะได้มากขนาดนี้!
ชาวบ้านที่ปีนี้ไม่ได้ไปรับเมล็ดแตงมาปลูกก็เสียใจจนไส้แทบขาด
นางจางปลูกแตงไว้สองหมู่ เนื่องจากเจอฝนตกหนัก แม้จะพยายามกอบกู้ในภายหลังก็ได้ผลผลิตเพียงหนึ่งพันสามร้อยจินเท่านั้น ในราคาซื้อสิบสองเหวินต่อหนึ่งจินจึงได้เงินมาสิบห้าตำลึงหกเฉียน
ทว่านี่ก็ยังเป็นรายได้ก้อนโต นางจางดีใจมากจนอดไม่ได้ที่จะเร่งรัดเรื่องแต่งงานกับหลิวเฝยที่เพิ่งกลับมาบ้านในช่วงวันหยุดพักผ่อน “ตอนนี้มีเงินค่าสินสอดแล้วนะ เจ้าลูกคนนี้ไปถูกใจคุณหนูบ้านไหนเข้ากันแน่ แม่จะได้ไปสู่ขอให้!”
หลิวเฝยที่กำลังกินแตงโมอยู่ได้ยินดังนั้นก็ตัวสั่นสะท้าน เขาทิ้งเปลือกแตงโมลง ยกมือขึ้นอุดหูแล้ววิ่งหนีออกจากตรงนั้น
ด้านหลังเขายังมีพวกต้าหลางสี่พี่น้อง จินเป่า จินฮวา ต้าเหมา และเด็กๆ อีกหลายคน รวมถึงเสี่ยวไหลฝูและกลุ่มเด็กหนุ่มเด็กสาวในหมู่บ้านอีกขบวนใหญ่ วิ่งตามไปเป็นพรวนจนชาวบ้านพากันหัวเราะลั่น
“ก็ยังเป็นเด็กอยู่เลย จะรีบไปทำไม” หัวหน้าตระกูลเอ่ยหยอกล้อหลิวเหล่าฮั่นและนางจาง
แม้แต่หลิวเหล่าฮั่นเองก็ยังอดหัวเราะออกมาไม่ได้ ทำให้นางจางโกรธจนแอบทุบเขาไปทีหนึ่ง นางพยักหน้าให้ฉินเหยาแล้วเดินกระทืบเท้ากลับบ้านไป
ฉินเหยาส่ายศีรษะอย่างขบขันแล้วช่วยชาวบ้านชั่งน้ำหนักและคิดเงินต่อไป
คราวนี้ชาวบ้านที่ปลูกแตงโมได้อย่างน้อยที่สุดก็มีเงินเข้าสองตำลึง คนที่ได้มากที่สุดคือหลิวเฟิ่นตั้นซึ่งได้เงินถึงยี่สิบตำลึง
บ้านของฉินเหยาเองก็มีไร่แตงโมห้าหมู่ เก็บไว้ครึ่งหมู่สำหรับกินเอง ที่เหลือขายไปทั้งหมด ได้เงินมาเจ็ดสิบสองตำลึงถ้วน
เมื่อขายแตงโมได้แล้ว เรื่องการระดมทุนเพื่อร่วมหุ้นก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอีกครั้ง ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น
ชาวบ้านต่างก็อยากเข้าร่วมด้วยความกระตือรือร้น บ้านที่ซื้อหนึ่งหุ้นไม่ไหวก็จะรวมเงินกันจากสองสามบ้านให้ครบหนึ่งหุ้น ในที่สุดก็รวบรวมเงินได้ทั้งสิ้นสองร้อยแปดตำลึง
ฉินเหยาควักเงินของตนเองเพิ่มอีกหนึ่งพันตำลึง รวมเป็นเงินลงทุนทั้งสิ้นหนึ่งพันสองร้อยแปดตำลึง การยกระดับโรงงานเครื่องเขียนอย่างเต็มรูปแบบจึงได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ