ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 523 เพิ่มภาษี
ตอนที่ 523 เพิ่มภาษี
………………..
หลี่เจิ้งพลันเงียบไป
หัวใจของผู้ใหญ่บ้านจากหมู่บ้านอื่นพลันหนักอึ้ง
“ท่านหลี่เจิ้ง เรื่องที่ผู้ใหญ่บ้านฉินถาม ท่านก็ตอบมาสิ”
“หรือว่าปีนี้ภาษีจะเพิ่มขึ้น”
ฉินเหยาก็ขมวดคิ้วเช่นกัน
หลี่เจิ้งส่งสัญญาณให้ทุกคนนั่งลงก่อน เขาทิ้งให้ลูกชายคอยดูแลรินชาให้ทุกคน ส่วนตัวเองก็หันหลังเดินเข้าห้องด้านในแล้วหยิบเอกสารม้วนหนึ่งออกมา
ไม่ใช่ผู้ใหญ่บ้านทุกคนจะมีความสามารถในการอ่านเอกสาร ดังนั้นหลี่เจิ้งจึงไม่ได้ส่งเอกสารให้เหล่าผู้ใหญ่บ้านเวียนกันอ่าน
เขาคลี่เอกสารออกแล้วอ่านเนื้อหาด้านบน
คำบรรยายที่เป็นทางการบนเอกสารนั้นฉินเหยาฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ประโยคที่ว่า ‘เก็บภาษีข้าวสิบสองส่วนเอาหนึ่งส่วน’ กลับได้ยินอย่างชัดเจน
เมื่ออ่านเนื้อหาทั้งหมดจบ หลี่เจิ้งก็ม้วนเอกสารกลับอย่างนอบน้อมแล้วเก็บใส่กระบอกไม้ไผ่ จากนั้นจึงถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“เพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่มากนัก ประกอบกับปีนี้ผลผลิตของแต่ละหมู่บ้านก็ค่อนข้างดี ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”
พูดก็พูดไปเถอะ แต่นอกจากหมู่บ้านตระกูลหลิวของฉินเหยาแล้ว หมู่บ้านอื่นไม่ได้มีผลผลิตที่ดีถึงเพียงนั้น
แม้ว่าในช่วงฤดูไถหว่านท่านนายอำเภอจะพาทุกคนไปเรียนรู้วิธีทำนาที่หมู่บ้านตระกูลหลิว แต่การนำไปปฏิบัติจริงนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย
คนหัวรั้นมีอยู่มาก ยิ่งมาจากถิ่นทุรกันดารที่ยากจนเท่าไรก็ยิ่งหัวรั้นมากขึ้นเท่านั้น
เหล่าผู้ใหญ่บ้านและคนหนุ่มสาวที่ไปเรียนรู้ต่างเกลี้ยกล่อมจนน้ำลายแห้ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ทำนาแบบพิถีพิถันตามอย่างหมู่บ้านตระกูลหลิว
ตราบใดที่ยังไม่เห็นผลประโยชน์ก็เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ที่จะระแวดระวังและสงสัยในสิ่งใหม่ๆ
คนที่ไปหมู่บ้านตระกูลหลิวได้เห็นมากับตา ดังนั้นพวกเขาจึงเชื่อ
แต่ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่ไม่ได้ไปด้วยกลับไม่ค่อยเชื่อ เพราะเรื่องแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อน ไม่มีอะไรให้อ้างอิง การที่จะรู้สึกหวาดหวั่นและยึดติดกับสิ่งเก่าๆ จึงเป็นเรื่องธรรมดา
นั่นก็หมายความว่าภาษีอากรที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ ถือเป็นการสูญเสียที่เห็นได้ชัดสำหรับชาวบ้านส่วนใหญ่
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าพอกลับถึงหมู่บ้านยังต้องไปเกณฑ์ชาวบ้านให้จ่ายภาษีข้าว ใบหน้าของผู้ใหญ่บ้านแต่ละหมู่บ้านก็พลันดำคล้ำ
บ้านไหนบ้างจะไม่มีพวกหัวแข็งที่ไร้เหตุผลอยู่สักสองสามคน
ภาษีข้าวจะขาดไปแม้แต่ตำลึงเดียวก็ไม่ได้ เหล่าผู้ใหญ่บ้านเปลี่ยนจากความยินดีเมื่อครู่ที่พูดคุยเรื่องผลผลิตกลายเป็นคนที่มีสีหน้าอมทุกข์อย่างแสนสาหัส เริ่มระบายความอัดอั้นออกมาอย่างบ้าคลั่ง พร่ำบ่นกับหลี่เจิ้งถึงความยากลำบากของงานเก็บภาษี
หลี่เจิ้งรู้สึกว่าหูของตนเองกำลังจะระเบิดและคอก็จะแหบแห้งอยู่แล้ว พอหันไปก็พบว่าฉินเหยากำลังถือถ้วยชา จิบชาอย่างใจเย็นพลางมองท้องฟ้าสีครามและเมฆขาวนอกบ้าน อารมณ์ที่มั่นคงเช่นนี้กระตุ้นให้หลี่เจิ้งตบโต๊ะดัง “ปัง!” แล้วตะคอกใส่ผู้ใหญ่บ้านหลายคน
“หุบปากให้หมด!”
“มาพูดเรื่องนี้กับข้าจะมีประโยชน์อะไร นี่เป็นพระราชโองการจากราชสำนัก ถ้าพวกเจ้าเก่งจริงก็ไปโต้เถียงกับท่านนายอำเภอสิ!”
ถ้วยชาในมือของฉินเหยาสั่นเล็กน้อย โชคดีที่นางประคองมือไว้ได้ทันจึงทำให้น้ำชาไม่หกออกมา
นางหันไปมองเหล่าผู้ใหญ่บ้านที่ยืนนิ่งตะลึงราวกับไก่ไม้อย่างไม่รู้ไม่ชี้ ฉินเหยาคิดอยากจะปลอบใจอยู่บ้าง แต่เมื่อคิดอีกที หากตนเองเอ่ยปากตอนนี้เกรงว่าจะถูกมองว่าเป็นการโอ้อวด มิสู้หุบปากไว้เสียจะดีกว่า
ฉินเหยาวางถ้วยชาลง ขอให้หลี่เจิ้งนำเอกสารการเก็บภาษีมาให้ตนคัดลอกฉบับหนึ่ง เมื่อคัดลอกเสร็จแล้วก็รีบเผ่นทันที
ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านเซี่ยเหอหวังเซี่ยวอวี้วิ่งตามออกมา ถามนางอย่างสงสัยว่า “ฉินเหนียงจื่อ เจ้าไม่กังวลเลยหรือ จากสิบห้าส่วนเก็บหนึ่งส่วนเพิ่มเป็นสิบสองส่วนเก็บหนึ่งส่วน เจ้ารู้หรือไม่ว่าต้องเสียข้าวสารเพิ่มขึ้นเท่าใด”
ฉินเหยาตอบคำถามแรกก่อน “กังวลไปก็ไม่มีประโยชน์ ถ้อยคำขององค์จักรพรรดิมิใช่เรื่องล้อเล่น พระราชโองการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ พวกเราทำได้เพียงยอมรับความจริงเท่านั้น”
“มีเวลาไปทะเลาะวิวาท สู้เอาเวลาไปคิดหาวิธีปลอบใจพวกชาวบ้านจะดีกว่า เพราะอย่างไรเสีย…”
ฉินเหยาหันกลับไปมองบ้านของหลี่เจิ้งแวบหนึ่ง “เมื่อถึงตอนนั้น สถานการณ์ของหลี่เจิ้งก็คือสถานการณ์ของพวกเรา ข้าไม่อยากถูกน้ำลายของชาวบ้านถ่มรดจนตายหรอกนะ”
หวังเซี่ยวอวี้ขมวดคิ้วแน่น ในใจยิ่งกังวลมากขึ้น
ฉินเหยาตอบคำถามที่สองต่อทันที “ท่านลุงเซี่ยวอวี้ ข้าพอจะคำนวณเลขเป็นอยู่บ้าง รู้ดีว่าสิบสองกับสิบห้าต่างกันอย่างไร”
“หมู่บ้านอื่นเป็นอย่างไรข้าไม่รู้ แต่คนในหมู่บ้านเซี่ยเหอของเรากว่าครึ่งทำงานอยู่ที่โรงงานเครื่องเขียนของบ้านข้า ปีนี้ผลผลิตก็ไม่เลว คิดว่าอารมณ์ต่อต้านของชาวบ้านคงไม่รุนแรงนัก ท่านแค่ปลอบใจพวกเขาดีๆ ก็พอแล้ว”
หวังเซี่ยวอวี้มองนางอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เจ้าพูดจาเหมือนไม่เกี่ยวกับตัวเองเช่นนี้ได้อย่างไร ข้าวสารคือชีวิตของทุกคนนะ เจ้ากลับพูดออกมาได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้!”
“แล้วจะให้ทำอย่างไรได้เล่า” ฉินเหยาถามกลับด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงและน้ำเสียงเรียบเฉย
หวังเซี่ยวอวี้ถึงกับพูดไม่ออกในทันที ใช่แล้ว จะให้ทำอย่างไรได้เล่า
“ท่านพ่อ!” หวังอวี่จูงเกวียนวัวร้องเรียกเขาจากข้างทาง
หวังเซี่ยวอวี้มองฉินเหยาอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ลูกชายข้ามารับแล้ว จะกลับด้วยกันหรือไม่”
ฉินเหยาโบกมือปฏิเสธแล้วผิวปากหนึ่งครั้งก็ได้ยินเสียงกีบเท้าม้าดังมาจากริมฝั่งแม่น้ำ ไม่นานม้าตัวใหญ่สีน้ำตาลเหลืองตัวหนึ่งก็วิ่งมาอยู่ตรงหน้าฉินเหยาแล้วใช้หัวถูไถนางอย่างว่าง่าย
“ท่านลุงเซี่ยวอวี้ พวกเราเป็นผู้ใหญ่บ้าน ภารกิจของผู้ใหญ่บ้านคือการเก็บภาษีให้สำเร็จและรับประกันความปลอดภัยของคนทั้งหมู่บ้าน เก็บอารมณ์ส่วนตัวไว้บ้างจะดีกว่า”
พูดจบ ฉินเหยาก็พลิกตัวขึ้นม้า ควบม้านำไปก่อนหนึ่งก้าว
หวังเซี่ยวอวี้ตัวสั่นสะท้านราวกับถูกปลุกให้ตื่นด้วยคำพูดของฉินเหยา สมองของเขาพลันปลอดโปร่งขึ้นมา
เรื่องภาษีข้าวเป็นเรื่องใหญ่ หากไม่สามารถส่งมอบได้ตามกำหนด เมื่อทางการสืบสวนลงมา ทั้งหมู่บ้านจะต้องจบเห่!
ในตอนนี้ ความสำคัญเร่งด่วนก็ปรากฏชัดเจนแล้ว หากไม่อยากตายก็ต้องใจแข็ง
ฉินเหยาขี่ม้า แต่ไม่ได้มุ่งตรงไปยังทิศทางของหมู่บ้านตระกูลหลิว แต่เลี้ยวที่ทางแยกบนถนนหลวงแล้วเข้าไปในจวนตระกูลติง
นางจะไปดูสถานการณ์การเก็บเกี่ยวของผู้เช่านาของตนในปีนี้และถือโอกาสอธิบายเรื่องการเก็บภาษีของปีนี้ด้วย
ตอนนี้หลิวจี้เป็นซิ่วไฉแล้ว ภาษีอากรที่บ้านจึงได้รับการยกเว้นทั้งหมด ดังนั้นค่าเช่าของผู้เช่านาจึงต้องปรับเปลี่ยนเล็กน้อย
ตอนแรกหลิวจี้และผู้เช่านาตกลงกันว่าจะรับผิดชอบภาษีอากรกันคนละครึ่ง
ฉินเหยาตั้งใจจะหาทางประนีประนอม โดยจะแบ่งภาษีอากรในส่วนที่แต่เดิมเหล่าผู้เช่านาต้องจ่าย มาจ่ายกันคนละครึ่ง
ปีนี้ภาษีอากรคือสิบสองส่วนเอาหนึ่งส่วน นางจะเอาเพียงครึ่งหนึ่งของส่วนนั้น ที่เหลือก็จะยกให้ผู้เช่านา
เจ้าของที่ดินคนอื่นๆ ก็ทำเช่นนี้ บางคนถึงกับไม่ได้เอาแค่ครึ่งเดียวแต่เอาไปเกินครึ่งด้วยซ้ำ
แต่สำหรับผู้เช่านาแล้ว ตราบใดที่ยังพอมีส่วนต่างให้ได้กำไร พวกเขาก็ยินดีที่จะเช่าที่นาของเหล่าซิ่วไฉและจวี่เหรินมากกว่า
กว่าฉินเหยาจะกลับจากจวนตระกูลติงถึงหมู่บ้านตระกูลหลิว แสงสนธยาก็แผ่เต็มท้องฟ้าแล้ว
คนในหมู่บ้านต่างก็จับตาดูความเคลื่อนไหวของฉินเหยาอยู่ ตลอดทางกลับบ้านจึงมีชาวบ้านที่หาบข้าวเปลือกอยู่เข้ามาสอบถามว่าปีนี้ภาษีข้าวเป็นเท่าใด
ฉินเหยาไม่ตอบ เพียงแต่กล่าวว่า “คืนนี้ข้าจะคัดลอกเอกสารออกมา พรุ่งนี้จะนำไปติดไว้ที่กระดานประกาศหน้าหมู่บ้าน ถึงตอนนั้นทุกคนก็จะรู้เอง”
ชาวบ้านยิ้มๆ และไม่ได้ซักไซ้ถามต่อ
ปีนี้ผลผลิตดี แต่ละครอบครัวยังมีรายได้ค่าจ้างจากการทำงานในโรงงานเครื่องเขียนและเงินจากการขายแตงโม เมื่อเห็นว่าชีวิตความเป็นอยู่เริ่มดีขึ้นก็ยากที่จะไม่มีความสุข
แต่ยิ่งชาวบ้านในขณะนี้มีความสุขมากเท่าไร ในใจของฉินเหยาก็ยิ่งรู้สึกไม่มั่นคงมากขึ้นเท่านั้น
การวางมาดต่อหน้าผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านเซี่ยเหอเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การต้องลงสนามไปเป็นคนร้ายด้วยตนเองจริงๆ นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
อาศัยที่คืนนี้เอกสารเก็บภาษียังไม่ได้ถูกติดประกาศออกไป นางต้องรีบคิดหาวิธีเบี่ยงเบนความเกลียดชังโดยเร็ว
ฉินเหยาครุ่นคิดพลางเดินเข้าประตูบ้านไป ยังไม่ทันที่นางจะคิดอะไรออก อินเยว่ซึ่งกำลังนำพวกต้าหลางสี่พี่น้องเก็บข้าวเปลือกอยู่ที่สวนหลังบ้านก็วิ่งมาส่งจดหมายสองฉบับให้แก่ฉินเหยา
“ท่านอาจารย์ นี่คือจดหมายที่ผู้จัดการใหญ่ซ่งเพิ่งนำมาให้ท่าน”
เมื่อส่งจดหมายให้แล้ว นางก็รีบร้อนกลับไปที่สวนหลังบ้านเพื่อเก็บข้าวเปลือกต่อ
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น ศิษย์คนนี้มีแววที่จะทำงานหนักเยี่ยงวัวเยี่ยงม้าจริงๆ~