ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 525 ข้าคิดถึงเจ้ามาก
ตอนที่ 525 ข้าคิดถึงเจ้ามาก
ชามดินเผาไม่มีทางแตกได้เอง อินเยว่ก็ยังไม่ได้เรียนรู้วิชาฝ่ามือแหวกอากาศพวกนั้นจนเป็น
ดังนั้น…ต้าหลางเงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง ไหนเล่ามีดบิน ไหนล่ะคน
อินเยว่เดินออกมาจากหลังเสา ในมือถือมีดบินสองเล่มที่ผูกเชือกไว้ ชามสองใบที่แตกเมื่อครู่ก็ถูกทำลายโดยมีดบินพิเศษสองเล่มนี้นี่เอง
“เป็นอย่างไร คราวนี้เชื่อแล้วหรือยัง” อินเยว่เดินมาอยู่ตรงหน้าสองพี่น้อง ยกมือเท้าสะเอวแล้วถามพลางยิ้ม
ซื่อเหนียงร้องว้าวออกมา ดวงตากลมโตจ้องมองมีดบินในมือของนางแล้วถามอย่างสงสัย “ศิษย์พี่เยว่ เหตุใดท่านจึงต้องผูกเชือกไว้กับมีดบินด้วยเล่าเจ้าคะ”
ต้าหลางเองก็มองมาอย่างสงสัยเช่นกัน แม้จะไม่อยากพูด แต่เขาก็ยอมรับแล้วจริงๆ
เพราะอย่างไรเสียศิษย์พี่เยว่ก็เพิ่งเริ่มฝึกยุทธ์ได้เพียงสองเดือนกว่า หากไม่ได้แอบฝึกฝนอย่างหนักย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะเชี่ยวชาญอาวุธลับประเภทนี้ได้ในเวลาอันสั้น
อินเยว่นำมีดบินที่พันเชือกของตนเองมาตรงหน้าให้สองพี่น้องดู
มีดบินของคนอื่นจะผูกเชือกสีแดงหรือเครื่องหมายอื่นๆ ไว้ที่ปลาย แต่ของนางกลับผูกเชือกเกลียวที่ทั้งเรียวและแข็งแรงไว้ทั้งหมด
อินเยว่ถามอย่างภาคภูมิใจ “ยอดเยี่ยมใช่หรือไม่ แบบนี้ข้าก็ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาเพื่อเก็บมีดบินแล้ว!”
แน่นอนว่านางยังเหลืออีกแปดเล่มที่ไม่ได้ผูกเชือกไว้ซึ่งสามารถใช้ได้ในระยะที่ไกลกว่า
อีกทั้งหากระยะทางไกลเกินไป เชือกที่ยาวเกินไปก็จะเพิ่มน้ำหนักและแรงต้าน ทำให้อานุภาพของมีดบินลดลงอย่างมาก
เอ้อร์หลางและซานหลางวิ่งเข้ามาดู มองดูมีดบินที่ผูกเชือกสลับกับชามดินเผาที่แตกกระจายบนพื้นแล้วอุทานพร้อมกันเสียงเบา “ทำแบบนี้ก็ได้หรือ”
ทำไมจะไม่ได้เล่า อินเยว่เก็บมีดบินเข้าผ้าคาดเอวของตน นั่งยองๆ ลงเก็บเศษกระเบื้องแตกไปพลางพูดไปพลาง
“ของดีไม่จำเป็นต้องเหมาะสม แต่สิ่งที่เหมาะสมกับตนเองนั่นแหละคือสิ่งที่ดีที่สุด”
สี่พี่น้องพยักหน้าหงึกๆ พากันคิดว่า ‘ได้เรียนรู้แล้วๆ’
เมื่อนึกถึงเรื่องการเก็บค่าเช่าในวันพรุ่งนี้ ผู้ใหญ่หนึ่งคนกับเด็กสี่อีกคนก็สบตากัน รีบเก็บถ้วยชามและตะเกียบให้เรียบร้อยแล้วช่วยกันเตรียมงานสำหรับเก็บค่าเช่าในวันพรุ่งนี้ด้วยความตื่นเต้นและคาดหวัง
ฉินเหยากลับมาที่ห้องนอน ปิดประตูเพื่อกั้นเสียงจอแจในลานบ้านไว้ด้านนอก จุดเทียนบนเชิงเทียนในห้อง นั่งลงที่โต๊ะแล้วเปิดจดหมายฉบับที่ยังไม่ได้อ่านก่อนหน้านี้
เมื่อเปิดจดหมายออกก็พบว่าแตกต่างจากรูปแบบที่ยืดยาวเยิ่นเย้อในอดีต คราวนี้มีเพียงสองหน้ากระดาษ
เมื่อเห็นคำสี่คำที่เขียนอย่างขี้เล่นในตอนต้นว่า “คำนับเมียจ๋าที่รัก” ฉินเหยาก็เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง พลันรู้สึกว่าในช่วงเวลาอันแสนวุ่นวายและเหน็ดเหนื่อยนี้ ในที่สุดก็มีเรื่องน่าสนุกขึ้นมาบ้าง
‘เมียจ๋า ข้ากับอาวั่งเดินทางถึงอิงเทียนฝู่อย่างปลอดภัยแล้ว หากไม่มีอะไรผิดพลาด ตอนที่เจ้าได้รับจดหมายฉบับนี้ ข้าคงจะเข้าสนามสอบไปแล้ว อวยพรให้ข้าสอบผ่านด้วยเถิด เมียจ๋า!’
ที่เหลือต่อจากนั้น ทั้งหน้ากระดาษล้วนเป็นคำทักทายที่หลิวจี้ฝากถึงคนในครอบครัว
‘เมียจ๋า ต้าหลางสบายดีหรือไม่ เอ้อร์หลางสบายดีหรือไม่ ซานหลางสบายดีหรือไม่ ซื่อเหนียงสบายดีหรือไม่ เหล่าหวงกับเหล่าชิงยังสบายดีอยู่หรือไม่ แล้วเจ้าเล่า สบายดีหรือไม่’
‘ข้ากับอาวั่งสบายดีมาก ท่านอาจารย์ก็สบายดีมาก ศิษย์พี่ตัวน้อยก็สบายดีมาก สือโถวกับอากู่พวกเขาก็สบายดีกันทุกคน…’
ฉินเหยาขมวดคิ้ว นางสงสัยจริงๆ ว่าหลิวจี้กำลังเขียนคำเยิ่นเย้อเพียงเพื่อให้กระดาษจดหมายแผ่นนี้ดูเต็มและสวยงามขึ้น
ในตอนท้ายของจดหมาย ถึงจะมีประโยคที่ไร้สาระน้อยลงมาหน่อย ‘เมียของข้า ข้าคิดถึงเจ้ามาก’
“ซี้ด~” ฉินเหยาพลันรู้สึกเสียวฟันขึ้นมา นางกวาดตามอง บนโต๊ะยังมีน้ำบ๊วยดำผสมน้ำผึ้งที่หลี่ซื่อเพิ่งนำมาให้จึงรีบหยิบขึ้นมาดื่มอึกใหญ่
รสหวานของน้ำผึ้งช่วยขจัดความรู้สึกแสบซี้ดนั้นไปในทันที ในที่สุดฟันของนางก็รู้สึกสบายขึ้น
ฉินเหยาวางกระดาษจดหมายลงแล้วหันกลับไป นอกหน้าต่างที่เปิดกว้าง ดวงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้ายามค่ำคืน
โคมไฟสองสามดวงในลานบ้านแกว่งไกวเบาๆ ไปตามสายลม ผู้คนที่เมื่อครู่ยังส่งเสียงจอแจอยู่ในลานบ้านหายไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ โลกทั้งใบเงียบสงบจนน่าประหลาด สามารถได้ยินเสียงลมภูเขาพัดผ่านได้อย่างชัดเจน…
“อินเยว่! ถึงเวลาเรียนเสริมแล้ว!”
ฉินเหยาลุกพรวดขึ้นยืน ตะโกนไปยังสวนหลังบ้านแล้วก้าวฉับๆ ออกจากประตู พับแขนเสื้อแล้วมุ่งหน้าไปยังหลังเขา
เสียงตอบรับอย่างประหม่าของอินเยว่ดังมาจากเรือนข้างที่เพิ่งสร้างใหม่ในสวนหลังบ้าน จากนั้นประตูห้องก็เปิดออก อินเยว่รีบวิ่งตามฝีเท้าของอาจารย์ไปพลางผูกชุดฝึกของตนไปพลาง
สองศิษย์อาจารย์ฝึกกันจนถึงต้นยามไฮ่จึงลงมาจากหลังเขา อินเยว่เหนื่อยจนหอบแฮ่ก
การที่ครอบครัวของหลี่ซื่อย้ายกลับมาอยู่ด้วยมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือสองศิษย์อาจารย์ที่กลับมาดึกๆ ดื่นๆ สามารถอาบน้ำก่อนกลับเข้าห้องไปนอนได้
ในห้องครัวมีน้ำร้อนต้มไว้หม้อใหญ่ สองศิษย์อาจารย์ถือถังน้ำร้อนไปคนละถัง คนหนึ่งไปที่ห้องอาบน้ำเก่า อีกคนไปที่ห้องอาบน้ำที่เพิ่งสร้างใหม่ในสวนหลังบ้าน หลังจากรีบอาบน้ำอย่างรวดเร็วแล้ว ไฟในลานบ้านก็ดับลงทั้งหมด ทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบ
ก่อนจะหลับไป ในหัวของฉินเหยายังคงขบคิดว่าจะเบี่ยงเบนความเกลียดชังของชาวบ้านในเช้าวันพรุ่งนี้ได้อย่างไร
คิดไปคิดมา นางก็ล้มเลิก
เรื่องของวันพรุ่งนี้ค่อยคิดวันพรุ่งนี้ ไปเข้าเฝ้าโจวกงดีกว่า!
หลับสบายตลอดคืน ฉินเหยานอนจนตื่นเองตามธรรมชาติ
เสียงของอินเยว่ที่ออกไปหาบน้ำตอนรุ่งสางนั้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนางคุ้นชินแล้วหรือว่าเหนื่อยเกินไปกันแน่ นางไม่ได้ยินเลยแม้แต่น้อย
ตอนที่ฉินเหยาตื่นนั้น เกวียนวัวและรถม้าของบ้านก็ถูกเทียมเรียบร้อยและจอดรออยู่นอกประตูใหญ่แล้ว
สี่พี่น้องตั้งใจเปลี่ยนไปสวมชุดผ้าป่านที่เย็นสบายและสะดวกต่อการเคลื่อนไหว กำลังขนของที่พวกเขาจะนำไปด้วยขึ้นไปบนรถ
ตะกร้าสานสองสามคู่ที่บ้านก็ถูกนำไปด้วย จะได้ขนข้าวเปลือกกลับมาได้มากขึ้นและลดจำนวนเที่ยวลง
ยังมีลูกคิดและตาชั่ง นี่เป็นของที่สำคัญที่สุดจะลืมไม่ได้เด็ดขาด
พู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกล้วนถูกเก็บไว้ในหีบหนังสือของเอ้อร์หลาง เมื่อยัดหีบหนังสือทั้งใบขึ้นไปบนรถแล้ว พวกเขาก็ตบมือแล้วกลับมากินอาหารเช้า
อาหารเช้าวันนี้ทำอย่างเรียบง่าย เป็นโจ๊กขาวกับเครื่องเคียง ในตอนเช้าที่ร้อนอบอ้าว ได้กินอะไรแบบนี้จะทำให้รู้สึกสบายไปทั้งวัน
เมื่อกินอาหารเช้าเสร็จ แม่ลูกห้าคนบวกกับอินเยว่อีกหนึ่งคนก็ออกเดินทางไปด้วยกัน
อินเยว่ขับรถม้าโดยมีเอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงนั่งไปด้วย
ต้าหลางขับเกวียนวัวด้วยตัวเอง ฉินเหยาไม่ค่อยวางใจนักจึงนั่งรถคันเดียวกับเขาไปจนถึงบ่อน้ำของหมู่บ้าน เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มขับเกวียนวัวได้คล่องแคล่วดีแล้ว นางจึงวางใจ
“เดินทางช้าๆ หน่อยนะ” ฉินเหยากำชับ
ทุกคนขานรับพลางยิ้มแล้วขับรถออกจากหมู่บ้านตระกูลหลิวไปอย่างมั่นคง มุ่งหน้าไปยังตัวเมือง
ฉินเหยามองตามพวกเขาไปจนลับสายตา จากนั้นจึงละสายตากลับมา ตั้งสติให้มั่นแล้วเริ่มทำงานสำคัญ
นางคลี่เอกสารเก็บภาษีที่คัดลอกมาจากบ้านหลี่เจิ้งออก ทาด้วยโจ๊กเหลวที่นำมาจากบ้าน เป่าเล็กน้อยแล้วอาศัยความเหนียวติดเอกสารลงบนกระดานประกาศของหมู่บ้าน
ชาวบ้านพากันเข้ามารุมล้อมและถามด้วยความเป็นห่วง “ท่านผู้ใหญ่บ้าน นั่นคือเอกสารภาษีข้าวใช่หรือไม่”
เมื่อเห็นฉินเหยาพยักหน้า ชาวบ้านก็ยิ่งมารวมตัวกันมากขึ้น ผู้คนรุมล้อมกระดานประกาศ คนที่อ่านหนังสือออกก็อ่านเนื้อหาบนเอกสารให้ชาวบ้านคนอื่นๆ ฟัง
ฉินเหยายืนอยู่ข้างๆ คอยอธิบายเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา
เมื่อเห็นว่าชาวบ้านรู้เรื่องการเพิ่มภาษีข้าวในปีนี้แล้วต่างก็ตกใจอย่างมากและเตรียมจะเข้ามาซักถามตน ฉินเหยาจึงตะโกนขึ้นก่อน
“ข้ารู้ว่าทุกคนร้อนใจ แต่ขอให้ทุกคนอย่าเพิ่งร้อนใจ ฟังข้าก่อน!”
ชาวบ้านทุกคนหันมามองนาง
ฉินเหยาถูกห้อมล้อมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธและความไม่เข้าใจ นางแข็งใจกล่าวประณามอย่างจริงจัง
“เป็นความผิดของท่านหลี่เจิ้งที่ปิดบังเรื่องนี้อย่างมิดชิด มิฉะนั้นข้าคงไม่รู้เรื่องที่ราชสำนักเพิ่มภาษีข้าวหลังจากกลับมาจากเมืองเมื่อคืนนี้หรอก ทำให้ทุกคนไม่ได้เตรียมตัวและต้องมารู้สึกเจ็บใจเช่นนี้…”
ความไม่เข้าใจในแววตาของชาวบ้านพลันกระจ่างใสขึ้น พวกเขากล่าวกับฉินเหยาอย่างใจกว้างว่า “ไม่โทษท่านผู้ใหญ่บ้านหรอก หากจะโทษก็ต้องโทษท่านหลี่เจิ้ง ข่าวใหญ่ปานนี้ก็ยังจะปิดบัง พอถึงเวลาใกล้ๆ ถึงค่อยมาบอก ทำให้ทุกคนไม่พอใจกันไปหมด!”
หลี่เจิ้งที่อยู่ไกลออกไปในเมืองพลันจามเสียงดังสนั่น เขามองดูดวงอาทิตย์ที่แผดจ้าอยู่บนศีรษะอย่างแปลกใจ
ก็ไม่หนาวนี่นา เหตุใดจึงรู้สึกเย็นสันหลังวาบเล่า