ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 526 เทศกาลไหว้พระจันทร์
ตอนที่ 526 เทศกาลไหว้พระจันทร์
ฉินเหยาอาศัยการโยนความผิด ชี้นำให้ชาวบ้านระบายความไม่พอใจออกมาได้สำเร็จ
เมื่ออารมณ์สงบลงแล้ว งานเก็บภาษีจึงดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
อันที่จริงสำหรับชาวบ้านทั่วไปแล้ว ตราบใดที่พระราชโองการของราชสำนักไม่ได้รุนแรงจนถึงขั้นทำให้พวกเขาอยู่ไม่ได้ พวกเขาก็ไม่เคยกล้าต่อต้าน
ดังนั้นแม้ในใจจะมีความไม่พอใจและความคับข้องใจมากเพียงใด แต่ภายใต้การกดขี่ของอำนาจราชวงศ์ที่แข็งแกร่ง เมื่อถึงเวลาต้องเสียภาษีก็ต้องเสีย
อย่างมากที่สุด ในแต่ละหมู่บ้านก็จะมีพวกหัวแข็งอยู่สองสามคน คอยสร้างปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ให้กับเหล่าผู้ใหญ่บ้าน
เช่น พวกที่ชั่งน้ำหนักขาดๆ เกินๆ หรือพวกที่เอาของคุณภาพต่ำมาแทนของคุณภาพดีและพวกที่แกล้งทำเป็นฟังไม่รู้เรื่องและไม่ยอมปฏิบัติตาม
สรุปคือ คนเหล่านี้ที่หวังพึ่งโชคช่วยจะต้องก่อเรื่องวุ่นวายทุกปี
ในปีก่อนๆ ผู้ใหญ่บ้านคนเก่าอายุมากแล้วและไม่มีเรี่ยวแรงมากนักจึงทำได้เพียงปล่อยให้พวกเขาก่อเรื่องวุ่นวายไปก่อนแล้วค่อยจัดการหลังจากเก็บภาษีข้าวส่วนใหญ่ได้ครบแล้ว
แต่วิธีการนี้ให้ผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอนเกินไป
ฉินเหยาไม่ยอมให้ใครมาสร้างความรำคาญให้นางตอนที่นางกำลังทำงานอยู่เด็ดขาด
ดังนั้นตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเก็บภาษีอย่างเป็นทางการ นางจึงไปหาครอบครัวที่ไม่เชื่อฟังจากปีที่แล้วสองสามหลังก่อน ‘ทั้งปลอบทั้งขู่’ ไม่ถึงครึ่งวันก็ยุติเรื่องราวได้
เมื่อพวกหัวแข็งถูกกำจัดไปจนหมดสิ้น เรื่องราวหลังจากนั้นก็ราบรื่นขึ้นมาก
ศาลบรรพชนของหมู่บ้านต้องทำหน้าที่เป็นโกดังในช่วงเวลาเก็บภาษี ฉินเหยาตั้งโต๊ะ เก้าอี้และตาชั่งไว้ที่หน้าประตูศาลบรรพชน นางมาถึงเป็นคนแรกและกลับไปเป็นคนสุดท้ายทุกวัน
หลังจากเฝ้าอยู่สามวันติด ฉินเหยาก็รู้สึกว่านี่ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา นางจะปล่อยให้ตัวเองเป็นลมแดดไม่ได้ ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านยังรอนางเป็นผู้นำอยู่
นางจับตัวพวกไม่เอาถ่านในหมู่บ้านที่เดินตามรอยเท้าของหลิวจี้มาได้ห้าคน กดตัวพวกเขาไว้ที่หน้าประตูศาลบรรพชนแล้วสั่งให้ทำงานรับใช้ผู้ใหญ่บ้านคนนี้ให้ดี!
อะไรนะ
เขียนหนังสือไม่เป็น ดูตาชั่งไม่เป็น ทั้งยังคิดเลขไม่เป็นอีกงั้นรึ
“พวกเจ้าอยากจะดูหรือไม่ว่าหมัดของผู้ใหญ่บ้านอย่างข้าใหญ่แค่ไหน” ฉินเหยายิ้มอย่างชั่วร้ายพลางพิงเก้าอี้ไม้ไผ่แล้วหมุนข้อมือ
ชายหนุ่มว่างงานทั้งห้าคนตกใจจนไม่กล้าพูดคำว่า ‘ไม่’ ออกมาอีก เรียน! ตอนนี้ต้องเรียนกันให้ตายไปข้างหนึ่ง!
ท่ามกลางความวุ่นวาย เทศกาลไหว้พระจันทร์ก็มาถึง
ข้าวเปลือกในนาของหมู่บ้านเก็บเกี่ยวไปแล้วเก้าส่วน เหลือเพียงข้าวเปลือกในนาที่อยู่ห่างไกลบางส่วนที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวกลับมา
ช่วงเวลานี้สวรรค์เมตตาเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีฝนตกหนักเลย
สำหรับชาวบ้านแล้ว นี่คือปีที่ลมฝนเป็นใจและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างอุดมสมบูรณ์ซึ่งหาได้ยากยิ่ง
ในวันเทศกาลไหว้พระจันทร์ ทุกครัวเรือนต่างหยุดพักผ่อนหนึ่งวัน โรงงานเครื่องเขียนก็หยุดพักหนึ่งวันเช่นกัน
ผู้คนนำของอร่อยทั้งของกินและเครื่องดื่มในบ้านออกมา ทั้งครอบครัวมารวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขที่หาได้ยากนี้
ทางฝั่งเรือนเก่าเรียกให้ครอบครัวของฉินเหยาไปฉลองเทศกาลด้วยกัน แต่ฉินเหยาปฏิเสธ ปีนี้นางต้องการฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่บ้านของตนเองให้ดีสักครั้ง
“พวกเรามาทำขนมไหว้พระจันทร์กันเถอะ!” ฉินเหยากล่าวอย่างกระตือรือร้น
ซานหลางตอบรับทันที “ท่านแม่ ข้าอยากกินขนมไหว้พระจันทร์!”
ซื่อเหนียงเหลือบมองพี่สามของตนอย่างรังเกียจ “ตะกละตายไปเลยเถอะ”
แต่เมื่อหันไปหาท่านแม่ก็เปลี่ยนเป็นสีหน้าคาดหวัง “ท่านแม่ ท่านทำขนมไหว้พระจันทร์เป็นด้วยหรือเจ้าคะ”
เมื่อเห็นต้าหลาง เอ้อร์หลางและอินเยว่ต่างมองมาอย่างสงสัย ฉินเหยาก็แบมือสองข้างออก “ไม่เป็น”
ทุกคน “…”
“แต่ต้องมีคนทำเป็นแน่นอน” ฉินเหยาเดินมาที่นอกประตูห้องครัวแล้วส่งเสียง “ฟืดฟาด” พยายามจะเรียกความสนใจจากหลี่ซื่อที่กำลังยุ่งอยู่กับการนวดแป้ง
หลี่ซื่อไม่ได้หูหนวก นางได้ยินเสียงแม่ลูกคุยกันในลานบ้านตั้งนานแล้ว
นางหันกลับมาพูดอย่างขบขัน “ไปล้างมือเถอะ เดี๋ยวพอข้าเตรียมแป้งกับไส้เสร็จจะยกไปให้ที่ห้องโถง พวกเราจะได้ทำด้วยกัน”
เด็กๆ พลันตื่นเต้นขึ้นมาทันที ส่งเสียงโห่ร้องวิ่งไปต่อแถวล้างมือที่อ่างล้างหน้า จากนั้นก็วิ่งเข้าไปรอในห้องโถง
ฉินเหยาและอินเยว่ก็ถามอย่างมีความสุข “พวกเราพอจะช่วยอะไรได้บ้างหรือไม่”
หลี่ซื่อสั่งการอย่างไม่เกรงใจ “ฮูหยินไปจุดเตาอบเถิดเจ้าค่ะ ส่วนแม่นางเยว่ท่านก็ไปเก็บโต๊ะในห้องโถงให้เรียบร้อย ทางนี้ข้าใกล้จะเสร็จแล้ว”
สองศิษย์อาจารย์พยักหน้ารับอย่างหนักแน่น รับบัญชา!
เมื่อห้องโถงและเตาอบพร้อมแล้ว วัตถุดิบทางฝั่งของหลี่ซื่อก็เตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้วเช่นกัน
ทุกคนมารวมตัวกันที่ห้องโถง เริ่มเรียนรู้วิธีห่อขนมไหว้พระจันทร์จากหลี่ซื่อ
เมื่อถึงตอนใช้แม่พิมพ์ของที่บ้าน ต้าหลางและซื่อเหนียงก็หยิบแม่พิมพ์เหล่านี้ขึ้นมาแนะนำอย่างตื่นเต้น
“นี่คือแม่พิมพ์ลายดอกเหมยกับแม่พิมพ์อักษรฝูที่พวกเราทำกับท่านอาอาวั่งเมื่อปีที่แล้ว!”
พูดจบ พวกเขาก็พลันเศร้าลง
ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นมอง สี่พี่น้องบวกกับเสี่ยวไหลฝูอีกหนึ่งคนล้วนมีสีหน้าคิดถึง
“เป็นอะไรไป คิดถึงอาวั่งแล้วรึ” นางถามอย่างขบขัน
เด็กทั้งห้าคนพยักหน้าหงึกๆ ท่านอาอาวั่งจากไปนานมากแล้ว
ฉินเหยายิ้มบางๆ “นับวันดูแล้ว เดือนหน้าพวกเขาก็น่าจะกลับมาแล้ว อีกไม่นานหรอก”
ซื่อเหนียงพลันนึกถึงท่านพ่อผู้ไม่เอาไหนของตนขึ้นมาได้ นางพึมพำอย่างกังวล “ไม่รู้ว่าคราวนี้ท่านพ่อจะยังสอบได้ที่โหล่อีกหรือไม่”
เอ้อร์หลางพูดไม่ออก
ซานหลางกระซิบเสียงเบา “น้องสาว เจ้าจะหวังให้ท่านพ่อสอบได้ที่รองโหล่ก็ได้นี่นา”
“เลิกกระซิบกระซาบกันได้แล้ว ท่านน้าหลี่คนเดียวจะทำขนมไหว้พระจันทร์เสร็จหมดแล้ว” ต้าหลางเตือนอย่างจนใจ
ส่วนท่านแม่กับศิษย์พี่เยว่ คนหนึ่งไม่ได้เรื่องยิ่งกว่าอีกคนหนึ่ง เมื่อมองดูขนมไหว้พระจันทร์ลายดอกเหมยสองสามชิ้นที่ไส้แทบจะทะลักออกมาจากเปลือก ต้าหลางก็ถอนหายใจยาว
เด็กหนุ่มตักไส้ขนมชามเล็กๆ ออกมาวางไว้ตรงหน้าสองศิษย์อาจารย์ “ท่านแม่ ศิษย์พี่เยว่ ท่านสองคนไปเล่นกันเองทางโน้นเถอะ”
อินเยว่ประหลาดใจ “จริงหรือ”
ฉินเหยาถลึงตาใส่ศิษย์ของตน ชี้ไปที่ขนมไหว้พระจันทร์เปลือกแตกตรงหน้านาง “นี่เจ้าทำอะไรของเจ้า ไม่รู้หรือว่าแป้งสาลีอย่างดีมันแพง พออบเสร็จแล้วเจ้าต้องกินทั้งหมดนี่ให้หมด!”
อินเยว่เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ ในใจคิดว่า ‘ท่านอาจารย์ ท่านไม่ดูขนมไหว้พระจันทร์ในมือของท่านหน่อยหรือว่ามันเละเทะแค่ไหน’
แน่นอนว่าคำพูดนี้ย่อมไม่กล้าพูดออกไป
อาจารย์คือฟ้าดิน อาจารย์ว่าอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น การรับผิดแทนอาจารย์ถือเป็นโชคของศิษย์!
หลังจากล้างสมองตัวเองเสร็จ อินเยว่ก็พยักหน้าอย่างหนักแน่น “ท่านอาจารย์วางใจเถิด ศิษย์จะกินให้หมด”
ฉินเหยาจึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เด็กคนนี้พอจะสั่งสอนได้
นางวางแม่พิมพ์ในมือลง “เหลืออีกไม่กี่ชิ้นแล้วทิ้งไว้ให้พวกเจ้าคนหนุ่มสาวได้ฝึกฝนกัน”
พูดจบก็ลุกกลับเข้าห้องไปนอนอย่างเปิดเผย
นางหยิบลูกคิดอันเล็กออกมา คำนวณผลผลิตของบ้านในปีนี้
อินเยว่พาเด็กสี่คนไปเก็บค่าเช่า ได้ข้าวเปลือกกลับมาหนึ่งหมื่นสองพันห้าร้อยจินและถั่วเหลืองหนึ่งพันหนึ่งร้อยจิน
ไร่แตงโมห้าหมู่ของบ้านขายได้เงินเจ็ดสิบสองตำลึง นาข้าวห้าหมู่ให้ผลผลิตข้าวเปลือกสองพันสามร้อยจิน
ภาษีข้าวได้รับการยกเว้น ดังนั้นผลผลิตที่ได้จึงเป็นของตนเองทั้งหมด
ในครึ่งปีแรกยังมีข้าวเปลือกเหลืออยู่ไม่น้อย คราวนี้จึงเติมเข้าไปให้ครบหนึ่งหมื่นจินเพื่อกักตุนไว้ ข้าวเปลือกที่เหลืออีกแปดพันจินขายไปทั้งหมดในราคาสามเหวินต่อหนึ่งจิน ได้เงินมายี่สิบสี่ตำลึง
ถั่วเหลืองทั้งหมดเก็บไว้กินเอง ฝีมือทำอาหารของหลี่ซื่อนั้นยอดเยี่ยม ทั้งน้ำเต้าหู้ เต้าฮวยและเต้าหู้ล้วนสลับสับเปลี่ยนทำได้หลากหลาย
ยังสามารถเพาะถั่วงอกไว้กินเป็นผักสดในฤดูหนาวได้อีกด้วย
หรือไม่ก็ทำเต้าหู้เพิ่มขึ้นแล้วนำไปแปรรูปเป็นเต้าหู้แห้งรสชาติต่างๆ
ฉินเหยาเคยคิดที่จะเพิ่มการค้าใหม่ เช่น นำเต้าหู้แห้งที่หลี่ซื่อทำไปขายตามโรงเตี๊ยม
แต่ภายหลังเมื่อคำนวณต้นทุนและผลกำไรแล้ว เครื่องเทศราคาสูง การทำเต้าหู้แห้งใช้เวลานาน แรงงานก็มีจำกัด ประกอบกับในเมืองและในอำเภอก็มีคนทำการค้านี้อยู่แล้ว การแข่งขันจึงสูง ต่อให้หลี่ซื่อทำงานจนตายก็คงไม่ได้กำไรอะไรมากนัก นางจึงตัดสินใจล้มเลิกความคิดนี้อย่างเด็ดขาด
ทำให้คนในครอบครัวกินเองจะดีกว่า
เมื่อดีดลูกคิดรายการสุดท้ายเสร็จสิ้น จำนวนเงินบนลูกคิดก็คือจำนวนเงินสดทั้งหมดที่ฉินเหยามีอยู่ในมือตอนนี้…หนึ่งพันหนึ่งร้อยเก้าสิบหกตำลึง