ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 530 เมื่อฟ้าให้วั่งมาเกิดแล้ว ไยต้องให้จี้มาเกิดด้วย
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 530 เมื่อฟ้าให้วั่งมาเกิดแล้ว ไยต้องให้จี้มาเกิดด้วย
อาวั่งนำกระต่ายหยกทั้งหมดใส่ไว้ในถุงใบเล็กให้เรียบร้อยก่อนแล้วจึงล้วงเงินก้อนที่เหลืออีกสี่ก้อนออกมาจากเข็มขัด พูดด้วยความโอ้อวดและภาคภูมิใจว่า “ฮูหยินให้มา ยังเหลืออีกสี่ก้อนแน่ะ”
“…”
แปลกจริง เหตุใดนายท่านใหญ่จึงไม่พูดอะไร
อาวั่งเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นหลิวจี้กำลังจ้องเขม็งมาที่เขา ดวงตาดอกท้อที่เคยเปล่งประกายคู่นั้นกลับมืดมนลงอย่างถึงที่สุด เป็นแววตาที่อาวั่งไม่เคยเห็นมาก่อน มองจนใจของเขากระตุกวูบ
เขานำกระต่ายหยกหนึ่งรังออกมาอีกครั้ง สองมือประคองส่งไปตรงหน้าหลิวจี้ ท่าทางคล้ายกำลังง้อเด็กที่กำลังโกรธอยู่ “นายท่านใหญ่ ให้ท่าน”
หลิวจี้หลุบสายตาลงมองกระต่ายรังนั้นแล้วลืมตาที่อยากจะฆ่าคนคู่นั้นขึ้นจ้องมองอาวั่งอีกครั้ง นิ้วมือเรียวยาวชี้ไปที่เอวของเขา
ในที่สุดอาวั่งก็เข้าใจ นายท่านใหญ่ไหนเลยจะต้องการกระต่ายหยก
สิ่งที่เขาต้องการ…เห็นได้ชัดว่าเป็นชีวิตของเขาต่างหาก!
หากเขากล้าให้นายท่านใหญ่จัดการเรื่องเงินเอง หลังจากกลับถึงหมู่บ้าน ฮูหยินจะต้องใช้ไม้ทุบเขาให้ตายอย่างไม่ลังเลเป็นแน่
อาวั่งถอยหลังไปหนึ่งก้าว อยากจะเดินอ้อมไป เดิมทีคิดว่าจะถูกขวางไว้ แต่นึกไม่ถึงว่านายท่านใหญ่จะยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ
หลิว(จวี่เหริน)จี้ แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสี่สิบห้าองศา แสงแดดร้อนแรงจนทำให้รู้สึกเวียนศีรษะ
เขาคิดว่า เขาคงจะไม่รักอีกต่อไปแล้ว!
สำหรับเรื่องที่ฉินเหยาลอบให้เงินอาวั่ง ทั้งยังให้เขามากกว่าที่ให้ตนเอง หลิวจี้ยังคงเก็บมาใส่ใจอยู่ตลอดเวลา
ตลอดการเดินทางกลับหลังจากนั้น ขอเพียงแค่อาวั่งปรากฏตัว หลิวจี้ก็จะใช้สายตาที่ราวกับจะกินคนจ้องมองเขา
บรรยากาศอันมืดมนแผ่ออกมาจากร่างของหลิวจี้ กงเหลียงเหลียวและคนอื่นๆ ต่างก็ประหลาดใจเมื่อพบว่าคนที่ไม่เอาไหนเช่นนี้เวลาโกรธขึ้นมากลับมีพลังข่มขวัญได้อย่างน่ากลัว
กงเหลียงเหลียวสงสัยจึงไปสืบถามจนรู้สาเหตุ ส่งเสียงจุ๊ๆ สองครา ไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ
แต่ถึงกระนั้นก็ยังเรียกฉีเซียนกวนและคนอื่นๆ มา กำชับพวกเขาว่าอย่าได้ไปยั่วยุหลิวจี้ในช่วงเวลานี้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พูดจาไม่เข้าหูแล้วบางคนอาจจะคลั่งขึ้นมาอาละวาดพังโต๊ะทันที
กงเหลียงเหลียวกล่าวว่า “ตอนนี้ก็มีเพียงข้าผู้เฒ่าที่พอจะข่มเขาไว้ได้บ้าง ตลอดการเดินทางนี้ไม่น่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น แต่เมื่อเหยาเหนียงไม่อยู่ ท้ายที่สุดก็ไม่มีใครสามารถควบคุมเขาได้อย่างแท้จริง ดังนั้นทุกคนอดทนได้ก็อดทนไปก่อนเถอะ”
อันธพาลไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวคืออันธพาลเกิดความหึงหวงแล้วยังมีความรู้
ความใจแคบของซานเอ๋อร์ผู้นั้น กงเหลียงเหลียวมองทะลุปรุโปร่งมานานแล้ว ผิวเผินดูเหมือนจะยิ้มแย้มไม่ใส่ใจอะไร แต่ความจริงแล้วใจคอคับแคบยิ่งกว่ารูเข็มเสียอีก
ฉีเซียนกวนเห็นด้วยอย่างยิ่ง พยักหน้าอย่างจริงจัง “ท่านอาจารย์อย่ากังวลไปเลย อีกไม่กี่วันศิษย์น้องก็คิดได้เอง พอถึงตอนนั้นก็จะดีขึ้นเองขอรับ”
กงเหลียงเหลียวส่ายหน้า ไม่มีทางดีขึ้นได้หรอก นอกเสียจากว่าอาวั่งจะยอมมอบเงินออกมา
แต่ว่า!
คนทั้งลำเรือของพวกเขาก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอาวั่งคนเดียว!
ดังนั้นจึงไม่มีทางแก้ไข
“ฉินเหนียงจื่อผู้นี้ไปเก็บอาวั่งมาจากที่ใดกัน” สือโถวทั้งสงสัยทั้งอิจฉา ถอนใจกล่าวว่า “อาวั่งมีวรยุทธ์สูงส่ง ทั้งยังภักดีต่อฉินเหนียงจื่อถึงเพียงนี้ สายตาของคุณชายจี้หลายวันนี้ข้าเห็นแล้วยังรู้สึกกลัว แต่อาวั่งกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จิตใจเช่นนี้ ไม่รู้ว่าทื่อเกินไปหรือว่าหลุดพ้นจากทางโลกไปแล้วกันแน่”
หลิวจี้ที่นั่งยองๆ อยู่ในมุมมืดได้ยินคำพูดของเขา ในใจแทบจะกระอักเลือดเก่าออกมาคำใหญ่
เป็นเขาต่างหากที่เก็บกลับมา!
เป็นเขา! เป็นเขาเองที่เมื่อก่อนถูกมันหมูบดบังตา หาตัวหายนะเช่นนี้มาให้ตนเอง!
แต่เมื่อนึกถึงเงินสี่สิบตำลึงในเข็มขัดของอาวั่ง หลิวจี้ก็อดไม่ได้ที่หัวใจจะเจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้ง
เขาไม่ได้นึกอยากจะได้เงินสี่สิบตำลึงนั่น แต่เป็นเพราะ…เหตุใดเมียจ๋าจึงไม่ไว้วางใจเขาถึงเพียงนี้!
เป็นไปได้หรือไม่ว่าเพราะพอเขารับเงินมาแล้วจะเอาไปเที่ยวเตร่เสเพล ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่ตั้งใจเล่าเรียนอย่างนั้นหรือ
อาวั่งยกอาหารเย็นของวันนี้เดินเข้ามาในห้องโดยสาร สายตากวาดมองคนที่นอนคว่ำหน้าบึ้งตึงอยู่ในมุมมืด ดวงตาใสกระจ่างคู่นั้นก็ราวกับสามารถมองทะลุจิตใจคนได้ เอ่ยปากพูดอย่างจริงจังว่า “ท่านก็คงจะทำเช่นนั้นจริงๆ”
หลิวจี้!!!
โดยไม่สนใจท่าทีหม่นหมองของนายท่านใหญ่ที่ซุกตัวอยู่เงียบๆ อาวั่งจัดวางอาหารแต่ละอย่างลงบนโต๊ะ
เต้าหู้ตุ๋นถั่วลันเตากับไข่หนึ่งชาม เต้าหู้ขาวที่ถูกหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมซ้อนกันเป็นรูปทรงพีระมิด ด้านบนราดด้วยน้ำแกงไข่ข้นร้อนๆ ทำให้รสชาติเค็มกลมกล่อมซึมซาบเข้าไปในเนื้อเต้าหู้แล้วประดับด้วยถั่วลันเตาที่ผ่านการปรุงง่ายๆ จนมีสีเขียวสดใสดั่งมรกต
เห็นได้ชัดว่าเป็นสีสันที่ดูค่อนข้างจืดชืด แต่ในสายตาของฉีเซียนกวนและคนอื่นๆ ที่กินของมันๆ บนเรือแล้วจะอาเจียนกลับรู้สึกว่าดวงตาสว่างวาบขึ้นมาทันที กลิ่นหอมอ่อนๆ ของถั่วลันเตาและน้ำแกงไข่ที่ผสมผสานกันทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
โจ๊กปลาใส่ผักสดหนึ่งหม้อ เนื้อปลานั้นคัดสรรเฉพาะเนื้อส่วนท้องชิ้นใหญ่ที่ไม่มีก้าง เวลาที่ใส่ลงไปในโจ๊กขาวนั้นจึงลงตัวอย่างแท้จริงทำให้รสหวานของเนื้อปลาผสมผสานเข้าไปในโจ๊ก แต่เนื้อปลาก็ยังคงความสดใหม่และนุ่มนวล
ผักสดที่ใช้มือฉีกล้วนๆ ถูกใส่ลงไปในโจ๊กปลาเป็นลำดับสุดท้าย ทำให้มีสีสันสดใสสวยงาม รสชาติหวานสดชื่นและกรอบอร่อย
สุดท้ายคือน้ำปรุงพริกเผาดองเองหนึ่งจาน มีสีแดงสด มันแต่ไม่เลี่ยน รสชาติเค็มจัดเผ็ดจัด เพียงแค่ใส่ลงไปในโจ๊กเล็กน้อยก็ช่วยให้เจริญอาหารขึ้นมาก
เมื่อเห็นว่าทุกคนกำลังน้ำลายสออยากกินอาหารของตน กำลังจะลงตะเกียบ
หลิวจี้ที่อยู่ในมุมมืดก็พรวดพราดออกมา คว้าชุดชามและตะเกียบของตนเอง “ท่านอาจารย์ ศิษย์กินก่อนนะขอรับ”
อาวั่งก็ส่วนอาวั่ง อาหารก็ส่วนอาหาร เขาหลิวจี้แยกแยะได้ชัดเจนเสมอมา ไม่เคยโกรธคนแล้วพาลไปลงที่อาหารเลิศรส
เพียงแต่เมื่อกินข้าวเสร็จ หลิวจี้ก็อดไม่ได้ที่จะมองเงาจันทร์ในน้ำบนแม่น้ำ พลางครุ่นคิดในใจว่า เขาจะต้องทำอย่างไร เมียจ๋าของเขาถึงจะไว้วางใจในตัวเขา
“ฮัดชิ้ว!”
ฉินเหยาขยี้ปลายจมูก ลมบนภูเขาแรงเกินไปหรือไร
อินเยว่มองมีดบินที่ปักอยู่บนเสื้อบริเวณไหล่ของตนเอง ระยะห่างนี้ห่างจากลำคอที่บอบบางของนางไม่ถึงครึ่งนิ้วเสียด้วยซ้ำ หรือว่าท่านอาจารย์ต้องการจะฆ่านาง
เมื่อคิดถึงตรงนี้ อินเยว่ก็รีบเงยหน้าขึ้นมองสตรีที่เดินออกมาจากมุมมืดในป่ามายืนอยู่ใต้แสงจันทร์ นางกำลังขยี้ปลายจมูก หันศีรษะมองไปรอบๆ ปากก็พึมพำอะไรบางอย่าง
แต่นี่ดูไม่เหมือนท่าทีของคนที่คิดจะฆ่านางเลย
ดังนั้นคือ…ท่านอาจารย์แค่พลั้งมือไปอย่างนั้นหรือ
ฉินเหยาที่จามออกมาเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าเมื่อครู่ดูเหมือนตนเองจะมือลื่นไปหน่อย
รีบถามออกไปว่า “ยังไม่ตายใช่หรือไม่”
“…ยังเจ้าค่ะ”
เดิมทีฉินเหยายังคิดจะฝึกต่อ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้วอุณหภูมิระหว่างวันกับกลางคืนแตกต่างกันมากหรือไม่ นางรู้สึกว่าลมภูเขาในวันนี้พัดมาอย่างผิดปกติไปหน่อย กลัวว่าอีกสักพักหากเผลอไผลอาจจะซัดลูกศิษย์จนตายได้จริงๆ จึงโบกมือแล้วพูดกับอินเยว่ว่า
“การฝึกซ้อมพิเศษคืนนี้พอแค่นี้ก่อน กลับบ้านไปนอนเถอะ”
เมื่อเดินมาถึงข้างกายอินเยว่ เห็นว่าเด็กคนนี้ยังคงตัวแข็งทื่ออยู่ ฉินเหยาก็ช่วยดึงมีดบินที่ไหล่ของนางออกให้แล้วถือโอกาสดึงคอเสื้อเพื่อมองเข้าไปข้างในแวบหนึ่ง “ไม่เป็นไร แค่มีรอยแดงนิดหน่อย ฝีมือการเล็งของอาจารย์ยังพอเชื่อถือได้อยู่”
อินเยว่พยักหน้าหงึกๆ นางเชื่อว่าเมื่อครู่อาจารย์เพียงแค่เพิ่มระดับความยากในการฝึกเท่านั้น
“เฮ้อ~” อินเยว่ก้มหน้าลง “ข้ายังอ่อนหัดเกินไป ฝึกมานานขนาดนี้แล้ว กลับยังไม่สามารถหลบกระบวนท่าของท่านอาจารย์ได้ทั้งหมด”
ฉินเหยาตบบ่าของหญิงสาว โบกมือเป็นสัญญาณให้นางไปอาบน้ำนอนเสีย อย่าได้คิดเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้อีก
ส่วนตนเองก็ใช้น้ำร้อนที่หลี่ซื่อยกมาให้ล้างหน้าล้างตาอย่างรวดเร็ว กลับเข้าห้อง นอนลง พลางนับวันในใจ ผลการสอบย่วนซื่อน่าจะออกมาแล้ว ไม่รู้ว่าทางฝั่งของหลิวจี้เป็นอย่างไรบ้าง
อีกอย่าง อากาศก็หนาวลงแล้วจริงๆ ฉินเหยาห่อตัวด้วยผ้าห่มบางๆ ที่หลี่ซื่อเพิ่งจะเปลี่ยนให้ในวันนี้ เมื่อนึกถึงลูกๆ ที่อยู่ห้องข้างๆก็ลุกขึ้นไปดูประตูหน้าต่างอีกครั้ง ตรวจดูจนแน่ใจว่าปิดดีแล้วจึงกลับเข้าห้องนอนหลับไป