ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 531 บุรุษเสเพลกลับใจอันดับหนึ่ง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 531 บุรุษเสเพลกลับใจอันดับหนึ่ง
ตอนที่ 531 บุรุษเสเพลกลับใจอันดับหนึ่ง
คืนนี้ ฉินเหยาฝันเป็นครั้งแรกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางฝันว่าเพราะผลการสอบย่วนซื่อไม่ดี หลิวจี้กลัวว่าจะถูกนางตำหนิจึงหลบเลี่ยงการควบคุมของอาวั่งแล้วหนีไป
หลายปีต่อมา หลิวจี้กลายเป็นขอทานพเนจร ผ่านความทุกข์ยากมามากมาย ในที่สุดก็คลานมาถึงหน้าประตูบ้านทีละก้าว แหงนใบหน้าที่ซูบซีดไร้ราศีขึ้นมา เรียกนางด้วยน้ำเสียงเปี่ยมรักว่าเมียจ๋า…
ฉินเหยาหยุดหายใจไปชั่วขณะ ร้อง “เฮือก!” คำหนึ่งด้วยความตกใจแล้วลุกขึ้นนั่งบนเตียง
เสียงสุนัขเห่าในหมู่บ้านและเสียงผู้คนขวักไขว่จากการทำงานดังเข้ามาในหู นางจึงได้ตระหนักว่าตนเองเพิ่งจะฝันร้ายอย่างถึงที่สุดไป
“ไปกันเถอะ ไปกันเถอะ หากไม่ออกจากบ้านตอนนี้จะไปสำนักศึกษาสายแล้ว!”
อินเยว่เร่งเร้าอยู่ด้านนอกลานบ้าน
พวกต้าหลางสี่พี่น้องรีบหิ้วหีบหนังสือวิ่งออกจากประตู ในปากของซานหลางยังคาบขนมไหว้พระจันทร์ที่ทำไว้เมื่อช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์อยู่ครึ่งชิ้น
หลี่ซื่อวิ่งไล่ตามออกมา “กล่องอาหาร ยังมีกล่องอาหารอีก!”
เสี่ยวไหลฝูวิ่งออกมาพร้อมกับกระบอกน้ำสองใบพลางโยนขึ้นไปบนรถม้า “พี่ต้าหลาง รับให้ดี!”
ต้าหลางยื่นตัวออกไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งมือถือหนึ่งใบ รับกระบอกน้ำไว้ได้อย่างมั่นคง จากนั้นหันไปส่งให้ซานหลางและซื่อเหนียงแล้วพูดอย่างจนใจว่า “คราวหน้าอย่าลืมอีกเล่า”
ฝาแฝดรับคำอย่างว่าง่าย
หลังจากรับจินฮวาจินเป่าจากเรือนเก่าแล้ว รถม้าก็แล่นออกไปอย่างรวดเร็ว
สมกับที่เป็นศิษย์อาจารย์กัน อินเยว่ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากฉินเหยามาอย่างแท้จริง บังคับรถม้าจนให้ความรู้สึกเหมือนรถบินได้ ตลอดทางฝุ่นตลบอบอวลราวกับมีเคล็ดวิชาในตัว
เมื่อมาถึงหมู่บ้านเซี่ยเหอ จินฮวาที่ชะโงกศีรษะออกไปมอง เห็นชายสองคนสวมชุดเจ้าหน้าที่ของทางการสีแดงขี่ม้ามาจากถนนหลวงก็รีบดึงซื่อเหนียงพูดว่า “มีเจ้าหน้าที่ของทางการไปที่หมู่บ้านของพวกเราด้วย”
ซื่อเหนียงมองออกไปอย่างสงสัย ในใจคล้ายกับมีลางสังหรณ์บางอย่าง นางเบิกตากว้าง คาดเดาเสียงเบา “คงไม่ใช่ว่าท่านพ่อของข้าสอบผ่านแล้วหรอกนะ”
“หา” จินฮวาได้ยินไม่ชัดเจน ปากที่อ้าอยู่กลับถูกฝุ่นควันที่ม้วนตลบเข้ามาเต็มปาก รีบหดกลับเข้าไปในรถ ถ่มน้ำลายออกมาสองสามที ถึงได้ขจัดรสชาติฝุ่นในปากออกไปได้
ซื่อเหนียงพูดซ้ำอีกครั้ง “ท่านพ่อสอบผ่านแล้วหรือเปล่า เจ้าหน้าที่ของทางการชุดสีแดงคือคนที่มาส่งข่าวดี ข้าเคยได้ยินคุณหนูตระกูลติงพูดว่า ตอนที่นายท่านติงสอบผ่านก็มีเจ้าหน้าที่ทางการชุดสีแดงมาตีฆ้องแจ้งข่าวดีเช่นกัน”
“จริงหรือ” จินฮวาและจินเป่าต่างก็ตื่นเต้นขึ้นมา
แต่ซื่อเหนียงกลับขมวดคิ้วน้อยๆ ของนางอีกครั้ง “ข้าแค่เคยได้ยินมาเท่านั้น”
ต้าหลางและเอ้อร์หลางก็ตื่นเต้นขึ้นมาในใจชั่วครู่ แต่แล้วก็ส่ายหน้า คิดว่านั่นเป็นไปไม่ได้ ส่งสัญญาณให้ซื่อเหนียงอย่าเพิ่งคิดไปไกล จะได้ไม่รบกวนสมาธิในการฟังท่านอาจารย์สอน
ซื่อเหนียงรับคำ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเลิกม่านรถม้าขึ้นมองออกไปข้างนอกอีกครั้ง
น่าเสียดายที่เวลากระชั้นชิด ศิษย์พี่เยว่ขับรถม้าเร็วอย่างยิ่ง ควันหนาทึบบดบังทัศนวิสัย เจ้าหน้าที่ของทางการที่ขี่ม้าทั้งสองคนก็หายไปนานแล้ว ไม่สามารถยืนยันได้ว่าไปทางหมู่บ้านตระกูลหลิวหรือไม่
ซื่อเหนียงทำได้เพียงเก็บความตื่นเต้นไว้ในใจ จับที่นั่งให้แน่น ปรับตัวให้เข้ากับจังหวะโคลงเคลงเหมือนกับท่านแม่ของนางพลางหวนนึกถึงความสุขเมื่อครั้งที่ท่านอาอาวั่งยังอยู่บ้าน
ทางด้านนั้น ฉินเหยาเพิ่งจะยกชามอาหารเช้าขึ้นมา นอกประตูก็มีเสียงตะโกนอย่างตื่นเต้นของนางเหอดังเข้ามา
“น้องสะใภ้! น้องสะใภ้เจ้ารีบออกมาเร็ว! เจ้าหน้าที่แจ้งข่าวดีของทางการมาแล้ว!”
ฉินหยาวางชามลงอย่างประหลาดใจ ปกติแล้วนางเหอไม่ควรจะอยู่ที่โรงอาหารของโรงงานเครื่องเขียนหรอกหรือ
ข่าวจากทางการมาถึงเร็วกว่าจดหมายของหลิวจี้ เมื่อวานนี้จวนที่ว่าการอำเภอได้รับรายชื่อผู้สอบผ่านการสอบระดับย่วนซื่อแล้ว ทั้งอำเภอไคหยางมีผู้สอบผ่านเพียงสามคน ในจำนวนนั้นมีหลิวจี้อยู่ด้วยหนึ่งคน
ต้องขอบคุณฉินเหยา เจ้าหน้าที่ของทางการที่ทำงานในจวนที่ว่าการอำเภอมองปราดเดียวก็จำได้ว่าหลิวจี้ผู้นี้คือสามีรูปงามผู้ไร้ประโยชน์ของฉินเหนียงจื่อแห่งหมู่บ้านตระกูลหลิว บุรุษเสเพลกลับใจอันดับหนึ่งแห่งหมู่บ้านตระกูลหลิว
ได้ยินมาว่าโชคชะตายังดีอย่างยิ่ง ได้คารวะมหาบัณฑิตเป็นอาจารย์ ทั้งยังได้เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักกับเด็กอัจฉริยะแห่งเมืองหลวงอีกด้วย
วันนี้เมื่อเห็นข่าวการสอบผ่านนี้ เจ้าหน้าที่ของทางการทุกคนต่างก็ตกใจเป็นอย่างยิ่ง
นอกจากความตกใจแล้ว ยังมีความรู้สึกเห็นด้วยอย่างประหลาดว่านี่ต่างหากคือระดับความสามารถที่สามีของฉินเหนียงจื่อควรจะมี
เรื่องการแจ้งข่าวดีเช่นนี้ ถือเป็นงานที่เจ้าหน้าที่ของทางการในจวนที่ว่าการอำเภอชอบรับที่สุด โดยทั่วไปแล้วจะได้รับเงินรางวัล อย่างน้อยก็หลายสิบเหวิน อย่างมากก็หลายตำลึงเลยทีเดียว
หากเจ้าบ้านดีใจจัดงานเลี้ยงก็ยังสามารถร่วมวงกินดื่มได้อีกด้วย
และแตกต่างจากที่ชาวบ้านทั่วไปเห็นเจ้าหน้าที่ของทางการแล้วจะหวาดกลัวระแวดระวัง เรื่องน่ายินดีเช่นนี้ ไม่มีชาวบ้านคนใดที่ไม่ดีใจ ต่างยิ้มแย้มต้อนรับ ดีใจจากก้นบึ้งของหัวใจ ทำให้คนรู้สึกสบายใจ
ดังนั้น ด้วยความที่ตนเองพอจะมีความคุ้นเคยกับฉินเหนียงจื่ออยู่บ้าง โจวเจิ้งจึงรับงานนี้มาแล้วพาลูกน้องของตนมาที่หมู่บ้านตระกูลหลิวแต่เช้าตรู่
นี่เป็นครั้งแรกที่มาถึงหมู่บ้าน ไม่รู้ว่าบ้านของฉินเหนียงจื่ออยู่ที่ไหนจึงถามไถ่ที่ด้านนอกโรงงานเครื่องเขียน
ตอนเช้าอินเยว่จะมาถึงสายหน่อย นางเหอเป็นคนใจร้อน รอให้อินเยว่กลับมาล้างผักไม่ไหว เตรียมจะไปล้างที่ริมแม่น้ำด้วยตนเอง
ช่างบังเอิญเหลือเกิน คนที่โจวเจิ้งถามก็คือนางเหอนั่นเอง
พอนางเหอมองเห็นการแต่งกายของเจ้าหน้าที่ของทางการทั้งสองคนนี้ ทั้งยังมีฆ้องทองแดงที่ถืออยู่ในมือ พอได้ยินว่าพวกเขามาถามหาว่าบ้านของหลิวจี้อยู่ที่ไหน ในใจก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที ทิ้งตะกร้าผักลงแล้วเสนอตัวนำทางให้คนทั้งสอง
เสียงของนางเหอดังมาก่อน เสียงฆ้องทองแดงของโจวเจิ้งทั้งสองคนก็ตามมาติดๆ
เพื่อที่จะเอาใจฉินเหนียงจื่อ ลูกน้องของโจวเจิ้งยังซื้อประทัดมาสองม้วน พอมาถึงหน้าบ้านของฉินเหยาก็จุดขึ้นทันที
เสียงประทัดที่ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ทำให้เรื่องที่หลิวจี้สอบผ่านก็เข้าสู่หูของฉินเหยาตามไปด้วย
โจวเจิ้งส่งเอกสารให้ฉินเหยาที่มีสีหน้าสงบนิ่ง ในใจก็ลอบถอนหายใจ สมกับที่เป็นคนที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ไม่แสดงความยินดียินร้ายออกมาทางสีหน้า
ฉินเหยายิ้มและพยักหน้าให้โจวเจิ้งแล้วส่งสายตาให้ซ่งอวี้ที่ตามคนกลุ่มใหญ่มา
ซ่งอวี้พยักหน้าอย่างเข้าใจ กลับเข้าบ้านไปเตรียมซองแดง
เดิมทีฉินเหยาคิดจะเข้าไปดูในบ้านก่อน แต่หลิวเหล่าฮั่นนำคนในตระกูลวิ่งเข้ามาอย่างตื่นเต้น นางจึงทำได้เพียงเปิดเอกสารต่อหน้าทุกคน
ถึงแม้จะอ่านหนังสือไม่ออก แต่ก็ทำเหมือนกับว่าอ่านออกอย่างนั้น มองอย่างตั้งอกตั้งใจ
ตัวอักษรอื่นหลิวเหล่าฮั่นอ่านไม่ออก แต่คำว่า ‘หลิวจี้’ สองคำ เขากลับจำได้ในทันที ขณะนั้นก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาแล้วตะโกนเสียงดังลั่นว่า “เจ้าสามของข้าเป็นนายท่านจวี่เหรินแล้ว!” เกือบจะหมดสติไป
เหล่าท่านลุงท่านอาในตระกูลรีบปรี่เข้ามาประคองเขาไว้แล้วพูดกับเขาด้วยรอยยิ้มว่า “สอบได้แล้ว สอบได้แล้ว เกอเอ๋อร์เขาได้ดีแล้ว เจ้าเป็นท่านพ่อของนายท่านจวี่เหริน ต่อไปเจ้าก็จะได้เป็นนายท่านแล้ว!”
บรรดาป้าสะใภ้ต่างก็มองนางจาง นางเหอ นางชิวอย่างตื่นเต้นพลางพยักหน้าไม่หยุด ดีใจจนพูดไม่ออก
มีป้าสะใภ้สองคนที่ฉินเหยาไม่ค่อยได้พบเห็นเท่าใดนัก ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา บอกว่าเมื่อก่อนพวกนางก็รู้สึกว่าหลิวจี้เด็กคนนี้มีแววไม่ธรรมดามาแต่กำเนิด วันนี้ก็เป็นจริงดั่งคาดอะไรทำนองนั้น
ฉินเหยารวบรวมสติ ดึงความสนใจกลับมาจากปฏิกิริยาของคนรอบข้างแล้วมองดูเนื้อหาบนเอกสารอย่างละเอียดอีกครั้ง มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย
ความฝันกับความจริงตรงกันข้ามกันเสมอ
หากโชคชะตาก็เป็นส่วนหนึ่งของความสามารถของคนคนหนึ่ง เช่นนั้นแล้วในตอนนี้ฉินเหยาก็อดไม่ได้ที่จะยอมรับว่า หลิวจี้มีความสามารถอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
บวกกับเขายังพอจะเชื่อฟังอยู่บ้าง ดังนั้นนางจึงไม่คัดค้านใดๆ ที่จะร่วมมือกันต่อไปจนถึงที่สุด
ทางการยังมอบเงินรางวัลให้แก่ผู้ที่สอบผ่านการสอบระดับย่วนซื่ออีกด้วย รวมทั้งสิ้นยี่สิบตำลึงเต็ม โจวเจิ้งมอบให้ฉินเหยาพร้อมกัน
ถึงแม้ว่าบิดามารดาของหลิวจี้จะยังอยู่ แต่ทั้งสองฝ่ายได้แยกบ้านกันแล้ว ดังนั้นจึงสมควรเป็นภรรยาของจวี่เหรินที่จะเป็นผู้รับเงินรางวัลนี้
หลิวเหล่าฮั่นได้รับการตบปลอบใจจากพี่น้อง ในที่สุดก็หายใจหายคอได้สะดวก เมื่อเห็นฉินเหยารับเงินรางวัล ในใจก็พลันเกิดความไม่พอใจขึ้นมาวูบหนึ่ง
หลิวเหล่าฮั่นตกใจกับความคิดนี้ของตนเอง รีบหลับตาลง ตั้งสติให้มั่น
เขารู้ดีว่าตนเองคงจะหลงไปกับภาพลักษณ์เสียแล้ว คำพูดที่ว่า ‘ท่านพ่อนายท่านจวี่เหริน’ ทำให้คนอดที่จะหลงระเริงไม่ได้จึงอดไม่ได้ที่จะคิดไปเองว่า ตอนนี้ตนเองไม่ใช่ชาวนาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นพ่อแท้ๆ ของจวี่เหริน เป็นนายท่านแล้ว