ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 529 ยกไปทั้งรัง
ตอนที่ 529 ยกไปทั้งรัง
“อะ…อะไรนะ”
ฉีเซียนกวนสงสัยว่าเมื่อครู่ตนเองฟังผิดไป
แต่เมื่อเห็นหลิวจี้ยังคงเอ่ยถึงเนื้อหาเรียงความที่เขาเขียนในตอนนั้นด้วยน้ำเสียงหวนรำลึก สีหน้าของเด็กหนุ่มก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง ดวงตาเบิกกว้างราวกับกระดิ่งทองแดง ปากอ้าค้างจนแทบจะยัดไข่ไก่เข้าไปได้สองฟอง ไหล่ทั้งสองข้างลู่ลง อยู่ในท่าทางตกตะลึงจนหมดอาลัยตายอยาก
อาวั่งที่กำลังตั้งหน้าตั้งตากินข้าวถูกศิษย์พี่ศิษย์น้องคู่นี้ขัดจังหวะ
เขาเงยหน้าขึ้นมองศิษย์อาจารย์สามคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม หลิวจี้ที่กำลังทบทวนเนื้อหาในกระดาษคำตอบอย่างจริงจังโดยไม่หน้าแดงใจสั่น กงเหลียงเหลียวที่ตั้งใจเลาะก้างปลาอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อนและฉีเซียนกวนที่ไม่อาจรักษาท่าทีสูงส่งของตนไว้ได้อีกต่อไปจนกลายเป็นเด็กหนุ่มผู้สิ้นหวัง ในใจก็พลันคิดขึ้นมาว่า ที่แท้การสอบขุนนางยังเล่นแบบนี้ได้ด้วยหรือ
เช่นนั้นแล้วหากเขาเขียนว่า ‘สายสัมพันธ์เป็นตายระหว่างข้ากับอ๋องเฟิงและฮองเฮา’ จะสามารถคว้าตำแหน่งจวี่เหรินมาครองบ้างได้หรือไม่
หลิวจี้เล่าเรื่องเรียงความในการสอบขุนนางของตนจนจบ เมื่อเห็นศิษย์พี่ตัวน้อยยังคงมีท่าทางเหม่อลอย ในใจก็ถอนหายใจอย่างลับๆ ว่าช่างเป็นเด็กที่น่าสงสารแล้วยื่นมือไปช่วยปิดปากที่อ้ากว้างของเขา
“ยังคงเป็นท่านอาจารย์ที่คาดการณ์ได้แม่นยำดั่งเทพ สอนวิธีการที่ดีเช่นนี้ให้แก่ศิษย์ ครั้งนี้จึงสามารถสอบผ่านได้”
หลิวจี้ยืนขึ้น มองไปยังกงเหลียงเหลียวด้วยความรู้สึกขอบคุณแล้วยกจอกสุราขึ้น “ศิษย์ขอคารวะท่านอาจารย์หนึ่งจอก! ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ชี้แนะ”
พูดจบก็ดื่มสุราในจอกรวดเดียวจนหมด ช่างรู้สึกสดชื่นยิ่งนัก
กงเหลียงเหลียวยกมุมปากขึ้นอย่างเฉยเมย ส่งเสียง “อืม” หนึ่งคำแล้วก็ไม่พูดอะไรอีก เอาแต่ตั้งใจกินข้าว
ฉีเซียนกวนมองท่านอาจารย์ทีหนึ่งแล้วก็หันไปมองศิษย์น้องของตน ในใจสั่นสะท้านเป็นเวลานาน ไม่คาดคิดว่าท่านอาจารย์จะทำอะไรไม่เข้าท่าเช่นนี้ด้วย
หลิวจี้ขยิบตาให้ศิษย์พี่ตัวน้อย ลูบศีรษะของเด็กหนุ่ม ปลอบประโลมจิตใจที่ตกตะลึงของเด็กน้อยอย่างขอไปที
เมื่อกินข้าวเสร็จ หลิวจี้ก็ถามขึ้น “ผลการสอบออกมาแล้ว ท่านอาจารย์ตั้งใจจะเดินทางกลับเมื่อใดหรือขอรับ”
“เดินทางกลับรึ” กงเหลียงเหลียวถือถ้วยชาที่เต็มไปด้วยสุรา ช้อนเปลือกตาขึ้นมองมา ในดวงตาฉายแววคาดหวังอยู่หลายส่วน “กลับไปที่หมู่บ้านรึ”
หลิวจี้พยักหน้าตอบรับ “ใช่แล้วขอรับ ออกจากบ้านมานาน เมียจ๋าของข้าคงจะคิดถึงข้ามากแล้ว ศิษย์ทนปล่อยให้นางรอนานกว่านี้ไม่ได้”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สุราที่กงเหลียงเหลียวเพิ่งจะอมเข้าไปในปากก็เกือบจะพ่นออกมา
แต่เพราะเป็นคนที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมามากจึงแข็งใจกลืนสุราในปากลงคอไปได้ วางถ้วยชาลงแล้วเหลือบมองท่าทางไม่เอาไหนของหลิวจี้อย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าว่าดูเหมือนเจ้าจะป่วยเป็นโรคคิดถึงเสียแล้วกระมัง”
ใบหน้าหล่อเหลาของหลิวจี้แดงก่ำขึ้น ขนตาที่ทั้งยาวและงอนงามตกลง “ที่ไหนกัน~”
ในที่สุดฉีเซียนกวนก็รู้สึกถึงการมีตัวตนของตนเองในฐานะศิษย์พี่ขึ้นมาได้ เขายืนขึ้นอย่างจริงจังแล้วตบไหล่ของหลิวจี้เบาๆ “ศิษย์น้อง การร่ำเรียนสำคัญที่สุด หากการใหญ่ยังไม่สำเร็จ เรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของหนุ่มสาวคงต้องพักไว้ก่อน…”
หลิวจี้ปัดมือเล็กๆ บนไหล่ของตนออก ไม่คิดที่จะถกเถียงเรื่องความรักระหว่างผู้ใหญ่เหล่านี้กับเด็กเหลือขอที่ขนยังขึ้นไม่เต็มที่
เขากับเมียจ๋ารักกันมาก เขาไม่เคยเห็นเมียจ๋าปฏิบัติต่อบุรุษอื่นเหมือนที่ปฏิบัติต่อเขาเลย!
ตอนนี้ทั่วทั้งตัวของเขาล้วนเป็นร่องรอยที่ถูกนางทุบตีทั้งสิ้น!
หลิวจี้ส่งเสียง ‘ชิ’ ในลำคอ หันหน้าไปมองกงเหลียงเหลียวแล้วพูดคุยเรื่องการเดินทางกลับเมื่อครู่ต่อ
อันที่จริงกงเหลียงเหลียวก็อยากกลับไปที่หมู่บ้านตระกูลหลิวอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ทางฝั่งของฉีเซียนกวนมีเรื่องยุ่งยากอยู่เล็กน้อย
ด้วยเหตุนี้ ศิษย์อาจารย์ทั้งสองที่มีความคิดเห็นตรงกันจึงพากันมองไปยังฉีเซียนกวนตัวน้อยอย่างรอคอย
ฉีเซียนกวนรู้สึกหวั่นไหวอย่างยิ่ง ใครบ้างจะไม่ชอบออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก อีกอย่างปีนี้เขาก็ยังไม่ได้กลับไปที่เรือนปทุมเลย นั่นคือโลกใบเล็กที่เขาสร้างขึ้นด้วยมือของตนเอง แต่ว่า “ข้าต้องกลับไปที่บ้านบรรพบุรุษก่อน…”
แววตาของกงเหลียงเหลียวล้ำลึก
ประกายในดวงตาของหลิวจี้เองก็ฉายแววอันตรายราวกับหมาป่าที่หิวโหย ‘ผู้ใดขวางทางข้ากลับหมู่บ้านไปพบเมียจ๋าของข้า มันผู้นั้นต้องตาย!’
ฉีเซียนกวนเปลี่ยนเรื่องพูดในทันที “แต่หลังจากไหว้บรรพบุรุษเสร็จแล้ว พวกเราสามารถกลับไปที่เรือนปทุมด้วยกันและอยู่จนถึงก่อนสิ้นปีได้”
หลิวจี้พยักหน้าอย่างพึงพอใจ โบกมืออย่างใจกว้าง “เช่นนั้นพวกเราก็ออกเดินทางกันมะรืนนี้เลยเถอะ”
กงเหลียงเหลียวไม่มีความเห็น อาวั่งยิ่งไม่มีความเห็น ฉีเซียนกวนและสือโถวกับคนอื่นๆ ก็ไม่มีความเห็นเช่นกัน
เมื่อกำหนดวันได้แล้ว ทุกคนก็พลันรู้สึกว่าเวลากระชั้นชิดขึ้นมา รีบกลับเข้าห้องไปเก็บสัมภาระ
สัมภาระของหลิวจี้มีไม่มากนัก ของอาวั่งยิ่งเรียบง่ายกว่า มีเพียงเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนซักสองชุด
กลับเป็นคณะเดินทางของฉีเซียนกวนที่ใหญ่โตโอฬาร คนก็เยอะของก็มาก มีเวลาเก็บของเพียงวันเดียว ยิ่งวุ่นวายมากขึ้นไปอีก
แต่เพราะใจร้อนรนอยากจะกลับบ้านราวกับลูกศรที่หลุดจากคันธนู ทุกคนจึงไม่มีใครบ่นเลยสักคำ
หลังจากหลิวจี้เก็บสัมภาระส่วนตัวเสร็จก็นึกอะไรขึ้นมาได้จึงจัดเตรียมพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกแล้วลงมือเขียนจดหมายถึงที่บ้านเพื่อแจ้งกำหนดการกลับและเรื่องที่ตนเองสอบผ่าน
หากเมียจ๋าของเขารู้ว่าเขาเก่งกาจถึงเพียงนี้ คงจะไม่พูดว่าเขาเป็นคนไร้ประโยชน์อีกเป็นแน่
ไม่แน่ว่า นางอาจจะซบอยู่ในอ้อมอกของเขาด้วยสายตาชื่นชม บอกว่าเขาคือมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของนาง กำชับว่าในภายภาคหน้าเขาจะต้องทำเพื่อประชาชนให้ดี เป็นใต้เท้าผู้เที่ยงธรรมอะไรทำนองนั้น
เมื่อนึกถึงตรงนี้ หัวใจของหลิวจี้ก็เต้นรัวขึ้นมาสองที รีบวางพู่กันลง ยกสองมือขึ้นปิดหน้าแล้วจมดิ่งลงสู่ความมืด ครู่ใหญ่ถึงจะค่อยๆ ระงับความตื่นเต้นลงได้
อาวั่งที่อยู่ห้องเดียวกับเขาพิงอยู่ข้างประตู หางตาเหลือบไปเห็นเข้าพอดี ใบหน้าก็กระตุกอย่างรุนแรง ช่างหลงตัวเองเสียจริงนะนายท่าน
อาวั่งละสายตาไป มองดวงจันทร์บนท้องฟ้า ต้นเดือนมักจะเป็นจันทร์เสี้ยว ปลายแหลมเพียงเล็กน้อย
ท้องฟ้าของอิงเทียนฝู่ดูเหมือนจะถูกบดบังด้วยหมอกบางๆ อยู่เสมอ แม้แต่ดวงจันทร์ก็ยังดูสลัวลงไปมาก
อาวั่งพลันนึกถึงดวงจันทร์ที่หมู่บ้าน ถึงแม้จะมีเพียงจันทร์เสี้ยว แต่ก็ส่องสว่างเป็นประกายอยู่เสมอ
ไม่รู้ว่าเทศกาลไหว้พระจันทร์ปีนี้ ต้าหลางกับเด็กๆ อีกหลายคนได้ทำขนมไหว้พระจันทร์กินกันบ้างหรือไม่
“เขียนเสร็จแล้ว!”
หลิวจี้วางพู่กันลง เป่ากระดาษจดหมายแล้วใช้แท่นฝนหมึกทับไว้ก่อน รอให้พรุ่งนี้แห้งแล้วก็จะนำออกไปหาคนช่วยส่งกลับบ้าน
ถอดเสื้อผ้าขึ้นเตียงนอน ดึงผ้าห่มบางๆ ขึ้นมาคลุม หลับตาลงก็หลับไปพร้อมกับรอยยิ้ม
อาวั่งถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย ดับเปลวเทียนแล้วก็นอนหลับไปบนที่นอนของตนเอง
วันรุ่งขึ้นพอฟ้าสาง คนทั้งสองก็ทิ้งทุกคนไว้เบื้องหลัง ออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้าตรู่
เริ่มจากฝากคนให้ช่วยส่งจดหมายไปก่อน จากนั้นก็หาร้านอาหารเล็กๆ จัดการมื้อเช้า เวลาที่เหลือก็เตรียมที่จะเดินเล่นชมเมืองอิงเทียนฝู่นี้
หลิวจี้ลองโยนถุงเงินในมือดู เหรียญอีแปะและเศษเงินข้างในกระทบกัน เกิดเป็นเสียงที่ไพเราะ
คนอัจฉริยะเช่นเขา สอบครั้งเดียวก็ผ่าน ครั้งต่อไปที่จะมาเยือนอิงเทียนฝู่เกรงว่าคงจะเป็นครั้งหน้านู่นเลย
โอกาสเช่นนี้หาได้ยาก เลือกซื้อของพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์กลับไปบ้างก็สามารถทำให้คนในครอบครัวมีความสุขได้
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว หลิวจี้ก็กวักมือเรียกอาวั่งให้มาด้วยกัน เตรียมที่จะใช้เขาเป็นคนแบกของ
ทว่าเขากวักมือเรียกอยู่ครู่ใหญ่ เบื้องหลังกลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ
หลิวจี้หันกลับไปมองอย่างหงุดหงิดก็เห็นอาวั่งกำลังยืนนิ่งอยู่หน้าร้านแผงลอยที่ขายงานแกะสลักหยก จ้องมองกระต่ายหยกหนึ่งรังบนแผงของคนอื่นตาไม่กะพริบ
กระต่ายรังนั้นมีหกตัว ใหญ่สองเล็กสี่ ตัวใหญ่ขนาดเท่าไข่ห่าน ตัวเล็กขนาดเท่าไข่นก ทั้งตัวเป็นสีฟ้าอ่อน สีใสเป็นประกาย ดูแล้วก็รู้ว่าคงไม่ถูกนัก
เมื่อเห็นหลิวจี้เดินเข้ามาใกล้ อาวั่งก็ชี้ไปที่กระต่ายหยกหกตัวนั้น มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ แล้วแนะนำทีละตัว “ข้า ฮูหยิน ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง ซื่อเหนียง”
หลิวจี้ถลึงตาใส่เขาไปหนึ่งที ชี้ไปที่กระต่ายหยกหกตัวนั้นแล้วพูดอย่างดุร้ายว่า “ข้า! เมียจ๋าของข้า! ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง ซื่อเหนียง”
อาวั่งก็ไม่ได้แย่งกับเขา พูดอย่างจริงใจว่า “ซื้อกลับบ้านเถอะ”
หลิวจี้พอใจกับท่าทีรู้ความของเขาเป็นอย่างมาก เชิดจมูกใส่เถ้าแก่แล้วเอ่ยปากถามราคา
เถ้าแก่กวาดตามองคนทั้งสองแวบหนึ่ง ในใจคิดว่าบุรุษตัวโตสองคนนี้คงมีอะไรผิดปกติเป็นแน่ ถึงได้มาจ้องก้อนหยกไม่กี่ก้อนแล้วเรียกเป็นชื่อคน
แต่เมื่อมีการค้าให้ทำย่อมต้องทำจึงเอ่ยปากว่า “สิบตำลึง”
หลิวจี้สูดลมหายใจเข้าอย่างหนาวเหน็บในใจ “เช่นนั้นก็ไม่เอาแล้ว” ลังเลอีกเพียงวินาทีเดียวก็เท่ากับไม่ให้ความเคารพต่อถุงเงินของตนเอง!
คาดไม่ถึงว่า อาวั่งจะคลำหาที่เอวของตนแล้วหยิบเงินก้อนสิบตำลึงออกมาวางไว้บนแผงลอยแล้วยกกระต่ายหยกหกตัวนั้นไปทั้งรัง
หลิวจี้ตกใจจนตัวแข็ง เขายังไม่รู้อีกหรือว่าบนตัวของอาวั่งสะอาดหมดจดเพียงใด แต่เขากลับควักเงินสิบตำลึงออกมาโดยไม่กะพริบตา เขาไปเอาเงินมาจากที่ไหนกัน
หลิวจี้ก้าวเท้ายาวๆ ตามอาวั่งไป ถามอย่างตื่นตระหนก “เจ้ามีเงินมากขนาดนี้ได้อย่างไร”
ขออย่าให้เป็นคำตอบที่เขาไม่อยากได้ยินที่สุดเลย