ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 545 หนทางสู่ความสุขถูกปิดตายทั้งหมด
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 545 หนทางสู่ความสุขถูกปิดตายทั้งหมด
ตอนที่ 545 หนทางสู่ความสุขถูกปิดตายทั้งหมด
ในที่สุดหลิวจี้ก็ได้ข่าว รู้ว่าคหบดีร่ำรวยชื่อดังในท้องถิ่นจะเชิญตนไปร่วมงานเลี้ยง เขาจึงรีบทำการบ้านที่เรือนปทุมให้เสร็จ หลังจากหลอกล่ออาจารย์จนหัวเราะร่าแล้วก็รีบวิ่งกลับบ้านอย่างตื่นเต้น
พอเข้าประตูมาก็ตรงไปหาฉินเหยาที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ในสวนหลังบ้าน เขาพุ่งไปตรงหน้านางแล้วถามอย่างตื่นเต้นว่า “เมียจ๋า เทียบเชิญของข้าเล่า รีบเอามาให้ข้าดูเร็วเข้า!”
ในชีวิตนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าตนเองเป็นที่ต้อนรับขนาดนี้!
ฉินเหยาวางดาบใหญ่ลง มองดูท่าทางดีใจของเขา ขาดก็แค่หางสุนัขที่กระดิกอย่างบ้าคลั่งด้านหลังเท่านั้น
“อยู่บนโต๊ะในห้องของข้า…” ประโยคหลังที่ว่า ‘อยากดูก็ไปหยิบเอาเอง’ ยังไม่ทันได้พูดออกมา คนตรงหน้าก็หายตัวไปเสียแล้ว
มุมปากของฉินเหยากระตุกเล็กน้อย นางยกดาบใหญ่ขึ้นเตรียมจะฝึกซ้อมต่อ แต่ก็ได้ยินเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งของใครบางคนดังมาจากเรือนหลักพร้อมกับตะโกนอย่างตื่นเต้นว่า “มีตระกูลฝานด้วย!”
ตระกูลฝาน?
ฉินเหยานึกถึงเงาคนเลือนรางขึ้นมาได้ เหมือนว่าตอนที่หลิวจี้อยู่ที่สำนักศึกษาในอำเภอ เขาจะสนิทสนมกับซิ่วไฉแซ่ฝานคนหนึ่ง
คนที่สามารถคบหากับหลิวจี้ในอดีตได้ คิดว่าคงไม่ใช่คนดีอะไรนัก ฉินเหยาจึงขีดชื่อตระกูลฝานออกจากรายชื่อที่จะตอบรับคำเชิญทันที
หลิวจี้ไม่รู้เรื่องนี้ เขารู้แค่ว่าคุณชายฝานชอบการพนัน หากสองตระกูลมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เขาก็จะสามารถใช้เงินของคนอื่นไปเปิดหูเปิดตาดูชีวิตผู้คนในบ่อนพนันได้
เขาแยกเทียบเชิญของตระกูลฝานออกมาไว้ต่างหาก หาพู่กันเตรียมจะเขียนเทียบตอบกลับ แต่พอเงยหน้าขึ้นมาก็เพิ่งจะนึกได้ว่าตัวเองยังอยู่ในห้องของสตรีใจร้าย
“เมียจ๋า เจ้าคงมีงานยุ่งจนไม่มีเวลามาจัดการเทียบเชิญเหล่านี้ เช่นนั้นให้สามีนำไปเขียนตอบที่ห้องหนังสือทีเดียวเลยดีหรือไม่” หลิวจี้ยื่นหน้าออกมานอกหน้าต่าง ถามฉินเหยาที่อยู่ในสวนหลังบ้านอย่างประจบประแจง
มุมปากของฉินเหยาโค้งขึ้นเล็กน้อย “ได้สิ เจ้าเขียนเทียบตอบกลับให้เสร็จก่อนแล้วกัน”
หลิวจี้ไม่ได้สังเกตคำว่า ‘ก่อน’ เขาได้ยินแค่นางพูดว่าได้ก็ดีใจจนเนื้อเต้น หยิบเทียบเชิญทั้งสิบสองฉบับแล้วตรงไปยังห้องหนังสือ
เขาขบคิดข้อความในเทียบตอบกลับอยู่หลายแบบ แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่ดีพอ ตอนอาหารเย็นจึงชวนฉีเซียนกวนและกงเหลียงเหลียวมากินข้าวที่บ้าน ถือโอกาสขอคำชี้แนะจากทั้งสองคน
ฉีเซียนกวนยังไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน เขาจึงมองศิษย์น้องที่ดีใจจนเนื้อเต้นด้วยความประหลาดใจ “นี่เจ้ากำลังหลอกลวงราชสำนักมิใช่หรือ”
หลิวจี้ยังไม่ได้เป็นขุนนางเสียหน่อยก็มีคหบดีเจ้าเล่ห์ที่คิดจะหาช่องโหว่จากราชสำนักมาหาถึงที่แล้ว หากวันหน้าเขาได้เป็นขุนนางขึ้นมาจะขนาดไหน
หลิวจี้ยิ้มแหะๆ “ศิษย์พี่ตัวน้อยคิดมากไปแล้ว เรื่องของคนในครอบครัวเดียวกันจะเรียกว่าหลอกลวงได้อย่างไร อีกอย่างท่านดูในเทียบเชิญนี่สิ มีประโยคไหนที่พูดไม่ถูกบ้าง พวกเขาจริงใจมอบที่ดิน บ้านเรือน ร้านค้าให้ข้า หากข้าปฏิเสธไป นั่นมิใช่ว่าข้าทำลายน้ำใจอันดีงามของพวกเขาหรอกหรือ”
ฉีเซียนกวนปัดมือของหลิวจี้ที่กำลังจะมาลูบหัวตนออกแล้วหันไปมองกงเหลียงเหลียว “ท่านอาจารย์!”
กงเหลียงเหลียวกินอาหารอย่างสงบ ท่าทางราวกับเห็นจนชินแล้ว เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบช้าๆ
“จิ่งเซวียน ขอเพียงแค่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ก็ไม่ผิด”
ฉีเซียนกวนไม่คิดว่าท่านอาจารย์จะพูดเช่นนี้จึงรีบถามกลับไปว่า “ไม่ผิดก็คือถูกต้องหรือขอรับ”
เขากังวลเรื่องศิษย์น้องหลิวจี้คนนี้อย่างยิ่ง เดิมทีก็ไม่ใช่คนที่มีจิตใจดีงามอยู่แล้ว ท่านอาจารย์ยังจะตามใจและปกป้องเช่นนี้อีก มิใช่ว่ากำลังทำร้ายเขาหรอกหรือ!
กงเหลียงเหลียวยิ้มอย่างลึกลับ “ถูกผิดล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้นมา ความแตกต่างอยู่ที่ว่าคนที่กำหนดกฎเกณฑ์นั้นเขาเอนเอียงไปทางไหน”
“จิ่งเซวียนเอ๋ย” กงเหลียงเหลียวมองฉีเซียนกวนด้วยแววตาเมตตา “หากเจ้าคิดว่ามันผิด นั่นก็เป็นเพียงสิ่งที่เจ้าคิด ถ้าเจ้าไม่สามารถเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ได้ เจ้าก็ทำได้เพียงปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ เข้าใจหรือไม่”
“แน่นอนว่าอาจารย์ไม่ได้บอกว่าเจ้าต้องกลายเป็นคนที่รู้แต่จะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์จนลืมจิตใจดั้งเดิมของตนเองไป เพียงแต่หวังว่าเจ้าจะสามารถเป็นเหมือนศิษย์น้องของเจ้าได้ โทษคนอื่นให้มาก ตำหนิตัวเองให้น้อย แล้วมีความสุขขึ้นอีกหน่อย”
บางครั้ง การเป็นคนที่ไหลไปตามสถานการณ์ก็จะสบายกว่า
แน่นอนว่าคำพูดเช่นนี้กงเหลียงเหลียวจะไม่พูดกับคนอย่างหลิวจี้ เป็นเพราะรู้ว่าในใจของเด็กหนุ่มคนนี้ยึดมั่นในสิ่งใด เขาถึงได้หวังว่าอีกฝ่ายจะสามารถปล่อยตัวปล่อยใจได้บ้าง
“ท่านอาจารย์” คิ้วของฉีเซียนกวนขมวดลึกยิ่งขึ้น เขามองชายชราตรงหน้าที่นานๆ ครั้งจะแสดงแววตาเมตตา ในดวงตาก็พลันปรากฏความกังวลขึ้นมา
“อยู่ดีๆ เหตุใดท่านถึงได้พูดจาเหมือนกับจะสั่งเสียก่อนจากข้าไปเช่นนี้เล่าขอรับ”
กงเหลียงเหลียวชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะฮ่าๆ ออกมา
หลิวจี้และฉีเซียนกวนสบตากัน สองศิษย์พี่ศิษย์น้องสังเกตเห็นความผิดปกติของอาจารย์ได้อย่างพร้อมเพรียงกันเป็นครั้งแรก
หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ ระหว่างทางที่ไปส่งกงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนกลับเรือนปทุม หลิวจี้ก็ลองถามชายชราดูว่าอยากจะไปหาหมอในอำเภอให้ตรวจดูหรือไม่
ฉีเซียนกวนก็พูดเสริมว่า “ท่านอาจารย์ ท่านไม่ได้ให้หมอมาตรวจนานแล้วนะขอรับ”
แต่ไม่คาดคิดว่าพอทั้งสองคนพูดจบ ใบหน้าของกงเหลียงเหลียวก็ดำคล้ำลงทันที
สองศิษย์พี่ศิษย์น้องรีบหุบปากทันที ทำได้เพียงลอบสังเกตร่างกายของชายชราดูว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่
แต่สังเกตมาตลอดทางจนถึงเรือนปทุมก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ
เดิมทีหลิวจี้ยังคิดจะปรนนิบัติอาจารย์อาบน้ำ ถอดเสื้อผ้าออกให้หมดแล้วดูว่าแผลที่ขาที่ขาดไปมีหนองหรือไม่ แต่ผลคือชายชรากลับตบเข้าที่ท้ายทอยของเขาฉาดใหญ่
หลิวจี้กุมหัววิ่งหนีออกจากประตูบ้าน ยังได้ยินเสียงตะโกนดังก้องมาจากข้างหลังว่า “ร่างกายของข้าผู้เฒ่าแข็งแรงดี!”
หลิวจี้ตบหน้าอกตัวเองกลับถอนหายใจอย่างโล่งอก
พลังเสียงนี้ยังดีกว่าเขาเสียอีก ดูท่าแล้วร่างกายของอาจารย์คงไม่มีปัญหาจริงๆ
เดินเล่นกลับมาถึงบ้าน เห็นว่าไฟในห้องของฉินเหยายังสว่างอยู่ หลิวจี้จึงนำเทียบตอบกลับทั้งสิบสองฉบับที่อาจารย์และศิษย์พี่ช่วยขัดเกลาแล้วไปส่งให้ วานให้ฉินเหยาหาซ่งอวี้เพื่อให้เขานำเทียบตอบกลับไปส่ง
“รู้แล้ว” ฉินเหยากำลังดู ‘รายงาน’ การสืบสวนสถานการณ์ของแต่ละบ้านที่อาวั่งนำกลับมา นางไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาเลย โบกมือเป็นสัญญาณให้หลิวจี้ปิดประตู
หลิวจี้ยิ้มร่า “เช่นนั้นก็ต้องรบกวนเมียจ๋าแล้ว”
หลังจากปิดประตูเรือนหลักแล้ว เท้าของเขาก็เหมือนติดสปริง กระโดดโลดเต้นกลับไปยังห้องหนังสือ ตั้งตารอฉากอันงดงามที่ตนจะได้ไปร่วมงานเลี้ยงสิบสองบ้านติดต่อกันแล้วผล็อยหลับไปอย่างมีความสุข
เพียงแต่คาดไม่ถึงเลยว่า ฉินเหยากลับตอบรับไปเพียงสามฉบับเท่านั้น
“ทำไมเล่า”
หลิวจี้ที่รู้ความจริงแล้วพยายามกลั้นน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมา เขาพุ่งไปอยู่ตรงหน้าฉินเหยาอย่างฉุนเฉียว เท้าสะเอวถาม
“ในเมื่อจะตอบรับแค่สามบ้าน เหตุใดเมียจ๋าถึงให้ข้าเขียนเทียบตอบกลับจนครบทั้งสิบสองบ้านด้วยเล่า!”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ถามอย่างประหลาดใจ “เจ้าไม่ได้โกรธเพราะไม่ได้ไปร่วมงานเลี้ยงสิบสองบ้านติดต่อกันหรอกหรือ”
แน่นอนอยู่แล้ว! หลิวจี้ตอบในใจ
แต่ถ้าพูดออกไปแบบนั้น เขาก็คงอยู่ไม่ไกลจากโดนตีแล้ว
อย่างไรเสียความคิดเล็กๆ น้อยๆ ของตนเองก็เปิดเผยไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงทำได้แค่ยกเรื่องที่ตนเขียนเทียบตอบกลับสิบสองฉบับขึ้นมาซักถามนาง
ฉินเหยาเหลือบมองเขาอย่างมีเลศนัยแล้วเรียกอาวั่งกับอินเยว่มา “พวกเจ้าบอกเขาสิว่าทำไมถึงตอบรับไปแค่สามฉบับ”
อาวั่งมองไปที่อินเยว่ ส่งสัญญาณให้นางเป็นคนพูด
อินเยว่กระแอมเบาๆ ครั้งหนึ่งแล้วอธิบายให้สามีท่านอาจารย์ฟังอย่างจริงจังและเคร่งครัดว่า
“คืออย่างนี้เจ้าค่ะ จากการสืบสวนซ้ำสองรอบของข้ากับอาวั่ง พวกเราพบว่าในบรรดาคหบดีร่ำรวยสิบสองบ้านนี้ ลูกหลานตระกูลจางมีพฤติกรรมแปลกประหลาด นายท่านตระกูลเซวียนมักมากในกาม ตระกูลอู๋ ตระกูลหวัง ตระกูลฟ่านชื่นชอบความหรูหราฟุ่มเฟือย ส่วนตระกูลฝานก็ชอบการพนัน…”
“การคบหากับคนประเภทนี้จะทำให้ชื่อเสียงของสามีท่านอาจารย์ต้องมัวหมอง เกรงว่าจะส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการงานของท่าน ดังนั้นสุดท้ายจึงเหลือเพียงตระกูลเติ้ง ตระกูลเฉียนและตระกูลเสิ่นซึ่งเป็นสามตระกูลที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายสมถะและมีคุณธรรมอันดีงามไว้เท่านั้นเจ้าค่ะ”
หลิวจี้ฟังจบ น้ำตาก็ไหลออกมาด้วยความซาบซึ้ง เขาชี้ไปที่อาวั่งและอินเยว่แล้วพูดติดๆ กันสองครั้งว่า “ดีมาก ดีมาก”
ทำได้ดีมาก ไม่เหลือหนทางสู่ความสุขไว้ให้เขาเลยแม้แต่ทางเดียว!