ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 544 เทียบเชิญหนึ่งปึก
ตอนที่ 544 เทียบเชิญหนึ่งปึก
“เอ๊ะ เมียจ๋า เหตุใดบนน่องของเจ้าถึงมีแผลเป็นนี่เพิ่มขึ้นมาเล่า”
ฉินเหยาจำต้องเล่าเรื่องของตนกับหวังจิ่นให้เขาฟังคร่าวๆ อีกครั้ง
แน่นอนว่าเรื่องที่ได้เงินมาห้าร้อยตำลึงนั้นนางไม่ได้เอ่ยถึงแม้แต่คำเดียว
แต่ต่อให้นางไม่พูด หลิวจี้ก็เดาได้ว่านางต้องได้รับผลประโยชน์มาไม่น้อยแน่ๆ เพราะท้ายที่สุดแล้วนางมีนิสัยอย่างไร ไม่มีใครจะรู้ดีไปกว่าเขาอีกแล้ว
เพียงแต่ ด้วยฝีมือของสตรีใจร้าย เหตุใดถึงยังได้รับบาดเจ็บเช่นนี้ได้
ปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณของหลิวจี้ก็คือ “เจ้าคนถ่อยไร้ยางอายหวังจิ่นนั่นหลอกเจ้าอีกแล้วหรือ”
“ครั้งนี้เปล่า” ฉินเหยาปล่อยให้แรงของเขายกเท้าของนางขึ้นวางบนเข่า รอให้เขาใช้ผ้าขนหนูแห้งเช็ดคราบน้ำออกให้สะอาดพลางพูดด้วยดวงตาหรี่ปรือว่า “แผลนี้ได้มาเพราะช่วยเจ้าไก่อ่อนหวังจิ่นนั่นต่างหาก”
แววตาของหลิวจี้มืดลง เขาถามหยั่งเชิง “เขาไม่ได้บอกหรือว่าตนเองก็เป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง”
ฉินเหยาสบถ “สองหมัดย่อมยากจะต้านสี่มือ ปัญหาที่เขาก่อมันใหญ่เกินไป”
“แล้วเมียจ๋าได้รับเงินมาพอหรือไม่” หลิวจี้เป็นกังวลอย่างยิ่ง หากขาดทุนจะทำอย่างไรดี
ฉินเหยาเหลือบตาขึ้นเล็กน้อย มองเขาแวบหนึ่ง “เจ้าลองเดาสิ”
หลิวจี้ยิ้มแหะๆ “ข้าไม่เดาหรอก เมียจ๋ายังไม่ได้พูดอะไรเลย แสดงว่าต้องให้เงินมามากพออย่างแน่นอน”
“เพียงแต่…” เขาอาศัยจังหวะที่เช็ดเท้า ลูบรอยแผลเป็นนั้น มันยาวประมาณครึ่งนิ้วของเขา “ท้ายที่สุดก็ยังทำให้เมียจ๋าต้องบาดเจ็บหนักขนาดนี้ แถมยังทิ้งรอยแผลเป็นยาวขนาดนี้ไว้อีก”
ต่อให้เขาสร้างปัญหาให้นางมากแค่ไหนก็ไม่เคยทำให้นางต้องมีรอยแผลเป็นเช่นนี้
หวังจิ่นเอ๋ยหวังจิ่น รอให้บิดาไปถึงเมืองหลวงเมื่อใด จะจัดการเจ้าให้สิ้นซากเลยคอยดู!
หลิวจี้ช่วยฉินเหยาเช็ดเท้าจนแห้งแล้วยกอ่างน้ำล้างเท้าจากไป
ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาก้มหน้าก้มตา ไม่ยอมให้นางเห็นแววตาที่อำมหิตและเหี้ยมโหดของเขา
อาวั่งส่งเด็กๆ ไปสำนักศึกษาแล้ว อินเยว่ก็ทำงานหาบน้ำของตนเสร็จแล้วไปทำงานที่โรงงานเครื่องเขียน เสี่ยวไหลฝูจูงวัวไปกินน้ำกินหญ้าที่ริมแม่น้ำ ในบ้านมีเพียงเสียงเบาๆ ของหลี่ซื่อที่กำลังโม่ถั่วเหลืองอยู่ในลานบ้าน
เมื่อเงี่ยหูฟัง ในสวนหลังบ้านไม่มีใครอยู่ คิดว่าหลิวจี้คงไปที่เรือนปทุมเพื่อเข้าเรียนกับอาจารย์และศิษย์พี่แล้ว
เมื่อคืนฝนตกหนัก ไม่คิดว่าวันนี้กลับเป็นวันที่มีแดดจ้า
แสงแดดส่องผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาในห้อง ทอดเงาเป็นประกายสีทองระยิบระยับบนพื้นไม้สีธรรมชาติที่เพิ่งปูใหม่
ฉินเหยารู้สึกราวกับได้ยื่นมือไปกอบโกยแสงแดด ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น
เวลาราวกับหยุดนิ่งในชั่วขณะนี้ ช่างเงียบสงบและเปี่ยมสุข
ฉินเหยานอนอืดอยู่บนเตียงเป็นเวลานานค่อยๆ ซึมซับความสงบเงียบชั่วขณะที่หาได้ยากนี้
จนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าของหลิวจี้เดินเข้ามาในประตู เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกทีก็เห็นดวงอาทิตย์อยู่กลางศีรษะแล้ว นางนอนอืดจนถึงเที่ยงวัน!
วันนี้อาวั่งยังมีภารกิจไปซื้อวัตถุดิบทำอาหาร คงไม่กลับบ้านเร็วขนาดนี้ ตอนเที่ยงในห้องโถงจึงมีเพียงสองสามีภรรยาฉินเหยาและสองแม่ลูกหลี่ซื่อ
ความสงบของฉินเหยาถูกทำลายลงหลังอาหารกลางวัน เมื่อซ่งอวี้นำเทียบเชิญปึกหนึ่งกลับมา
“ฮูหยิน เทียบเชิญเหล่านี้ล้วนส่งมาให้นายท่านขอรับ”
ซ่งอวี้ยื่นเทียบเชิญให้ฉินเหยาดูทีละฉบับ ฉินเหยาดูไปเพียงสามฉบับก็ไม่ดูต่อแล้วล้วนเป็นเทียบเชิญจากคหบดีร่ำรวยในอำเภอไคหยางที่เชิญหลิวจวี่เหรินไปร่วมงานเลี้ยง
เทียบเชิญที่เหลือก็มีเนื้อหาเหมือนกัน เพียงแต่บางฉบับก็พูดตรงไปตรงมา บางฉบับก็พูดจาอ้อมค้อม
สรุปก็คือ เชิญไปกินข้าวโดยมีจุดประสงค์แอบแฝง
ฉินเหยาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าสถานะจวี่เหรินจะเป็นที่ต้องการขนาดนี้ หลิวจี้เพิ่งกลับมาได้สองวันก็มีเทียบเชิญส่งมามากมายขนาดนี้แล้ว
ในแคว้นเซิ่ง สิทธิประโยชน์สองข้อของจวี่เหรินที่น่าปรารถนาที่สุด ข้อแรกคือสามารถลดหย่อนภาษีอากรและแรงงานเกณฑ์ของตนเองและครอบครัวได้
ข้อที่สองคือเอกสิทธิ์ทางการศาล หากจวี่เหรินพัวพันกับคดีความ สามารถไม่ต้องไปปรากฏตัว ไม่ต้องขึ้นศาล ไม่ต้องคุกเข่าและไม่ต้องรับโทษทัณฑ์
กล่าวได้ว่า นอกจากจะคิดสั้นก่อกบฏแล้ว ในกรณีส่วนใหญ่สามารถรอดพ้นจากโทษประหารชีวิตได้
นอกจากสองข้อนี้แล้ว ยังมีประโยชน์แฝงอีกข้อหนึ่ง
นั่นก็คือเครือข่ายความสัมพันธ์ของบัณฑิตจวี่เหริน
สิ่งที่เหล่าคหบดีร่ำรวยขาดไปก็คือสามสิ่งนี้แหละ แต่จำนวนจวี่เหรินในอำเภอหนึ่งๆ นั้นมีจำกัด ดังนั้นทุกปีเมื่อมีบัณฑิตเคอจวี่คนใหม่เกิดขึ้นก็จะได้รับความสนใจอย่างใกล้ชิดจากเหล่าคหบดีผู้ร่ำรวย
คหบดีผู้ร่ำรวยมีทรัพย์สินมากมาย ภาษีที่ต้องชำระในแต่ละปีจึงเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่
ในข้อนี้ ฉินเหยาซึ่งบริหารโรงงานเครื่องเขียนเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
ดังนั้นต่อให้ต้องแบ่งผลประโยชน์ส่วนใหญ่ให้แก่บัณฑิตจวี่เหรินก็ยังคุ้มค่ากว่าการจ่ายภาษีให้ราชสำนักมากนัก
การสะสมทุนรอนในยุคแรกเริ่มของจวี่เหรินส่วนใหญ่ก็มาจากของกำนัลของคหบดีร่ำรวยเหล่านี้ สำหรับทั้งสองฝ่ายแล้ว นี่เป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์
เมื่อมองดูเทียบเชิญปึกนี้ในมือ ฉินเหยาก็ทั้งตื่นเต้นและสงบนิ่งอย่างยิ่ง
นางปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เสมอมา รับเงินคนอื่นเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้เขา ขณะเดียวกันก็ต้องแบกรับความเสี่ยงที่ใหญ่หลวงด้วย
ดังนั้น เทียบตอบกลับนี้จะตอบกลับไปกี่บ้านและตอบกลับบ้านไหน ยังต้องสืบสวนดูก่อน
เมื่อเห็นว่าฉินเหยาไม่ตอบกลับเสียที ซ่งอวี้จึงรวบรวมความกล้าถามหยั่งเชิง “ฮูหยิน จะถามนายท่านก่อนดีหรือไม่ขอรับ”
ฉินเหยาพยักหน้า “ต้องบอกเขาสักหน่อย”
ใช่ แค่บอกสักหน่อย
ดังนั้นในเมื่อตอนนี้หลิวจี้กำลังเรียนอยู่กับอาจารย์ที่เรือนปทุมก็อย่าไปรบกวนเขาเลย
ซ่งอวี้เข้าใจความหมายของฮูหยินจึงไม่พูดอะไรอีก
“อาวั่งยังไม่กลับมาอีกหรือ” ฉินเหยาลุกขึ้นมองออกไปนอกประตู
ซ่งอวี้ส่ายหน้า “ยังไม่เห็นพ่อบ้านอาวั่งกลับมาเลยขอรับ”
“เอาล่ะ งั้นเจ้าไปทำงานก่อนเถอะ ให้อินเยว่เลิกงานแล้วกลับบ้านมาก่อน ข้ามีเรื่องจะสั่งนาง”
กำชับเสร็จ ฉินเหยาก็หยิบเทียบเชิญปึกนั้นกลับเข้าห้องไปคัดกรองข้อมูล
นางบริหารโรงงานเครื่องเขียนมาหลายปี สถานการณ์ของคหบดีร่ำรวยในที่ต่างๆ ของอำเภอไคหยางก็พอจะรู้มาบ้าง นางจึงคัดแยกคนที่นางรู้จักและไม่รู้จักออกจากกันก่อน
เทียบเชิญสิบสองฉบับ หกคนรู้จัก อีกหกคนเคยได้ยินแต่ชื่อไม่เคยเห็นตัวจริง
รอจนอินเยว่กลับมาบ้าน ฉินเหยาก็ยื่นเทียบเชิญหกฉบับที่นางรู้จักให้ไปสืบข่าวคราวดู อย่างไรเสียก็เป็นมือใหม่ จะให้งานที่ยากเกินไปตั้งแต่แรกก็ไม่ได้
“ให้ไปสืบเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ” การออกปฏิบัติภารกิจครั้งแรก อินเยว่รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แต่สับสนมากกว่า
แต่คนเก่งๆ ก็ล้วนผ่านการฝึกฝนจากความสับสนครั้งแล้วครั้งเล่าในช่วงที่เป็นมือใหม่มิใช่หรือ
ฉินเหยาเขียนรายการคำถามลงบนกระดาษอย่างใจเย็นแล้วยื่นให้อินเยว่ ให้นางไปหาคำตอบตามคำถามในรายการนั้นกลับมาให้
นอกจากนี้ยังหยิบเงินหนึ่งตำลึงยื่นให้นาง “นี่เป็นเงินทุนสำหรับภารกิจของเจ้า ข้าให้เวลาเจ้าสองวัน มะรืนนี้เช้าตรู่มารายงานข้า”
“แล้วงานที่โรงงานล่ะเจ้าคะ”
ฉินเหยากล่าวเสียงเข้ม “ข้าจะลาให้เจ้าเอง วางใจเถอะ”
“เจ้าค่ะ!” อินเยว่รับคำอย่างหนักแน่น หลังจากตรวจสอบรายชื่อในภารกิจซ้ำสองรอบแล้วก็หยิบร่มกระดาษเคลือบน้ำมันคันหนึ่งแล้วก้าวออกจากบ้านไป
พอนางก้าวเท้าออกไป อาวั่งก็ก้าวเท้าเข้ามาพอดี ฉินเหยายื่นรายชื่อคนสิบสองคนให้อาวั่ง โดยไม่ได้ให้เงินแม้แต่เหวินเดียว “เจ้าไปช่วยข้าสืบสถานการณ์ของบ้านพวกนี้หน่อย ตอนบ่ายข้าจะให้หลิวจ้งไปรับเด็กๆ กลับจากสำนักศึกษาแทนเอง”
อาวั่งหยิบรายชื่อขึ้นมาดูแล้ววางคืนให้นาง เขาไปที่ห้องครัวแล้วกินเต้าฮวยที่หลี่ซื่อเพิ่งทำเสร็จไปสองชาม ทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งว่า “ข้าจะกลับมาตอนกลางคืนขอรับ” แล้วก็ขี่ม้าหายลับไปจากหมู่บ้านตระกูลหลิว
หลี่ซื่อเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจากในห้องครัว นางพอจะดูออกแล้วว่าฮูหยินมีมาตรฐานในการปฏิบัติต่อคนสองแบบ
ไม่สิ ควรจะบอกว่าหลายแบบ
ต่อนายน้อยคุณหนูแบบหนึ่ง ต่อเรือนเก่าแบบหนึ่ง ต่อคนนอกแบบหนึ่งและต่อนายท่านใหญ่ ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง