ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 561 ลานธรรม
ตอนที่ 561 ลานธรรม
หลิวจี้เดินมาอยู่เบื้องหน้าทุกคน มองดูดวงตาที่ขุ่นเคืองเหล่านั้นแล้วยืนเอามือไพล่หลังพลางเอ่ยขึ้น
“ข้ารู้ว่าทุกคนกำลังโกรธ แต่ได้โปรดอย่าเพิ่งโกรธไป ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวของเราทำการสิ่งใดล้วนยุติธรรมเสมอมา การกระทำในครั้งนี้ย่อมมีเหตุผลของนาง”
“ในคัมภีร์เต้าเต๋อจิงมีกล่าวไว้ว่า สรรพสิ่งล้วนแบกรับหยินและโอบอุ้มหยาง ผสานลมปราณเพื่อความกลมเกลียว ในหยินมีหยาง ในหยางมีหยิน หยินกำเนิดจากหยาง หยางกำเนิดจากหยิน…นี่คือวิถีแห่งสมดุลของหยินหยาง”
“ทุกคนคิดว่าสำนักศึกษาแห่งนี้เป็นเพียงสำนักศึกษาธรรมดาหรือ ที่นี่คือสถานบำเพ็ญธรรม!”
“มองจากภาพใหญ่สู่ภาพย่อย สรรพสิ่งในโลกนี้ล้วนต้องการการผสมผสานของหยินหยางจึงจะสามารถบรรลุถึงความสมดุลได้ สตรีเป็นหยิน บุรุษเป็นหยาง หากชายมากหญิงน้อย หยางจะรุ่งเรืองหยินจะร่วงโรย นับว่าไม่สอดคล้อง…สิ่งที่ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวของเราทำ เป็นเพียงการทำตามเจตจำนงแห่งสวรรค์ เพื่อให้ได้มาซึ่งความสมดุลของหยินหยาง เพื่อช่วยให้เหล่าบัณฑิตบรรลุเต๋าได้ในเร็ววัน!”
หลิวจี้ทำท่าทีลึกล้ำราวกับผู้หลุดพ้นจากทางโลก ทำเอาชาวบ้านฟังจนงงเป็นไก่ตาแตก
แม้ว่าพวกเขาจะไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่เขาพูด แต่กลับรู้สึกว่ามันสุดยอดมาก
มีชาวบ้านคนหนึ่งตระหนักรู้ขึ้นทันทีแล้วพูดว่า “ที่แท้ผู้ใหญ่บ้านก็ทำไปเพื่อความสมดุลของหยินหยาง เช่นนี้แล้ว เป็นไปได้หรือไม่ว่าการให้ชายหญิงเรียนร่วมห้องกัน จะทำให้การเรียนก้าวหน้าได้ง่ายขึ้น”
หลิวจี้ผงกศีรษะเล็กน้อย “พี่ใหญ่ท่านนี้ ท่านมีความเข้าใจเป็นเลิศ ข้าเพียงชี้แนะเล็กน้อยท่านก็บรรลุได้ถึงเพียงนี้ ไม่ได้เข้าสำนักศึกษาร่ำเรียนช่างน่าเสียดายนัก”
หลิวจี้มองพี่ใหญ่ชาวบ้านคนนั้นด้วยแววตาชื่นชมพลางพยักหน้าอย่างหนักแน่น “อันที่จริงผู้ใหญ่บ้านของเราก็หมายความเช่นนี้! ทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์ของทุกคน!”
มุมปากของหลิวจี้ประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ แต่ดวงตากลับขยิบตาส่งสัญญาณให้หลิวฉี หลิวจ้ง และคนอื่นๆ อย่างบ้าคลั่ง
หลิวฉีเข้าใจความหมายก่อนใครจึงรีบเดินออกมาชี้นิ้วไปทางชาวบ้านที่ส่งเสียงดังเมื่อครู่ด้วยท่าทีไม่พอใจ “ผู้ใหญ่บ้านของเราพูดจาไม่เก่ง แต่ทุกครั้งเรื่องที่นางทำก็ล้วนทำเพื่อทุกคน!”
“ใช่ๆ!” หลิวจ้งก็เพิ่งนึกได้ รีบพูดเสริม “อีกอย่าง นี่ไม่ใช่ว่ายังเหลือที่นั่งอีกยี่สิบกว่าที่หรือ ปีหน้าถ้าพวกท่านอยากได้ที่นั่งก่อนใครก็ลองพาลูกสาวที่บ้านมาด้วยกันเลยสิ!”
“อันที่จริงให้เด็กผู้หญิงได้เรียนหนังสือมากขึ้นก็เป็นเรื่องดี พวกท่านดูอย่างช่างฝีมือสตรีในโรงงานของพวกเรา มีคนไหนบ้างที่เขียนไม่ได้คิดเลขไม่เป็น ตอนนี้ทั้งโรงปักผ้าและเสี่ยวเอ้อร์ของโรงเตี๊ยมในตัวอำเภอ ขอแค่รู้หนังสือคิดเลขเป็น ไม่ว่าจะชายหรือหญิงก็ล้วนรับหมด แม้จะสอบเคอจวี่ไม่ได้ แต่ในหมู่ชาวไร่ชาวนาอย่างเราจะมีหลิวจวี่เหรินสักกี่คนกันเชียว? ขอแค่เขียนได้คิดเลขเป็นก็ย่อมหาเลี้ยงชีพได้ ไม่ดีกว่าทำนาอยู่บ้านหรอกหรือ”
เพราะมีลูกสาว หลิวจ้งจึงเข้าใจความรู้สึกนี้เป็นพิเศษ เมื่อเห็นลูกสาวของตนเองฉลาดขึ้นทุกวันก็หวังว่าจะมีเด็กผู้หญิงมาเข้าเรียนมากขึ้น
อดีตผู้ใหญ่บ้านก็ออกมายืนพูดความจริงที่แทงใจดำ “เด็กผู้หญิงเรียนหนังสือแล้วก็จะหาบ้านสามีที่ดีมาช่วยเหลือพี่ชายน้องชายที่บ้านได้ง่ายขึ้น อย่างไรเสียก็แค่สองปีเท่านั้น ไม่ได้ทำให้เสียเวลาอะไร”
เมื่อเทียบกับคำพูดของหลิวฉีและหลิวจ้งเมื่อครู่ ประโยคของอดีตผู้ใหญ่บ้านเห็นได้ชัดว่าทำให้ชาวบ้านมองเห็นผลประโยชน์ได้มากกว่า
พอมองไปที่เด็กชายสามคนที่เพิ่งได้รับที่นั่งเข้าเรียนพร้อมกับพี่สาวน้องสาวของตน ชาวบ้านต่างก็พยักหน้า พวกเขาเข้าใจแล้ว
สำนักศึกษาอื่นมีกฎเกณฑ์อะไรพวกเขาไม่รู้ แต่ตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าสำนักศึกษาของหมู่บ้านตระกูลหลิวให้ความสำคัญกับความสมดุลของหยินหยาง
ถ้ารู้เร็วกว่านี้ พวกเขาต้องพาลูกสาวที่บ้านมาด้วยกันแน่นอน
น่าเสียดายที่ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า ตอนนี้พูดอะไรก็สายไปแล้ว โชคดีที่ยังเหลือที่นั่งอีกยี่สิบสี่ที่ เช่นนั้นก็อย่าพูดไร้สาระอีกเลย รีบจับฉลากกันเถอะ!
นี่ก็สายมากแล้ว ทุกบ้านยังต้องรีบเดินทางกลับ ตอนนี้ท้องฟ้ามืดเร็ว ไม่มีเวลาให้เสียไปอีกแล้ว
เมื่อเห็นหลิวจี้เป่าหูชาวบ้านที่กำลังโวยวายจนงงไปหมด ล้างสมองพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์ เจินอวี้ไป๋ก็อ้าปากค้างจนคางแทบจะหลุดลงพื้น
เขาหันไปมองฉินเหยาที่ยืนอยู่ข้างๆ นางทำสีหน้าราวกับเป็นเรื่องปกติ มุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนจะพอใจกับการแสดงของหลิวจี้ในครั้งนี้มาก
“เมียจ๋า เริ่มจับฉลากกันเถอะ!” หลิวจี้ตะโกนมาจากด้านหน้า หันกลับมามองนางแล้วยิ้มหวานราวดอกไม้
ฉินเหยาอารมณ์ดีจนหุบยิ้มไม่ได้เลย นางถือกระบอกฉลากเดินออกไป ให้ชาวบ้านต่อแถวจับฉลากทีละคนๆ
ใครจับได้ไม้ที่ปลายมีหมึกสีดำแต้มไว้ก็จะได้เข้าเรียน
คนที่จับได้ต่างก็ดีใจจนเนื้อเต้น คนที่จับไม่ได้ก็ถอนหายใจอย่างผิดหวัง
เจินอวี้ไป๋เดินเข้าไปปลอบใจทีละคนอย่างอดทน “ไม่เป็นไร เดือนสามปีหน้าค่อยมาใหม่”
เขาดูแล้ว ห้องเรียนของสำนักศึกษาหมู่บ้านตระกูลหลิวสามารถรองรับคนได้ร้อยคนไม่มีปัญหา เพียงแต่ปีนี้กว่าจะเริ่มเปิดเรียนก็เป็นในช่วงเวลานี้แล้วจึงต้องควบคุมจำนวนเด็กไว้ก่อน
เมื่อได้ยินอาจารย์พูดเช่นนั้น เด็กๆ ที่ครั้งนี้จับฉลากไม่ได้ก็กลับมามีความหวังอีกครั้ง
ในจำนวนนี้มีไม่น้อยที่เป็นเด็กซึ่งเคยไปสมัครที่สำนักศึกษาตระกูลติงแต่ไม่ได้รับเลือก
เมื่อเคยเห็นความเคร่งขรึมของเหล่าอาจารย์ตระกูลติงแล้วมาเจออาจารย์ที่เป็นกันเองอย่างเจินอวี้ไป๋ พวกเขาก็แอบตัดสินใจในใจว่าปีหน้าจะต้องมาจับฉลากเข้าเรียนที่หมู่บ้านตระกูลหลิวอีกให้ได้
หลังจากการคัดเลือกตลอดช่วงเช้า ในที่สุดที่นั่งเข้าเรียนห้าสิบที่ของสำนักศึกษาหมู่บ้านตระกูลหลิวก็ได้ข้อสรุป เจินอวี้ไป๋กำชับเรื่องตำราที่ต้องเตรียมมาเอง แจ้งว่าสามารถไปที่ร้านขายตำราในอำเภอและบอกชื่อของเขาแก่เถ้าแก่ร้านเพื่อให้ซื้อในราคาที่ถูกขึ้นได้
ผู้ปกครองของนักเรียนต่างก็รู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้ง ความรู้สึกดีๆ ที่มีต่ออาจารย์เจินจึงยิ่งเพิ่มขึ้นอีกมากโข
ความวุ่นวายดำเนินต่อไปจนถึงบ่าย เด็กๆ จึงทยอยแยกย้ายกันกลับไป
หน้าสำนักศึกษาพลันว่างเปล่าลงทันที เหลือเพียงเด็กโตสี่คนที่ช่วยกันเก็บกวาดห้องเรียน
ฉินเหยามองเจินอวี้ไป๋ที่กำลังยุ่งจนหัวหมุนแวบหนึ่งแล้วกวักมือเรียกหลิวจี้และอาวั่ง จากไปอย่างเงียบๆ
“อาจารย์เจินรักเด็กมาก”
ระหว่างทางกลับบ้าน จู่ๆ อาวั่งก็เอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง
หลิวจี้พยักหน้า แม้ว่าเขาจะไม่ชอบขี้หน้าเจินอวี้ไป๋คนนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนผู้นี้ปฏิบัติต่อเด็กๆ อย่างอดทนยิ่งนัก ดูแล้วน่าจะเป็นอาจารย์ที่ดี
ถ้าเขาไม่เข้ามาตีสนิทกับท่านอาจารย์ของตนอีก เขาก็ไม่รังเกียจที่จะพูดคุยจิบสุรากับอาจารย์คนใหม่ผู้นี้ในยามว่าง
อาวั่งขมวดคิ้วอีกครั้งแล้วพูดว่า “แต่เมื่อครู่คนผู้นี้แอบมองข้าอยู่หลายครั้ง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉินเหยาและหลิวจี้ก็สบตากันทันที คนดีๆ ที่ไหนจะมัวแต่มามองอาวั่ง คนที่ถ้าโยนเข้าไปในฝูงชนก็แทบจะไม่มีตัวตน?
“เขาคงไม่รู้จักเจ้าหรอกนะ” หลิวจี้ลองคาดเดา
แต่พอพูดจบเขาก็ปฏิเสธความคิดของตนเองไปก่อน เจินอวี้ไป๋เป็นคนอำเภอหนิงซี อาวั่งไม่เคยไปที่นั่นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเคยพบเจอกัน
อาวั่งส่ายหน้า “เขาไม่รู้จักข้า แต่เขามีสัญชาตญาณที่เฉียบคมมาก อาจจะดูออกว่าข้ามีวรยุทธ์”
“หา” หลิวจี้ตกใจ โบกมืออย่างอยากไม่เชื่อ “เป็นไปไม่ได้ เขาไม่มีวรยุทธ์แล้วเขาจะดูออกว่าเจ้ามีวรยุทธ์ได้อย่างไร!”
“เมียจ๋า เจ้าว่าจริงหรือไม่” หลิวจี้มองฉินเหยาอย่างคาดหวัง รอคอยการยอมรับ
ทว่านางกลับมองเขาแล้วยิ้มแต่ไม่พูดอะไร
ในชั่วขณะนั้น หลิวจี้รู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม เขาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง “ไม่จริงน่า ในหมู่บ้านเรามียอดฝีมือเพิ่มมาอีกคนแล้วหรือ”
พอพูดจบ เขาก็ตระหนักว่าตนเองพูดเสียงดังเกินไปจึงรีบกดเสียงให้ต่ำลงแล้วถามยอดฝีมือสองคนที่อยู่ตรงหน้าต่อว่า “เรื่องหัวคนสามสิบหัวในครั้งนั้น…หรือว่าเขาจะมาหาเมียจ๋าเพื่อแก้แค้น”
ฉินเหยามองเขาอย่างเห็นใจแวบหนึ่ง “เรื่องก่อนหน้านี้มันจบไปแล้ว ต่อให้ยังมีปลาที่หลุดรอดจากแห แค้นก็มีเจ้าของ หนี้ก็มีเจ้าหนี้ อย่างไรก็ต้องไปหาตัวหวังจิ่น จะมาหาข้าทำไม มารนหาที่ตายหรืออย่างไร!”
หลิวจี้ครุ่นคิด เออจริงด้วย ถ้าจะหาเรื่องก็ต้องไปหาหวังจิ่นไอ้คนถ่อยไร้ยางอายนั่น!