ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 562 ชะตาข้าคงถึงฆาตแล้ว
ตอนที่ 562 ชะตาข้าคงถึงฆาตแล้ว
“ถ้างั้นในเมื่อเขาไม่ได้พุ่งเป้ามาที่เมียจ๋าแล้วเจินอวี้ไป๋นั่นมาเพื่ออะไรกันแน่ หรือว่าเขาเกิดมาก็รักการสอนหนังสือเลย”
หลิวจี้ขมวดคิ้วอย่างสงสัย พึมพำเสียงเบา “เป็นคุณชายบ้านรวยดีๆ ไม่เป็นกลับวิ่งมาเป็นอาจารย์ในหุบเขาบ้านนอกของเรานี่ สมองของเขาต้องมีปัญหาแน่ๆ!”
ฉินเหยาได้แต่แหงนมองฟ้าอย่างจนคำพูดพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมินหลิวจี้ที่กำลังคาดเดาสุ่มสี่สุ่มห้าแล้วพูดกับอาวั่งว่า
“เจินอวี้ไป๋คนนี้ไม่ธรรมดา ถ้าไม่มีอะไรเจ้าก็อย่าไปเดินป้วนเปี้ยนแถวสำนักศึกษาจะดีกว่า เดี๋ยวจะถูกเขาสังเกตเห็นได้ คนบางคนมีสัญชาตญาณที่เฉียบคมกว่าคนทั่วไปแต่กำเนิด”
นางมองหลิวจี้ที่ยังคงเดาเป้าหมายของอีกฝ่ายอย่างมั่วซั่วอีกแวบหนึ่ง ลังเลเล็กน้อยว่าจะบอกเขาเรื่องที่คืนนั้นเจินอวี้ไป๋ไปหากงเหลียงเหลียวดีหรือไม่
แต่ดูเหมือนว่าถึงบอกไปก็คงไม่มีประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นอย่าบอกเลยดีกว่า
อาวั่งพยักหน้ารับคำสั่ง มองฉินเหยาอย่างลึกซึ้ง สัญชาตญาณร้องบอกเขาว่า ฮูหยินรู้อะไรบางอย่าง แต่นางไม่พูด
หลิวจี้เห็นฉินเหยาไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ก็ไล่ตามฝีเท้านางไปอย่างไม่ยอมแพ้ “เมียจ๋า เจ้าจะปล่อยเจินอวี้ไป๋ไปโดยไม่สนใจแล้วรึ”
นี่ไม่เหมือนวิธีการทำงานของนางเลยนี่นา
ในอดีตขอเพียงพบเค้าลางที่ไม่ชอบมาพากลแม้เพียงเล็กน้อยก็ต้องรีบกำจัดเสียตั้งแต่เนิ่นๆ
ผิดปกติเช่นนี้ หรือว่า…
“เมียจ๋า เจ้าคงไม่ได้…” ถูกใจเจ้าหน้าหยกนั่นแล้วหรอกใช่ไหม
ครึ่งหลังของประโยคหลิวจี้ไม่กล้าพูด และไม่มีโอกาสได้พูดออกมา
เพราะพวกเด็กๆ เลิกเรียนกลับมาแล้ว
อินเยว่ขับรถม้าที่เต็มไปด้วยเด็กๆ มาจอดอยู่เบื้องหน้าคนทั้งสาม จินฮวาและซื่อเหนียงรีบกระโจนลงมาจากรถม้า
“ท่านแม่!”
“อาสะใภ้สาม!”
ก้อนเนื้อกลมๆ รูปคนสองก้อนที่ถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อคลุมบุนวมหนาเตอะอย่างมิดชิดกลิ้งเข้ามาในอ้อมกอดของฉินเหยาอย่างแรง แรงปะทะนั้นราวกับลูกวัวที่พุ่งเข้ามาอย่างไม่คิดชีวิต ฉินเหยารู้สึกเพียงว่าตนเองถูกกระสอบทรายใบใหญ่ทุบเข้าสองที
“แรงเยอะอย่างกับวัวขนาดนี้ หากไม่ฝึกวรยุทธ์ก็น่าเสียดายแย่” ฉินเหยารับเด็กหญิงตัวน้อยทั้งสองไว้แล้วพูดอย่างขบขัน
จินฮวาได้ยินดังนั้นก็ร้องเสียงหลง รีบถอยออกจากอ้อมกอดของนางแล้วโบกมือเล็กๆ ไปมาเพื่อแสดงการต่อต้าน “ข้าไม่ฝึกวรยุทธ์ ข้าเห็นพี่ต้าหลางฝึกวรยุทธ์แล้วลำบากมาก ข้าไม่เอาด้วยหรอก ท่านอาสะใภ้สาม ท่านปล่อยข้าไปเถอะนะ~”
เด็กหญิงตัวน้อยพูดจนตัวเองรู้สึกกลัวขึ้นมา มองไปยังอาสะใภ้สามอย่างน่าสงสาร
ฉินเหยายังไม่ทันได้พูดอะไร หลิวจี้คนนิสัยไม่ดีก็เดินเข้าไปตบไหล่และแขนของเด็กหญิงตัวน้อยเบาๆ จุ๊ปากชมเชยว่า
“จินฮวา อาสามอย่างข้าดูแล้วโครงกระดูกของเจ้าพิสดารนัก เป็นยอดฝีมือด้านการฝึกวรยุทธ์โดยกำเนิด เจ้าแน่ใจหรือว่าจะละทิ้งพรสวรรค์นี้ไปน่ะ?”
ดวงตากลมโตของจินฮวาเป็นประกายวาววับ แอบดีใจอยู่หน่อยๆ “จริงหรือเจ้าคะ”
หลิวจี้พยักหน้าอย่างจริงจัง ขณะที่เห็นแววตาของจินฮวาฉายแววคาดหวังออกมา เขาก็เปลี่ยนน้ำเสียงแล้วพูดอย่างกังวลว่า “แต่ว่าการฝึกวรยุทธ์นั้นลำบากมาก ถ้าหากไม่อาจยืนหยัดจนถึงที่สุดแล้วล้มเลิกกลางคัน เกรงว่าจะธาตุไฟเข้าแทรก ลมปราณตีกลับจนตาย…”
มะเหงกหนึ่งเขกเข้าที่ท้ายทอยของหลิวจี้อย่างแม่นยำ เขาร้อง “โอ๊ย!” ออกมาคำหนึ่งแล้วตวาดถามอย่างเกรี้ยวกราดว่า “ใครตีข้า?!”
“ข้าเอง” ฉินเหยาเดินขึ้นไป หยิกแก้มเล็กๆ ที่ตกตะลึงจนนิ่งอึ้งของจินฮวาเบาๆ แล้วเงยหน้าขึ้นยิ้มให้หลิวจี้ที่กำลังขู่เด็กอย่างน่ากลัว
หลิวจี้สูดลมหายใจเย็นเยียบเข้าปอดเสียงดัง ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่พลันแปรเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะแหะๆ ในพริบตา “เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว ฮ่าๆๆ”
จินฮวาน้ำตาคลอเบ้า จับมือฉินเหยาแน่นแล้วพูดอย่างร้อนรน “ท่านอาสะใภ้สาม ข้าไม่อยากธาตุไฟเข้าแทรก”
“อาของเจ้าแค่ขู่เจ้าเล่นน่ะ วางใจเถอะ ไม่ธาตุไฟเข้าแทรกหรอกแล้วก็จะไม่บังคับให้เจ้าฝึกวรยุทธ์ด้วย เด็กดี กลับบ้านไปเถอะ” ฉินเหยาพูดอย่างขบขัน
ตอนนี้จินฮวาถึงเพิ่งจะตระหนักได้ว่าตนเองถูกอาสามแกล้งจึงพองแก้มอย่างโกรธๆ พลางจ้องหลิวจี้เขม็ง “ท่านอาสาม ข้าจะไม่คุยกับท่านอีกแล้ว!”
พูดจบก็เดินไปทางท้ายรถม้าอย่างฉุนเฉียวเพื่อยกหีบหนังสือลงแล้วลากกลับบ้านไป
เดินไปได้ครึ่งทางก็หันกลับมาพูดว่า “ข้าจะไปฟ้องท่านปู่ว่าท่านอาสามแกล้งเด็ก น่าอายจริงๆ!”
เจ้าตัวเล็กใช้มือเล็กๆ ถูไถไปมาบนใบหน้าของตนเอง หลังจากแสดงการตอบโต้แล้ว เด็กหญิงก็หันหลังเดินเข้าประตูเรือนเก่าไปอย่างผู้มีชัย
หลิวจี้ได้ยินเสียงฟ้องที่ดังมาจากข้างในก็ลูบจมูกอย่างเก้อๆ “ยายเด็กขี้ฟ้องเอ๊ย”
เขารีบเดินเร็วๆ หลายก้าวไปไล่อินเยว่ลงจากรถ วางจินเป่าที่กำลังหัวเราะร่าลงแล้วเขกมะเหงกใส่เจ้าเด็กใจกล้าที่บังอาจหัวเราะเยาะเขาไปหนึ่งที “ไปๆๆ กลับบ้านเจ้าไปเลยไป!”
จากนั้นก็บังคับอุ้มซื่อเหนียงที่อยากจะแปะร่างติดกับท่านแม่ขึ้นไปบนรถม้า สะบัดแส้ม้าทีหนึ่ง “กลับบ้าน ไปกินข้าวกัน!”
อินเยว่และอาวั่งหันไปมองฉินเหยาเงียบๆ การมีสามีที่ชอบเอาชนะเด็กเช่นนี้ ท่านอาจารย์/ฮูหยินคงจะลำบากแย่
ฉินเหยาแสร้งยิ้มอย่าง ‘เข้มแข็ง’ เดินผ่านตรงกลางระหว่างคนทั้งสอง เอามือไพล่หลังแล้วเดินกลับบ้านไปอย่างช้าๆ
อินเยว่มองไปที่อาวั่ง อาวั่งก็มองกลับมา สี่ตาสบประสานกัน ด้านในมีประกายไฟแลบแปลบปลาบ
ไม่ต้องพูดอะไร ทั้งสองก็พุ่งตัวออกไป การแข่งขันวิ่งเร็วระยะสั้นได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ!
สุดท้ายจบลงด้วยการที่อาวั่งพุ่งเข้าประตูบ้านไปก่อนสามวินาที
ฉินเหยามาถึงเป็นคนสุดท้าย นางเดินเข้าประตูรั้วแล้วยิ้มเยาะเย้ยให้กับเหล่าคนปัญญาอ่อนในบ้านหลังนี้แล้วหันไปสั่งหลี่ซื่อด้วยรอยยิ้มว่า “ตั้งโต๊ะเถอะ”
หลี่ซื่อรับคำ ยิ้มจนตาหยี วันนี้เสี่ยวไหลฝูลูกชายของนางสมัครเรียนสำเร็จแล้ว พรุ่งนี้ก็จะได้ไปสำนักศึกษาแล้ว แค่คิดนางก็อดดีใจไม่ได้
นางยกกับข้าวมาที่ห้องโถง หลังจากวางกับข้าวลงทีละอย่างแล้ว หลี่ซื่อก็ไม่ได้ถอยออกไปเหมือนเช่นเคย
“ฮูหยิน” ขอบตาของนางแดงเล็กน้อย นางคารวะฉินเหยาที่นั่งอยู่บนตำแหน่งประธานอย่างลึกซึ้ง “ขอบคุณท่านที่ส่งเสี่ยวไหลฝูไปสำนักศึกษาเจ้าค่ะ”
เพราะรู้ซึ้งถึงนิสัยของฉินเหยาดี หลี่ซื่อจึงไม่ได้พูดคำขอบคุณที่เกรงใจเหล่านั้นเพราะนางจะใช้การกระทำของตนเองเพื่อพิสูจน์ในอนาคต
ฉินเหยายิ้มแล้วส่งสัญญาณให้นางลุกขึ้น “ไม่ต้องเกรงใจ เป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้ว”
หลี่ซื่อส่ายหน้าอย่างตื้นตันใจ จะพูดว่าเป็นเรื่องที่ควรทำได้อย่างไร เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะฮูหยินดีต่อพวกเขาต่างหาก
เมื่อเห็นว่าขอบตาของหลี่ซื่อแดงก่ำ กลัวว่านางจะร้องไห้ออกมาต่อหน้าตน ฉินเหยาจึงรีบโบกมือ “เจ้าไปพักผ่อนเถอะ”
“จริงสิ” ฉินเหยาบอกนาง “พรุ่งนี้พวกอวิ๋นเหนียงเตรียมจะเข้าเมืองไปที่ร้านขายตำราเพื่อซื้อตำราเรียนให้เด็กๆ เจ้าทำอาหารเช้าเสร็จแล้วก็พาเสี่ยวไหลฝูไปกับพวกนางได้เลยนะ”
หลี่ซื่อดีใจจนเนื้อเต้น อดไม่ไหวจริงๆ จึงคุกเข่าลงโขกศีรษะขอบคุณแล้วรีบลุกขึ้นถอยออกไปก่อนที่ฮูหยินจะโกรธ
เสี่ยวไหลฝูแอบอยู่ที่นอกประตู เขาได้ยินทุกอย่างในห้องโถง เมื่อเห็นมารดาออกมาทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะ สองแม่ลูกก็มองหน้ากัน เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังต่อการเดินทางในวันพรุ่งนี้
เมื่อหลี่ซื่อจากไป ครอบครัวของฉินเหยาจึงเริ่มกินข้าว
เอ้อร์หลางไม่สนใจมารยาทบนโต๊ะอาหารที่ท่านพ่อคอยย้ำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขารีบกินข้าวในชามจนหมด วางตะเกียบลงแล้วเตรียมจะลุกออกไป
“จะไปไหน” หลิวจี้ร้องห้ามเขาไว้ “กลับมา นั่งลง”
“เมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งจะสอนพวกเจ้าไป กินข้าวต้องมีมารยาท ต้องรอให้ผู้ใหญ่กินเสร็จก่อนผู้น้อยถึงจะลุกจากโต๊ะได้”
หลิวจี้พูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ตอนนี้พวกเจ้าเป็นคุณชายคุณหนูบ้านนายท่านจวี่เหรินแล้ว ไม่มีกฎระเบียบเช่นนี้ วันหน้าออกไปเป็นแขกที่บ้านคนอื่น จะไม่เท่ากับทำให้ข้าขายหน้าหรอกหรือ!”
เอ้อร์หลางมองท่านพ่อของตนอย่างจนใจ “ข้ามีธุระขอรับ ข้าจะเอาการบ้านที่คัดลอกไว้ก่อนหน้านี้ไปสอนเสี่ยวไหลฝู พวกเราตกลงกันไว้แล้วว่าหลังจากเขาเข้าเรียนข้าจะสอนให้เขาได้ที่หนึ่งอย่างแน่นอน”
อธิบายจบก็แอบชำเลืองมองท่านแม่ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตากินข้าวอย่างมั่นใจ “อีกอย่างนี่ก็อยู่ที่บ้าน ไม่ได้ไปเป็นแขกบ้านคนอื่น ท่านแม่ยังไม่ว่าอะไรเลย…”
แม้ประโยคหลังจะพูดเสียงเบามาก แต่หลิวจี้ก็ยังได้ยินอย่างชัดเจนจึงพลันระเบิดอารมณ์ออกมาทันที เขาตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืน “เจ้าลูกทรพี ยังจะกล้าขัดพ่อเจ้าอีก!”
ไหล่ของเอ้อร์หลางสั่นสะท้าน ไม่ใช่เพราะกลัวท่านพ่อของตน แต่เป็นเพราะตกใจกับเสียงตะคอกที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันจึงมองไปทางท่านแม่ตามสัญชาตญาณ
ตอนนี้หลิวจี้ถึงเพิ่งจะตระหนักได้ เอ้อร์หลางเจ้าเด็กบ้านี่จงใจยั่วโมโหเขา!
ในใจพลันร้อนรนขึ้นมา แต่ใบหน้าก็ยังแสร้งทำเป็นใจเย็นแล้วมองไปทางฉินเหยา ถ้าหากไปรบกวนความอยากอาหารของเมียจ๋า ชะตาข้าคงได้ถึงฆาตแล้ว