ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 570 ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน
ตอนที่ 570 ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน
นางมองหลิวจี้กระโดดโลดเต้นจากไปราวกับเท้าติดสปริง ทั้งยังป่าวประกาศไปทั่วลานบ้านว่าตอนนี้ตนเองก็เป็นคนมีเงินค่าขนมแล้ว
ฉินเหยาเบ้ปาก ช่างเป็นตัวตลกน่าขายหน้านัก
นางก้มหน้าลงทำบัญชีต่อ
เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งจะจัดการคำสั่งซื้อหีบหนังสือพลังเซียนของห้างการค้าฟู่หลงเสร็จสิ้น ซ่งอวี้เดินทางไปเมืองหลวงของมณฑลหนึ่งรอบเพื่อจัดการบัญชีงวดสุดท้ายกลับมา เมื่อหักลบต้นทุนและภาษีต่างๆ แล้ว ฉินเหยาจึงมีเงินเข้าบัญชีส่วนตัวหกร้อยห้าสิบตำลึง
ครั้งนี้ซ่งอวี้ไม่ได้นำคำสั่งซื้อเพิ่มเติมกลับมา ความต้องการของทางห้างการค้าฟู่หลงลดลงอย่างมาก พวกเขาต้องการเพียงสองพันชิ้นและให้ส่งมอบภายในครึ่งปี
โดยเฉลี่ยแล้ว ครึ่งปีแรกของปีหน้าโรงงานเครื่องเขียนจะมีปริมาณคำสั่งซื้อเพียงประมาณหกสิบตำลึงต่อเดือนเท่านั้น
หากไม่มีผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างกล่องเครื่องใช้สตรี ฉินเหยาก็คงต้องกลุ้มใจไม่น้อย
นางจึงกำชับซ่งอวี้ อวิ๋นเหนียงและคนอื่นๆ ทันทีว่า ให้ศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ต่อไป อย่าได้เกียจคร้าน
แต่เมื่อมีเงินหกร้อยห้าสิบตำลึงนี้เข้าบัญชีแล้ว ค่าใช้จ่ายสำหรับของขวัญปีใหม่ที่ต้องใช้หนึ่งร้อยเจ็ดสิบตำลึงก็ดูไม่น่าเสียดายเท่าใดนัก
เมื่อนับรายรับรายจ่ายรวมกับของเดิม ตอนนี้ในมือของฉินเหยายังมีเงินสดอยู่สองพันเจ็ดร้อยสามสิบหกตำลึงและข้าวสารเต็มยุ้งฉางอีกหนึ่งแห่ง
นอกจากนี้ยังมีกล่องเครื่องใช้สตรีรุ่นฝังมุกอีกหนึ่งร้อยใบที่จะส่งมอบในสิ้นเดือนนี้ หากราบรื่น ก่อนวันสิ้นปีก็จะได้รับเงินก้อนใหญ่อีกก้อนหนึ่ง
ดังนั้นเมื่อคำนวณบัญชีเสร็จสิ้น อารมณ์ของฉินเหยาก็กลับมาสดใสอีกครั้ง
ตอนนี้เงินและข้าวสารในมือทำให้นางรู้สึกปลอดภัยอย่างยิ่ง หากสามารถร่วมมือกับนายอำเภอคนใหม่ต่อไปได้ ชีวิตการเป็นฮูหยินเจ้าของที่ดินของนางคงจะมีความสุขอย่างหาที่เปรียบมิได้
ครอบครัวซ่งจางจะจากไปหลังปีใหม่ เมื่อนับดูแล้ว นายอำเภอคนใหม่จะเข้ารับตำแหน่งภายในสองเดือนหลังปีใหม่ ถึงตอนนั้นก็เตรียมของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้หลิวจี้ลองนำไปหยั่งเชิงความคิดของนายอำเภอคนใหม่ดู
แต่เรื่องแบบนี้ ต้อง ‘ท่านต้องการ ข้ามีให้’ ถึงจะดี ตอนนี้ขนบธรรมเนียมของอำเภอไคหยางดีขึ้นอย่างมากแล้ว เหลือเพียงหวังหม่าอู่ที่เอาแต่หดหัวเป็นเต่า ไม่สามารถก่อเรื่องอะไรได้อีก
ในทางกลับกัน ฉินเหยาผู้เป็น ‘เหนียงเหนียงปีศาจร้าย’ กลับมีชื่อเสียงน่าเกรงขามในยุทธจักรมากกว่า ถึงตอนนั้นขอแค่คนใหม่ที่มารับตำแหน่งไม่ร้อนรนอยากแสดงฝีมือจนไฟลามมาเผานางเข้าก็พอ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฉินเหยาก็รู้สึกว่าตนเองไม่อาจมองโลกในแง่ดีเกินไปได้ แม้นายอำเภอคนใหม่จะเป็นจิ้นซื่อรุ่นเดียวกับซ่งจางและมีอุปนิสัยของวิญญูชน แต่คนเราย่อมเปลี่ยนแปลงกันได้
ช่างเถอะ ถึงตอนนั้นค่อยว่ากัน ตอนนี้คิดมากไปก็ไม่มีประโยชน์
เมื่อปิดสมุดบัญชี ฉินเหยาก็ลุกขึ้นบิดขี้เกียจ ยกเตาถ่านขนาดเล็กพอดีมือขึ้นมาแล้วออกจากบ้านไปตรวจตราในหมู่บ้าน
ใกล้จะหิมะตกแล้ว นางต้องแจ้งให้ทุกบ้านเตรียมตัวให้พร้อม ถือโอกาสไปเยี่ยมเยียนพ่อม่ายแม่ม่ายและคนชราในหมู่บ้าน ให้ระวังการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและเตรียมสิ่งของให้ความอบอุ่นให้เพียงพอ
ปีนี้คนในหมู่บ้านมีฐานะดีขึ้น เก้าส่วนของชาวบ้านมีสิ่งของสำหรับฤดูหนาวเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ฉินเหยาเป็นห่วง
ที่เหลืออีกหนึ่งส่วนล้วนเป็นคนชราที่อยู่โดดเดี่ยวและสูญเสียความสามารถในการทำงานไปแล้ว มีทั้งหมดสามคน
เดิมทีมีห้าคน สองสามปีก่อนหนาวตายไปสองคน ตอนนี้จึงเหลือเพียงสามคน
เพราะไม่มีความสามารถในการทำงาน สองในสามคนยังมีโรคเรื้อรัง หากเป็นเมื่อก่อนก็คงได้แต่ทนรอความตาย
แต่หลังจากที่ฉินเหยาได้เป็นผู้ใหญ่บ้านก็ได้แบ่งเงินส่วนหนึ่งออกมาจากเงินกองกลางของตระกูล ทุกเดือนจะแจกจ่ายอาหารและผักให้แก่คนชราทั้งสามคนนี้โดยไม่คิดเงินเพื่อรับประกันชีวิตความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐานของพวกเขา
ด้วยเหตุนี้ คนชราทั้งสามคนที่เคยคิดว่าตนเองคงไม่รอดพ้นฤดูใบไม้ผลิจึงยังมีชีวิตอยู่รอดมาจนถึงฤดูหนาวได้เป็นอย่างดี
การจะผ่านพ้นฤดูหนาวไปได้ต้องใช้เสื้อผ้าหนาๆ ซึ่งก็ยังคงต้องเบิกจากเงินกองกลาง บ้านของทั้งสามคนก็เป็นฉินเหยาที่กำชับให้หลิวหยางและเหล่าชายหนุ่มในหมู่บ้านช่วยกันซ่อมแซมจนไม่มีลมรั่วเข้ามาได้ ขอเพียงมีถ่านไฟเพียงพอ พวกเขาก็จะสามารถอยู่ต้อนรับฤดูใบไม้ผลิได้อีกครั้ง
สำหรับเรื่องที่ฉินเหยาทำเหล่านี้ คนในหมู่บ้านก็วิพากษ์วิจารณ์กันไม่น้อย แต่หลังจากที่ฉินเหยาพูดประโยคหนึ่งว่า ‘ในอนาคต ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวทุกคน เมื่อแก่ชราไร้เรี่ยวแรงก็จะได้รับการดูแลเช่นนี้เหมือนกัน’
ชาวบ้านก็ไม่คัดค้านใดๆ อีก กลับรู้สึกอุ่นใจว่ายามชราจะมีที่พึ่งพิง
ฉินเหยายังวางแผนที่จะหักเงินปันผลส่วนหนึ่งที่ให้แก่ชาวบ้านในอนาคตเพื่อใช้เป็นเงินบำนาญของชาวบ้านและยังสนับสนุนให้ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่ไม่ได้เข้าร่วมหุ้น ให้ส่งเงินส่วนหนึ่งให้แก่ตระกูลทุกปี เพื่อใช้เป็นหลักประกันยามชราด้วย
และเมื่อเงินในบัญชีรวมนี้มีจำนวนถึงระดับหนึ่ง นางก็เตรียมจะมอบให้แก่คนหนุ่มสาวในหมู่บ้านที่มีความสามารถด้านการบริหารจัดการ ให้พวกเขาใช้เงินต่อเงิน
เกี่ยวกับแผนการนี้ อดีตผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลต่างก็สนับสนุนเป็นอย่างยิ่งและกำลังช่วยกันพูดเกลี้ยกล่อมชาวบ้านอยู่ หากเป็นไปในแง่ดี ฤดูใบไม้ผลิปีหน้าก็สามารถเริ่มดำเนินการได้แล้ว
ช่วงนี้ฉินเหยาก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ มีหลิวจี้คอยต้อนรับครอบครัวซ่งจาง นางจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการต้อนรับขับสู้และได้ถือโอกาสนี้จัดตั้งคณะทำงานผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวขึ้นในหมู่บ้าน
ภายใต้เงื่อนไขที่ยังคงโครงสร้างองค์กรของผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลไว้ดังเดิม เนื่องจากจำนวนประชากรแฝงในหมู่บ้านตระกูลหลิวที่เพิ่มขึ้นทุกวันได้นำมาซึ่งปัญหาและความขัดแย้งที่มากขึ้น ทำให้บุคลากรในการบริหารจัดการในหมู่บ้านไม่เพียงพออย่างรุนแรง
ดังนั้นจึงได้จัดตั้งตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งทางการขึ้นมาเป็นพิเศษ เพื่อช่วยเหลือผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลในการจัดการเรื่องราวต่างๆ ทั้งน้อยใหญ่ในหมู่บ้าน
ทันทีที่คำขอนี้ถูกเสนอขึ้นก็ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวทุกคน
อย่างไรเสีย นี่ก็เป็นตำแหน่งที่ชอบธรรม ไม่เหมือนกับปีก่อนๆ ที่ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลจะเรียกใครมาใช้งานตามใจชอบก็เรียกเอา
หลังจากการลงคะแนนเสียงของชาวบ้านทุกคน ในที่สุดก็เลือกหลิวต้าฝู หลิวหยาง หลิวฉีและหลิวจ้งสี่คนขึ้นมาเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน
ฉินเหยาเดินตรวจตราในหมู่บ้านหนึ่งรอบก็เรียกทั้งสี่คนเท่าที่ตามตัวได้มาพบและสั่งให้นำคนไปตัดแต่งกิ่งไม้ที่ยื่นออกมาเกะกะริมทาง เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศเย็นลงแล้วเกิดเป็นน้ำแข็งหยดลงมาทำร้ายคนที่เดินผ่านไปมา
“ยังมีคนชราสามคนในหมู่บ้าน รอจนหิมะตกก็จัดให้พวกเขาทั้งสามคนไปพักในบ้านหลังเดียวกันจะได้ดูแลกันและกันได้ ถ่านไฟของหมู่บ้านก็จะประหยัดไปได้หน่อย หมู่บ้านจะดูแลก็สะดวกขึ้นด้วย”
ผู้ที่มาได้มีเพียงหลิวต้าฝูและหลิวหยาง หนึ่งคนชราหนึ่งคนหนุ่มต่างก็จดจำคำกำชับของผู้ใหญ่บ้านอย่างตั้งใจ
“จริงสิ!” ฉินเหยานึกเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้จึงสั่งหลิวหยางว่า “ที่เชิงเขาด้านล่าง ให้เจ้าจัดหาคนว่างงานในหมู่บ้านสองคน ให้พวกเขาไปเดินตรวจตราแถวนั้นบ่อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้มีสัตว์ป่าลงมาจากเขามาทำร้ายคนและปศุสัตว์”
หลิวหยาง “ขอรับ”
เมื่อทั้งสองคนแยกย้ายกันไปแล้ว ฉินเหยาก็ไปที่สำนักศึกษาอีกรอบหนึ่ง
เปิดเรียนมาหลายวันแล้ว ในช่วงกลางวันเจินอวี้ไป๋แทบจะไม่ได้ไปที่เรือนปทุมเลย ฉินเหยาลอบสังเกตการณ์อย่างลับๆ ในตอนกลางคืนก็จับได้เพียงครั้งเดียว
ผลลัพธ์ก็ไม่น่าประหลาดใจ เขาถูกกงเหลียงเหลียวตวาดไล่ด้วยคำว่า ‘ไสหัวไป’ อย่างไร้ปรานีอีกแล้ว
ฉินเหยาคาดเดาว่า ในเมืองหลวงอาจจะมีคนอยากจะเรียกกงเหลียงเหลียวกลับไป
แต่เห็นได้ชัดว่าผู้เฒ่าไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งในราชสำนักอีกต่อไป แม้แต่ตอนที่เจินอวี้ไป๋เอ่ยถึงคนที่อยู่เบื้องหลังเขาก็ยังไม่เต็มใจจะฟัง
หากมองในมุมกลับกัน หากเป็นนางที่ถูกรบกวนเช่นนี้ คาดว่าคงอยากจะฆ่าคนผู้นั้นทิ้งไปแล้ว
ถึงแม้เจินอวี้ไป๋คนนี้จะมีข้อสงสัยมากมาย แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าวิธีการสอนของเขายอดเยี่ยมอย่างยิ่งและยังมีความอดทนต่อนักเรียนมาก
เพราะลูกๆ ที่บ้านมักจะพูดว่าอาจารย์ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ชาวบ้านก็ชื่นชมอาจารย์มาก ที่บ้านมีของดีอะไรก็พากันส่งไปให้ที่สำนักศึกษาทั้งหมด
เจินอวี้ไป๋ทำอาหารไม่เป็น หลังจากหายป่วย เขาก็จ้างท่านป้าคนหนึ่งในหมู่บ้านมาเตรียมอาหารให้เขาสองมื้อต่อวัน ถือโอกาสช่วยทำความสะอาด ซักเสื้อผ้าต่างๆ ด้วย
ฉินเหยาก็เคยลองพูดจาหยั่งเชิงกับท่านป้าคนนี้แล้ว พบว่าเจินอวี้ไป๋คนนี้นอกจากจะชอบไปเยี่ยมที่เรือนปทุมตอนกลางคืนแล้วก็ไม่มีความผิดปกติอื่นใดอีก เขาเป็นเพียงท่านอาจารย์สอนหนังสือที่รักเด็กอย่างแท้จริง
“ผู้ใหญ่บ้าน?”
เจินอวี้ไป๋เดินออกมาจากบ้านด้านหลังสำนักศึกษา มือข้างหนึ่งถือตะกร้าไผ่ อีกข้างหนึ่งถือจอบเล็กๆ ดูเหมือนกำลังจะไปขุดผักป่า
เมื่อเห็นฉินเหยายืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูห้องเรียนก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย