ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 569 ของขวัญปีใหม่
ลมเหนือพัดมาทั้งคืน อุณหภูมิลดต่ำลงไปอีกขั้น
ยามเช้าตรู่อินเยว่ตื่นขึ้นมาผ่าฟืนก็พบว่ากองฟืนถูกปกคลุมไปด้วยน้ำค้างแข็งสีขาวหนาเตอะ
นางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ชั้นเมฆลอยต่ำมาก ท้องฟ้าเป็นสีเทาหม่น ไม่รู้ว่าจะฝนตกหรือหิมะตกกันแน่
ย่างเข้าสู่เดือนสิบเอ็ดแล้ว เมื่อดูจากปีก่อนๆ โอกาสที่หิมะจะตกมีมากกว่า
อินเยว่หดคอ ครอบครัวชาวบ้านธรรมดากลัวหิมะตกที่สุด หากไม่มีถ่านไฟ เสื้อผ้าและผ้าห่มหนาๆ เพียงพอ รวมถึงอาหารสำหรับฤดูหนาว ฤดูหนาวก็จะเปรียบเสมือนหายนะสำหรับชาวบ้าน
นางรู้สึกโชคดีที่ปีนี้นางสามารถผ่านพ้นฤดูหนาวไปได้ในบ้านอันอบอุ่นและได้สวมใส่เสื้อผ้าหนาๆ
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ อินเยว่ก็ยิ่งรู้สึกขอบคุณอาจารย์ของนางมากขึ้นไปอีกจึงผ่าฟืนอย่างแข็งขันยิ่งขึ้น อยากจะผ่าฟืนทั้งหมดที่อาวั่งหามาจากบนภูเขาให้เสร็จภายในวันเดียว
เพิ่งจะกินมื้อเช้าเสร็จ ฉินเหยาก็ได้รับรายการของขวัญปีใหม่ที่ซ่งอวี้รวบรวมมาให้
เมื่อปีก่อนๆ ไม่มีขั้นตอนนี้ อย่างมากก็แค่เตรียมของขวัญหนึ่งชุดสำหรับตระกูลติงและท่านป้าฉีแห่งตระกูลเฮ่อที่อยู่เมืองหลวงของมณฑล
แต่ปีนี้หลิวจี้ได้เป็นจวี่เหรินแล้ว ที่บ้านจึงมีครอบครัวที่ต้องไปมาหาสู่เพื่อผูกสัมพันธ์เพิ่มขึ้นอีกหลายบ้าน
เมื่อนับรวมเวลาจัดซื้อและเวลาเดินทางไปกลับ ในเดือนสิบเอ็ดก็ต้องเตรียมใบสั่งซื้อของขวัญปีใหม่ให้พร้อมแล้ว
บางบ้านที่อยู่ไกล เพราะกลัวว่าจะเจอหิมะตกหนักระหว่างทางทำให้เดินทางลำบากจึงต้องออกเดินทางกันตั้งแต่ต้นเดือนสิบเอ็ดแล้ว
รายการของขวัญที่ซ่งอวี้นำมาส่งมีอยู่สองฉบับ
ฉบับหนึ่งเป็นของคู่ค้าที่เกี่ยวข้องกับโรงงานเครื่องเขียน
โดยใช้งบประมาณจากโรงงาน จัดซื้อพร้อมกัน ของที่ส่งจะเป็นพวกยาบำรุงและของดีประจำท้องถิ่น
สำหรับทางห้างการค้าฟู่หลงนั้นจะส่งกล่องเครื่องใช้สตรีแบบใหม่ไปเพิ่มให้อีกหนึ่งใบ
อีกฉบับหนึ่งเป็นฉบับที่ฉินเหยากำชับเป็นพิเศษว่าจะส่งให้ตระกูลฉี กงเหลียงเหลียว ตระกูลติงและอีกสามบ้านคือบ้านตระกูลเฉียน เสิ่นและเติ้งที่เพิ่งจะสาบานเป็นพี่น้องกับหลิวจี้ไป
สำหรับฝั่งตระกูลฉีและกงเหลียงเหลียว นอกจากผ้า สุรา เนื้อและใบชาเหมือนปีที่แล้ว ปีนี้ยังเพิ่มชุดพู่กันและหมึกมูลค่ายี่สิบตำลึงเข้าไปอีกสองชุด รวมต้องใช้เงินเจ็ดสิบห้าตำลึง
ทางตระกูลเฉียน เสิ่นและเติ้งสามบ้าน แต่ละบ้านได้หมูหนึ่งตัว ใบชาคุณภาพดีสองกระปุก ผ้าฝ้ายสองพับและสุราสองไห รวมต้องใช้เงินห้าสิบตำลึง
ยังมีตระกูลติง อาจารย์ของพวกเด็กๆ ก็ต้องได้รับคนละหนึ่งชุด ต่อให้เป็นเพียงข้าวสารและเนื้อสัตว์ แต่ละคนก็ต้องใช้เงินสองตำลึง
ครอบครัวของติงเซียงอยู่ไกลถึงเมืองหลวง ตอนแรกฉินเหยาก็ลังเลว่าจะส่งไปดีหรือไม่ แต่เมื่อนึกถึงว่าหลิวเฝยยังอยู่ที่เมืองหลวง ในอนาคตเมื่อร้านเฉพาะทางขยับขยายก็ย่อมต้องติดต่อกันอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงขาดการเตรียมของขวัญปีใหม่หนึ่งชุดนี้ไปไม่ได้
ของดีของบ้านเกิด…สำหรับผู้คนที่อยู่ต่างถิ่นแดนไกลแล้ว ถือเป็นความทรงจำอันพิเศษและมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ดังนั้นของขวัญปีใหม่ที่จะส่งไปยังเมืองหลวง ฉินเหยาจึงใส่ใจเป็นพิเศษ เตรียมอาหารทุกอย่างที่สะดวกต่อการเก็บรักษาของอำเภอไคหยางไว้อย่างละหนึ่งชุด
ค่าใช้จ่ายก็เป็นเงินไม่มากนัก เจ็ดแปดตำลึงก็เพียงพอ แต่เพื่อรับประกันความสดใหม่ของอาหาร ค่าเดินทางจึงต้องใช้เงินถึงยี่สิบตำลึง ของขวัญด้อยค่าแต่น้ำใจสูงส่ง
ทางฝั่งฮูหยินผู้เฒ่าติงแห่งจวนตระกูลติงก็ต้องไปเยี่ยมเยียนเช่นกัน ของขวัญปีใหม่ที่เตรียมไว้ก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าใดนัก เพียงแค่เตรียมของขวัญให้ครบหกอย่างก็พอ งบประมาณอยู่ที่สิบตำลึง
ฉินเหยาเรียกหลิวจี้มา ถามเขาว่าวันไหนมีเวลาว่าง ให้พาเด็กๆ ทั้งสี่คนที่นั่นไปด้วยตนเอง เพื่อจัดการเรื่องที่ซานหลางกับซื่อเหนียงจะไปเข้าศึกษาที่สำนักศึกษาของตระกูลติงสาขาหลักในปีหน้าให้เรียบร้อย
ตอนนี้หลิวจี้มีสถานะเป็นจวี่เหรินแล้ว หากไปพูดคุยเรื่องการเข้าเรียนของเด็กๆ อีกครั้งก็ย่อมต้องสำเร็จอย่างแน่นอน
“ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ชอบขี้หน้าข้า ข้าไม่ไปดีกว่า” ฉินเหยาเอ่ยเยาะตนเอง
หลิวจี้ไม่รู้จะพูดต่อว่าอย่างไร ได้แต่รับคำแล้วแอบชำเลืองมองรายการของขวัญที่อยู่ตรงหน้าฉินเหยา
วิชาการคำนวณของเขาได้รับการถ่ายทอดมาจากกงเหลียงเหลียวโดยตรง เพียงมองปราดเดียว ลูกคิดก็เริ่มคำนวณในหัวของเขา ไม่นานก็ได้ตัวเลขที่แน่ชัดออกมา
หนึ่งร้อยเจ็ดสิบตำลึง!
หลิวจี้สูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ชี้ไปที่ใบสั่งซื้ออย่างไม่อยากจะเชื่อแล้วถามว่า “เมียจ๋า นี่คงไม่ใช่ของขวัญปีใหม่ทั้งหมดที่บ้านเราต้องส่งในปีนี้หรอกนะ”
ฉินเหยารับคำแล้วก้มหน้าคำนวณค่าใช้จ่ายต่อ
นางรู้ว่าหลิวจี้เสียดาย ความจริงแล้วนางเองก็เจ็บปวดใจเหมือนกัน หนึ่งร้อยเจ็ดสิบตำลึง พอให้ครอบครัวธรรมดาๆ สี่คนอยู่สุขสบายไปได้เจ็ดถึงแปดปีเลยทีเดียว
แต่เมื่อเทียบกับบรรดานายท่านจวี่เหรินคนอื่นๆ ในอำเภอไคหยางแล้ว ค่าใช้จ่ายส่วนของของขวัญปีใหม่ของบ้านพวกนางก็เป็นเพียงค่าใช้จ่ายในเทศกาลปกติเพียงครั้งเดียวของพวกเขาเท่านั้น
ตราบเท่าที่ยังมีตำแหน่งขุนนางอยู่ การส่งของขวัญให้กันระหว่างสหายร่วมงาน ค่าใช้จ่ายก็มีแต่จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
หลิวจี้ไม่รู้หรอกว่าฉินเหยาปวดใจ เขาเห็นเพียงนางกำลังคำนวณค่าใช้จ่ายอย่างไร้อารมณ์ ในใจนอกจากความนับถือก็มีแต่ความนับถือ
“เมียจ๋า ข้าขอถามเบาๆ สักหน่อยได้หรือไม่ว่าปีนี้บ้านเราหาเงินได้เท่าใดหรือ”
ดูจากค่าใช้จ่ายของขวัญปีใหม่นี้แล้ว เขากังวลมากว่าที่บ้านจะล้มละลาย!
ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นมองเขา ยิ้มเล็กน้อย “ไม่สะดวกที่จะบอก”
คำตอบนี้ หลิวจี้ไม่ได้รู้สึกผิดหวังเลยแม้แต่น้อย ถือว่าเป็นไปตามที่คาดไว้
หากสตรีใจร้ายยอมบอกเขาจริงๆ ว่าที่บ้านมีเงินเท่าใด นั่นสิถึงจะเรียกว่าผิดปกติ
ดูท่าแล้วที่บ้านคงยังไม่ล้มละลายในเร็วๆ นี้ ในมือของสตรีใจร้ายมีเงินอยู่มากมายนัก
แต่เขาต้องบอกนางว่าปีนี้เขาก็ทำคุณประโยชน์ใหญ่หลวงให้แก่บ้านนี้เช่นกัน
หลิวจี้จึงหาเก้าอี้มานั่งลงตรงข้ามกับฉินเหยาแล้วกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า
“เช่นนั้นในหนึ่งร้อยเจ็ดสิบตำลึงนี้ก็มีกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงที่ข้าหามาใช่หรือไม่ อีกทั้งที่นาและบ้านเรือนที่บ้านเรามีในตอนนี้ หากปีหน้าเก็บเกี่ยวขึ้นมาก็จะเป็นรายรับที่ไม่น้อยเลยนะ”
ฉินเหยา “อืม ข้ารู้ ลงบัญชีไว้ให้เจ้าแล้ว”
หลิวจี้ดีใจขึ้นมา รีบถามว่า “เช่นนั้นหนี้ที่ข้าติดเมียจ๋าไว้ก็ถือว่าชำระหมดแล้วใช่หรือไม่”
ฉินเหยาปรายตามองเขาแล้วถามอย่างจริงจัง “เจ้าอยากชำระให้หมดหรือ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”
หลิวจี้เกือบจะหัวเราะออกมา แต่ในหัวกลับมีเสียงหนึ่งดังเตือนขึ้นอย่างเยือกเย็นว่า ระวังมีเล่ห์กล นางไม่มีทางใจดีเช่นนี้แน่นอน ต้องมีหลุมพรางใหญ่รอให้เจ้ากระโดดลงไปแน่!
หลิวจี้สะดุ้งโหยง สมองปลอดโปร่งขึ้นมาในทันใด เขารีบส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ไม่เอาแล้ว ไม่เอาแล้ว พวกเราสามีภรรยาเป็นหนึ่งเดียวกัน จะมาคิดบัญชีอะไรกัน น่าเบื่อจะตายไป”
ฉินเหยาขมวดคิ้ว ถามอย่างรำคาญ “เช่นนั้นเจ้าจะเอาอย่างไร”
“ข้าไม่ได้จะเอาอย่างไร…”
ฉินเหยาเอ่ย “ข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง แล้วเจ้าจะเอาอย่างไร!”
หลิวจี้พูดรัวเร็วว่า “เมียจ๋า ให้เงินข้าเดือนละนิดหน่อยได้หรือไม่ ไม่ต้องมาก สิบตำลึงก็พอแล้ว!”
พูดจบ เขาก็เบิกตาดอกท้อที่ฉ่ำวาวของตนให้กว้างขึ้น จ้องมองนางอย่างน่าสงสาร “นายท่านจวี่เหรินคนอื่นๆ เวลาออกจากบ้านล้วนมีบ่าวรับใช้ อย่างน้อยที่สุดก็ยังมีม้าคู่ใจ ส่วนข้ากลับตัวเปล่าเล่าเปลือยอยู่คนเดียว…”
ฉินเหยาเอ่ย “ที่เจ้าสวมใส่อยู่คืออากาศหรืออย่างไร”
หลิวจี้ไอเบาๆ สองครั้งอย่างร้อนตัว ใช้มือลูบเสื้อคลุมตัวหนาที่ทำจากผ้าต่วนซึ่งเพิ่งตัดใหม่บนร่างเบาๆ แล้วพูดต่อเสียงอ่อย
“ตระกูลเฉียน เสิ่นและเติ้งสามบ้านยังมอบผลประโยชน์ให้ข้าไม่น้อยในทุกปี เมื่อรวมรายรับต่างๆ เข้าด้วยกันก็สามารถเพิ่มเงินให้ที่บ้านได้อีกสองถึงสามร้อยตำลึง ข้าขอเพียงสิบตำลึงเพื่อนำไปซื้อพู่กันหมึกและตำรา ไม่มากเกินไปใช่หรือไม่”
อยากให้ม้าวิ่งก็ต้องให้ม้ากินหญ้า นี่คือหลักการปกครองลูกน้องของฉินเหยา ใช้ดีมาก ไม่เคยพลาดมาก่อน
ท่าทางน่าสงสารของหลิวจี้ตรงหน้าไม่ได้ทำให้นางใจอ่อนเลยแม้แต่น้อย แต่ท่าทีแร้นแค้นที่เผยออกมาจากแววตาของเขาก็ช่างขัดนัยน์ตานางเสียจริง
ฉินเหยายอมอ่อนข้อ “ห้าตำลึง มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว”
“ได้!” หลิวจี้รีบรับคำ เม้มปากแน่นจึงไม่หลุดหัวเราะออกมา
ฮ่าๆๆ ตอนนี้เขาก็เป็นคนที่มีเงินแล้ว!
ส่วนเรื่องการต่อรองราคานั้น กับฉินเหยาไม่มีทางเป็นไปได้ นี่เป็นสัจธรรมที่หลิวจี้เรียนรู้มาจากการถูกทุบตีหลายครั้ง