ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 576 ศิษย์น้องรีบหนีไป
ตอนที่ 576 ศิษย์น้องรีบหนีไป
เดิมทีนี่ก็เป็นเรื่องของตระกูลฉีกับทหารม้าเกราะดำ จะไปทำให้ผู้บริสุทธิ์เดือดร้อนได้อย่างไร
ฉีเซียนกวนกำลังจะบอกว่าถึงเวลาตนจะนำสือโถว อากู่ และคนอื่นๆ ไปช่วยท่านอาจารย์กลับมา แต่ยังไม่ทันได้พูดจบก็พลันได้ยินเสียงหัวเราะดังลั่นของกงเหลียงเหลียว
เขามองศิษย์ทั้งสองที่อยู่เบื้องหน้าอย่างยินดี ยิ้มจนริ้วรอยที่หางตาทับซ้อนกันทั้งหมด ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมมาตลอดพลันดูเมตตาอย่างยิ่ง
ผู้เฒ่าจับมือศิษย์คนละข้างแล้วกล่าวอย่างพึงพอใจว่า “ไม่ต้องแล้ว ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นแล้วก็ซานเอ๋อร์เจ้า ต่อไปห้ามมีความคิดเช่นนี้อีกเด็ดขาด หากทำให้เหยาเหนียงต้องเดือดร้อน ข้าผู้เฒ่าจะตีเจ้าให้ตาย!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ศิษย์ทั้งสองคนก็ตกใจอย่างมาก “ท่านอาจารย์?!”
กงเหลียงเหลียวจ้องมองคนทั้งสองอย่างรังเกียจ “หุบปาก น่ารำคาญจริงๆ!”
แล้วหันไปสั่งฉีเซียนกวน “จิ่งเซวียน ให้พวกเขาถอยไป”
คิ้วเข้มของฉีเซียนกวนขมวดเข้าหากันแน่น ชะงักไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยปากสั่งให้สือโถวและผู้คุ้มกันคนอื่นๆ ถอยไป
พอเหล่าผู้คุ้มกันถอยออกไป ไป๋เฮ่อก็นำทหารม้าเกราะดำสี่นายพุ่งเข้ามาในเรือนอย่างรวดเร็ว บีบให้ผู้คุ้มกันตระกูลฉีทั้งหมดในเรือนถอยออกไปกลางเรือน
ไป๋เฮ่อมาถึงเบื้องหน้าสามอาจารย์ศิษย์ เขากวาดตามองหลิวจี้ขึ้นลงก่อนแล้วส่งเสียงเย้ยหยันใบหน้าที่งดงามล่มเมืองของเขา จากนั้นหันไปมองฉีเซียนกวนที่กำหมัดแน่น กล่าวเตือนกึ่งข่มขู่
“คุณชายน้อยฉี พวกเราไม่ได้อยากเป็นศัตรูกับเสนาบดีฉี หวังว่าคุณชายน้อยจะถอยไปเอง”
ฉีเซียนกวนยืดหลังตรง กลับก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว จ้องมองไป๋เฮ่อที่กำลังได้ใจอย่างเย็นชา “บอกว่าไม่อยากเป็นศัตรู แต่การกระทำของท่านในตอนนี้ ความแค้นนี้ก็ได้ก่อตัวขึ้นแล้ว!”
“หากท่านกล้าไม่เคารพท่านอาจารย์ข้าก็เท่ากับตั้งตัวเป็นศัตรูกับตระกูลฉีของข้าทั้งตระกูล ขอท่านโปรดไตร่ตรองให้ดี”
“แม้ผู้แซ่ไป๋จะเป็นเพียงนักรบที่เรียนมาน้อย แต่ก็ชื่นชมความรู้ของท่านอาจารย์อย่างยิ่ง คุณชายน้อยไม่ต้องกังวล โปรดวางใจมอบท่านอาจารย์ให้พวกเราดูแลเถิด”
ไป๋เฮ่อยิ้มเย้ยหยัน ยังคงรักษาท่าทีสุภาพไว้ ประสานมือคารวะกงเหลียงเหลียว “ท่านอาจารย์ยังมีสัมภาระอะไรที่ต้องเก็บอีกหรือไม่ ไป๋เฮ่อยินดีรับใช้”
กงเหลียงเหลียวแค่นเสียงขึ้นจมูก หากทำได้ เขาก็คร้านจะพูดกับพวกคนเถื่อนกลุ่มนี้แม้เพียงครึ่งคำ
แต่หากเขาไม่เอ่ยปาก คนอื่นก็จะต้องเดือดร้อน
ทว่าเขาเป็นคนรักอิสระมาแต่กำเนิด แม้ร่างกายจะขยับไม่ได้ แต่ปากก็ยังคงร้ายกาจนัก
“ไป๋เฮ่อ ช่างเป็นชื่อที่ไพเราะเสียนี่กระไร” กงเหลียงเหลียวกวาดตามองคนในชุดสีดำทะมึนที่อยู่เบื้องหน้าด้วยความหมายเป็นนัย “น่าเสียดาย กระเรียนเป็นสัตว์ที่ขาวสะอาดและสูงส่ง แต่ตอนนี้กลับถูกนำมาใช้กับนักรบหยาบคายเช่นเจ้า ข้าผู้เฒ่าฟังแล้วรู้สึกขยะแขยง”
“มิสู้…เจ้าเปลี่ยนชื่อไปเป็นอีกาดำไม่ดีกว่าหรือ” ผู้เฒ่ายิ้มร้ายพลางเหลือบมองไป๋เฮ่อแวบหนึ่ง
อีกฝ่ายหน้าดำคล้ำอย่างเห็นได้ชัด แต่ความอดทนเป็นเลิศจึงทำเพียงก้มหน้าลง เอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ชื่อไป๋เฮ่อนั้นองค์รัชทายาทประทานให้ด้วยพระองค์เอง หากไม่ได้รับอนุญาตจากองค์รัชทายาท ผู้ใต้บังคับบัญชาย่อมไม่กล้าเปลี่ยนชื่อ หวังว่าท่านอาจารย์จะเข้าใจ”
เขาไม่เอ่ยถึงรัชทายาทยังดี พอเอ่ยขึ้นมา กงเหลียงเหลียวก็รู้สึกมีไฟโทสะลุกโชนขึ้นมา เขาสะบัดแขนเสื้อ ซัดฝ่ามือลมใส่ไป๋เฮ่อที่หมายจะเข้ามาเข็นรถเข็นให้อย่างแรง!
“เจ้าทหารชั้นต่ำ อย่ามาทำให้ของของข้าผู้เฒ่าสกปรก!” กงเหลียงเหลียวหน้าแดงก่ำ ตวาดอย่างกราดเกรี้ยว
ไป๋เฮ่อหลบได้เร็วมากจึงไม่ได้รับบาดเจ็บ เพียงแต่ถูกกงเหลียงเหลียวก่อกวนเช่นนี้ พลันอดกลั้นอารมณ์ไว้ไม่อยู่เช่นกัน ใบหน้าดำคล้ำจ้องไปที่กงเหลียงเหลียวแล้วเตือนด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า
“ท่านอาจารย์ อาละวาดพอประมาณก็พอแล้ว องค์รัชทายาทยังรอท่านกลับเมืองหลวงไปฉลองปีใหม่ด้วยกันอยู่นะขอรับ!”
“หากท่านอาจารย์ไม่ยินยอมแล้วจะปล่อยให้พวกเราเข้ามาทำไม”
“หากยินยอมแล้ว จะมาอาละวาดใส่พวกทหารชั้นต่ำเช่นพวกเราที่นี่ทำไม เส้นทางกลับเมืองหลวงจะว่ายาวก็ยาว จะว่าสั้นก็สั้น หากท่านอาจารย์อยากจะอยู่อย่างสบายหน่อย ได้พบองค์รัชทายาทเร็วขึ้นอีกนิดก็อย่าได้ทำตัวเป็นเด็กๆ อีกเลย”
คำพูดที่เหลือเขาไม่ต้องพูด สามอาจารย์ศิษย์ก็เข้าใจถึงคำขู่ในนั้นได้
สีหน้าของกงเหลียงเหลียวเคร่งขรึมลง อยากจะพูดอะไรบางอย่าง ริมฝีปากขยับ แต่กลับเปล่งได้เพียงเสียงถอนหายใจที่คล้ายจะโศกเศร้าคล้ายจะร่ำไห้
ท่านอาจารย์ของเขาคือมหาบัณฑิตที่บัณฑิตนับหมื่นนับพันเคารพเลื่อมใส วันนี้กลับถูกนักรบหยาบคายที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าคนหนึ่งรังแกจนเป็นเช่นนี้
ในวินาทีนี้ หลิวจี้สัมผัสได้อย่างลึกซึ้งแล้วว่าอำนาจของราชสำนักนั้นเป็นอย่างไร
ให้เป็นให้ตาย ล้วนอยู่ในความคิดเดียว จะให้เจ้าอยู่ก็อยู่ จะให้เจ้าตายก็ต้องตาย ช่างน่ากลัวเสียนี่กระไร!
แต่ในฐานะศิษย์ จะทนเห็นท่านอาจารย์ของตนถูกคนอื่นดูหมิ่นเช่นนี้ได้อย่างไรกัน
ดูหมิ่นท่านอาจารย์ข้าก็เหมือนดูหมิ่นข้า หลิวจี้รู้สึกว่าตนเองก็ถูกดูหมิ่นอย่างใหญ่หลวงเช่นกัน
บุรุษที่ถูกเมียจ๋าปกป้องมาอย่างดีผู้นี้ เคยได้รับความอัปยศเช่นนี้เมื่อใดกัน
คนที่เคยทำให้เขาอัปยศเช่นนี้ครั้งล่าสุดได้ถูกลบชื่อออกจากสามอธรรมแห่งอำเภอไคหยางไปนานแล้ว ถูกเมียจ๋าของเขาบิดคอส่งลงนรกไปแล้ว!
ไป๋เฮ่อคิดจะมาเข็นรถเข็นอีกครั้ง หลิวจี้ก็เลือดขึ้นหน้า รีบพุ่งออกไป ขวางอยู่เบื้องหน้าท่านอาจารย์ ตะโกนด่าจนน้ำลายฟุ้งกระจายเต็มฟ้า
“เจ้าคนเถื่อน หูข้างไหนของเจ้าได้ยินว่าท่านอาจารย์ข้าจะไปกับเจ้า หากท่านอาจารย์ไม่พยักหน้า เจ้าก็ลองแตะต้องรถเข็นของท่านอาจารย์ข้าดูสิ!”
รู้สึกได้ถึงน้ำลายที่กระเซ็นมาบนใบหน้า ไป๋เฮ่อก็หรี่ตาลงอย่างไม่อยากจะเชื่อ ยกมือขึ้นลูบหน้า พอสัมผัสก็เปียกชื้น เป็นน้ำลายจริงๆ!
“เจ้าอยากตายรึ” เสียงที่ไป๋เฮ่อเค้นออกมาจากไรฟันนั้นเย็นเยียบเหมือนกับงูพิษทำให้หลิวจี้ขนลุกซู่
ไป๋เฮ่ออาจจะยอมให้กงเหลียงเหลียวเหิมเกริมกับตนได้ อาจจะไม่ถือสาคุณชายน้อยแห่งตระกูลเสนาบดีฉีได้ แต่เขาทนไม่ได้เด็ดขาดที่หลิวจี้ซึ่งเป็นเพียงชาวบ้านชั้นต่ำคนหนึ่งจะมาถ่มน้ำลายรดหน้าเขา
คำว่า ‘เจ้าอยากตายรึ’ เพิ่งขาดคำ มือใหญ่ก็จับด้ามกระบี่ทันที ชักกระบี่ประจำกายออกมาแทงใส่หลิวจี้ที่ขวางทางอยู่!
จิตสังหารอันเย็นเยียบจู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหัน หลิวจี้ก็ม้วนตัวลงไปกับพื้นหลบตามสัญชาตญาณทันที
การเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณของเขานั้นรวดเร็วจนเกินระดับที่คนธรรมดาจะทำได้ กระบี่ที่ไป๋เฮ่อแทงออกมาด้วยเจตนาสังหารจึงแทงพลาดไป
มุมปากของกงเหลียงเหลียวยกขึ้นทันที ฉีเซียนกวนแอบยกนิ้วโป้งให้ศิษย์น้องอย่างเงียบๆ
ในที่สุดศิษย์น้องเล็กก็ได้ทวงคืนศักดิ์ศรีให้พวกเขาสามอาจารย์ศิษย์แล้ว
แม้ท่าทางจะดูทุลักทุเลไปบ้าง แต่เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงและโกรธจัดของไป๋เฮ่อก็รู้สึกคลายโทสะไปได้บ้าง
หลิวจี้พลิกตัวลุกขึ้น จับที่จับรถเข็นของท่านอาจารย์แล้วเข็นออกไปข้างนอก
ไป๋เฮ่อคำรามลั่น “สกัดเขาไว้!”
ฉีเซียนกวนรีบพุ่งไปอยู่เบื้องหน้าไป๋เฮ่อ บัณฑิตผู้สุภาพไม่รักษาภาพลักษณ์อีกต่อไปแล้ว เขารวบกอดเอวของไป๋เฮ่ออย่างแรง ทั้งร่างห้อยอยู่บนตัวเขา ใช้น้ำหนักทั้งตัวทับขาของเขาไว้แน่นแล้วหันไปตะโกนบอกหลิวจี้ว่า
“ศิษย์น้องรีบหนีไป!”
หลิวจี้เข็นรถเข็น หลบซ้ายหลบขวา หลบการสกัดของทหารม้าเกราะดำได้อย่างฉิวเฉียดติดต่อกันและเมื่อมองเห็นประตูใหญ่ที่เปิดกว้าง มุมปากก็ฉีกออก เผยรอยยิ้มอันบ้าคลั่ง “ท่านอาจารย์ ท่านจับให้แน่นนะขอรับ! ศิษย์จะพาท่านออกไปเดี๋ยวนี้!”
ในใจด่าลั่นว่า ‘องค์รัชทายาทบิดาเจ้าสิ!’ เท้าก็พลันพุ่งออกไปอย่างแรง ทั้งคนทั้งรถเข็นพุ่งทะยานขึ้นไปบนทางลาด
แรงส่งทำให้รถเข็นทั้งคันลอยละลิ่วออกไปโดยตรง
กงเหลียงเหลียวหัวเราะ “ฮ่าๆๆ” อย่างบ้าคลั่ง ในวินาทีที่ลอยขึ้นไปในอากาศ เขาราวกับได้เห็นท้องฟ้าอันกว้างใหญ่และเป็นอิสระกำลังกวักมือเรียกตนเองอยู่