ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 575 ทั้งกลัวว่านางจะไม่มา ทั้งกลัวว่านางจะมาจริงๆ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 575 ทั้งกลัวว่านางจะไม่มา ทั้งกลัวว่านางจะมาจริงๆ
ตอนที่ 575 ทั้งกลัวว่านางจะไม่มา ทั้งกลัวว่านางจะมาจริงๆ
ในหมู่บ้านพลันมีเสียงเด็กร้องไห้ดังลอยมา ตามมาด้วยเสียงด่าทออย่างโกรธเคืองของคนในครอบครัวเด็ก
‘ชิ้ง’ แสงเย็นเยียบสายหนึ่งพลันสว่างวาบขึ้น ดาบยาวเล่มหนึ่งพาดขวางเข้ามา ชาวบ้านที่กำลังด่าว่าเบิกตากว้างด้วยความตกใจกลัว
เมื่อเห็นว่าคมดาบอันแหลมคมกำลังจะบาดคอของชาวบ้าน ลูกเหล็กเม็ดหนึ่งก็พุ่งเข้ามาด้วยกำลังมหาศาล กระทบเข้าที่มือของผู้ถือดาบอย่างแม่นยำ
ชายผู้นั้นรู้สึกเพียงว่าข้อมือชาหนึบขึ้นมาอย่างรุนแรง มือที่กำดาบพลันคลายออกโดยไม่รู้ตัว ดาบยาวที่เกือบจะฟันคอชาวบ้านสูญสิ้นเรี่ยวแรง เสียงเคร้งดังขึ้น ดาบร่วงหล่นลงไปบนพื้น โคลนตมที่เกิดจากหิมะละลายกระเซ็นขึ้นมา
ราวกับอากาศหยุดนิ่งไปชั่วครู่ ทั่วทั้งลานกว้างไร้ซึ่งเสียงใดๆ
ทันใดนั้น เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของชายผู้นั้นก็ดังขึ้น เสียงคำรามที่อดกลั้นจนถึงขีดสุดและไม่อาจทนต่อไปได้อีก ในที่สุดก็ทำลายความเงียบงันลง
ชาวบ้านที่เมื่อครู่ยังด่าทออยู่รีบอุ้มลูกวิ่งถอยไป จนกระทั่งวิ่งไปถึงด้านหลังของสตรีนางหนึ่งที่ถือหนังสติ๊กอยู่จึงหยุดลง
“ผู้ใหญ่บ้าน…” เมื่อคนในครอบครัวนั้นเห็นนาง ในที่สุดจิตใจก็รู้สึกสงบลง
ฉินเหยาหันไปพยักหน้าให้เด็กที่ตกใจจนไม่กล้าแม้แต่จะร้องไห้ โบกมือเป็นสัญญาณให้ชาวบ้านทุกคนกลับเข้าบ้านไป
ชาวบ้านไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบหลบเข้าบ้านทันที เพียงแง้มประตูเป็นช่องเล็กๆ เพื่อสังเกตสถานการณ์ภายนอก
อินเยว่มองท่านอาจารย์แวบหนึ่ง นางพยักหน้าให้อาวั่งแล้วให้เขาพาพวกต้าหลางสี่พี่น้องกลับไป
อาวั่งพยักหน้ารับ รู้ว่าหากฐานะของตนถูกเปิดเผยจะก่อให้เกิดผลลัพธ์เช่นไรจึงอุ้มฝาแฝดขึ้นแล้วส่งสัญญาณให้ต้าหลางและเอ้อร์หลางตามตนกลับบ้านไปก่อน
ในไม่ช้า บนลานกว้างก็เหลือเพียงฉินเหยาและอินเยว่สตรีสองนางเผชิญหน้ากับทหารม้าเกราะดำทั้งกองที่เต็มไปด้วยไอสังหารเย็นเยียบ
คนที่ถูกลูกเหล็กยิงในที่สุดก็หยุดร้องโหยหวน เขาพลิกตัวลงจากม้าแล้วเก็บดาบที่พื้นขึ้นมาหมายจะพุ่งเข้าใส่ฉินเหยา
แต่เดินยังไม่ทันถึงสองก้าวก็ถูกผู้นำตวาดห้ามไว้
อินเยว่กวาดตามองผู้ที่เอ่ยปากด้วยความประหลาดใจยิ่งแล้วรีบหันไปพูดกับฉินเหยาว่า “ท่านอาจารย์ เขาคือชายแซ่ไป๋ที่พักอยู่ในโรงเตี๊ยมของเถ้าแก่ฟ่านเจ้าค่ะ”
เสียงของอินเยว่เพิ่งจะขาดคำ สายตาคมกริบของชายผู้นั้นก็จับจ้องมาที่สองศิษย์อาจารย์
“เจ้าคือผู้ใหญ่บ้านสตรีแห่งหมู่บ้านตระกูลหลิวคนนั้นรึ” ไป๋เฮ่อเอ่ยถามหยั่งเชิง
เพราะเครื่องแบบทหารม้าเกราะดำทำให้ใบหน้าธรรมดานั้นมีความเผด็จการไม่ยินยอมให้ขัดขืนเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน
ฉินเหยาเพียงเหลือบมองเขาอย่างเย็นชา ไม่ได้ตอบคำถาม
ดวงตาของนางจ้องเขม็งไปที่คนถือดาบ ก้าวเข้าไปทีละก้าว ปลดปล่อยจิตสังหารรุนแรงออกมาโดยไม่ปิดบัง มองเขาราวกับมองคนตาย
อีกฝ่ายคิดว่านางจะลงมือจึงยกดาบขึ้นขวางไว้ตรงหน้าอย่างระแวดระวัง เมื่อยกดาบขึ้นก็กระเทือนไปถึงข้อมือที่เพิ่งถูกลูกเหล็กยิง ความเจ็บปวดแล่นปราดเสียจนแทบจะกำดาบไว้ไม่ไหว
ฉินเหยาเบ้ปากอย่างเย้ยหยัน ก้มลงเก็บลูกเหล็กที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา เช็ดคราบโคลนกับชายเสื้อแล้วถอยไปข้างทาง
“ในหมู่บ้านมีคนชราและเด็กอยู่มาก ทั้งยังเคลื่อนไหวเชื่องช้า พวกท่านโปรดระมัดระวังให้มากหน่อยจะดีกว่า” นางเงยหน้าขึ้นกล่าวเสียงเรียบ
สีหน้าเช่นนั้นราวกับว่าคนที่เต็มไปด้วยจิตสังหารเมื่อครู่ไม่ใช่นาง
ไป๋เฮ่อหรี่ตาลง รู้สึกเพียงว่าสตรีผู้นี้เขามองอย่างไรก็ไม่สบายใจ แต่ครั้งนี้เขามาไม่ใช่เพื่อชาวบ้านที่ต่ำต้อยเหล่านี้
เพราะมีเรื่องสำคัญต้องทำ อีกทั้งอีกฝ่ายยังมีทีท่าว่าตราบใดที่ไม่ทำร้ายชาวบ้านก็จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว ไป๋เฮ่อจึงไม่สะดวกลงมือกับนาง
เขาจ้องมองลูกน้องที่ทำอะไรไม่รู้จักคิดด้วยสายตาดุร้ายแวบหนึ่ง ควบม้านำกลุ่มคนผ่านหน้าสองศิษย์อาจารย์ฉินเหยาไป มุ่งหน้าไปยังเรือนหลังที่อยู่ลึกที่สุดในหมู่บ้าน
“ท่านอาจารย์?” อินเยว่มองคนกลุ่มนั้นเดินจากไปแล้วมองท่านอาจารย์ด้วยความเป็นห่วง “พวกเราจะตามไปดูหรือไม่เจ้าคะ”
ฉินเหยาพยักหน้าแล้วก้าวเท้าเดินออกไป
อินเยว่โล่งใจ รีบตามไปทันที
เมื่อคืนสามีท่านอาจารย์ไม่กลับมาทั้งคืน ตอนนี้น่าจะกำลังอยู่เป็นเพื่อนท่านอาจารย์กงเหลียงที่เรือนปทุม หากสามีท่านอาจารย์ขัดขวางคนกลุ่มนั้นไม่ให้พาอาจารย์กงเหลียงไป เห็นทีคงจะไม่ดีแน่
สองศิษย์อาจารย์ก้าวเดินตามหลังไป๋เฮ่อและคนอื่นๆ ไป ไป๋เฮ่อสังเกตเห็นคนทั้งสองก็ขมวดคิ้วมุ่น เขามองสองศิษย์อาจารย์ด้วยสายตาไม่เป็นมิตรนัก ทั้งยังแฝงนัยเตือนไว้อย่างชัดเจน
คงเป็นเพราะกังวลว่าจะพัวพันไปถึงหมู่บ้านจึงตามมาดูสถานการณ์ ไม่เหมือนจะมาขัดขวางพวกเขา
เมื่อไป๋เฮ่อเห็นทั้งสองคนหยุดและไม่ตามมาต่อแล้วจึงละสายตากลับมา โบกมือให้ลูกน้อง
ในไม่ช้า ทหารม้าเกราะดำก็แยกย้ายกันไปอย่างรวดเร็ว ปิดล้อมทางเข้าออกทั้งหมดของเรือนปทุมไว้
คนในเรือนปทุมสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวภายนอกนานแล้ว เมื่อเห็นฉากนี้ สือโถว อากู่ และผู้คุ้มกันตระกูลฉีคนอื่นๆ ก็รีบวิ่งออกมาจากประตูใหญ่ทันที ขวางไป๋เฮ่อและคนอื่นๆ ที่ต้องการบุกเข้าไปในเรือนเอาไว้
เมื่อทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันก็เกิดบรรยากาศของการชักกระบี่น้าวเกาทัณฑ์ ต่างชักอาวุธออกมาจ่อหน้าอีกฝ่าย บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุด
ส่วนในเรือน หลิวจี้และฉีเซียนกวนยืนคุ้มกันอยู่ข้างซ้ายและขวาของกงเหลียงเหลียว ดวงตาเต็มไปด้วยความตึงเครียด
เรื่องเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ปฏิกิริยาของฉีเซียนกวนและหลิวจี้ที่รู้ข่าวอยู่แล้วแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เด็กหนุ่มมองไปยังกงเหลียงเหลียวอย่างเจ็บปวดใจเล็กน้อย คิดว่าเป็นทางเลือกที่ท่านอาจารย์ตัดสินใจด้วยตนเอง เขาอดทนแล้วอดทนอีก สุดท้ายก็ทนไม่ไหวเอ่ยถามเสียงเบาว่า
“ท่านอาจารย์ ท่านจะไปจริงๆ หรือขอรับ”
เมื่อได้ยิน กงเหลียงเหลียวก็หัวเราะเยาะเสียงต่ำ “ไม่ใช่ความประสงค์ของข้า”
เขาไม่ได้ตำหนิที่ศิษย์สงสัยในตัวเขา เพียงแต่ยิ้มขื่น ไม่คิดว่าคนของรัชทายาทจะมาเร็วขนาดนี้
เขาควรจะคิดได้ตั้งนานแล้ว ตั้งแต่วินาทีที่เห็นเจินอวี้ไป๋ก็ควรจะคิดถึงสถานการณ์เช่นวันนี้ได้
ผู้เฒ่าช้อนดวงตาที่ขุ่นมัวขึ้นมองไปยังนอกลานบ้าน เมื่อเห็นเหล่าทหารม้าเกราะดำในชุดยุทโธปกรณ์ชั้นเลิศแล้วหันไปมองพวกผู้คุ้มกันตระกูลฉีที่สวมเพียงเสื้อผ้าธรรมดา กระทั่งเกราะอ่อนสักตัวก็ยังไม่ได้สวมใส่ก็ส่ายหน้าอย่างไม่คาดหวังสิ่งใด
“จิ่งเซวียน ให้คนของเจ้าถอยไปเถอะ พวกเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของทหารม้าเกราะดำ” กงเหลียงเหลียวสั่งฉีเซียนกวน
ฉีเซียนกวนตกใจมาก เขาไม่ได้สั่งให้สือโถวและคนอื่นๆ ถอยไปตามคำสั่งของท่านอาจารย์ เขารู้เพียงว่าในเมื่อไม่ใช่ความประสงค์ของท่านอาจารย์ เช่นนั้นในฐานะศิษย์ เขาก็ควรจะทำตามความปรารถนาของอาจารย์ นั่นคือการคุ้มครองท่านผู้เฒ่า
เด็กหนุ่มมองหลิวจี้อย่างร้อนรน “ศิษย์น้อง เมื่อครู่เจ้าไม่ได้บอกหรือว่าฮูหยินต้องกำลังเดินทางมาแล้วแน่ๆ หากฮูหยินลงมือก็ไม่ต้องกลัวทหารม้าเกราะดำพวกนี้แล้ว”
ประโยคหลังนี้พูดให้กงเหลียงเหลียวฟัง หวังว่าท่านอาจารย์จะวางใจได้ ตราบใดที่ท่านผู้เฒ่าไม่อยากไป ศิษย์ย่อมต้องคุ้มครองท่าน
หลิวจี้ใจคอไม่ดีจึงไม่กล้ามองดวงตาที่คาดหวังของฉีเซียนกวน ท่าทีของฉินเหยาเมื่อคืนเขารู้ดีอยู่แล้ว นางบอกว่าไม่ยุ่งก็ย่อมไม่ลงมือแน่
แต่หลิวจี้ก็ยังอดไม่ได้ที่จะยืดคอชะเง้อมองออกไปข้างนอก คิดในใจว่าเผื่อไว้ก่อน เผื่อว่าสตรีใจร้ายที่ใจแข็งดั่งหินผาจะใจอ่อนขึ้นมาเล่า!
แต่เหตุผลกลับบอกเขาว่า หากล่วงเกินผู้สูงศักดิ์ คนกว่าสองร้อยคนในหมู่บ้านตระกูลหลิวคงจะต้องจบสิ้นกันหมด
ในตอนนี้ภายในใจของหลิวจี้ขัดแย้งอย่างยิ่ง ทั้งกลัวว่าฉินเหยาจะไม่มา ทั้งกลัวว่านางจะมาจริงๆ
เมื่อเห็นว่าทั้งสองฝ่ายที่ชักกระบี่น้าวเกาทัณฑ์ที่หน้าประตูกำลังจะลงมือกัน หลิวจี้ก็เกิดปัญญาขึ้นในยามคับขัน เขาก้มหน้ามองกงเหลียงเหลียว “ท่านอาจารย์ หรือท่านจะแสร้งไปกับพวกเขาก่อน รอจนออกจากเขตหมู่บ้านตระกูลหลิวแล้ว ข้าจะพาเมียจ๋าไปช่วยท่านเอง!”
เช่นนี้แล้ว ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะพัวพันมาถึงทั้งหมู่บ้านตระกูลหลิว หลิวจี้หลงรักมันสมองอันชาญฉลาดของตัวเองนักที่สามารถคิดแผนการอันยอดเยี่ยมเช่นนี้ออกมาได้
แต่แผนการอันยอดเยี่ยมเช่นนี้ ฉีเซียนกวนกลับขมวดคิ้วเมื่อได้ฟัง เมื่อครู่เขาคิดเพียงแต่จะให้ฮูหยินมาแก้ไขสถานการณ์คับขันในตอนนี้ พอได้ฟังคำพูดของหลิวจี้แล้วจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลหลิวอีก