ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 578 โยนผ้าเช็ดหน้า
ตอนที่ 578 โยนผ้าเช็ดหน้า
เจินอวี้ไป๋คารวะกงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนอย่างขออภัย รีบประคองไป๋เฮ่อที่เนื้อตัวอาบโชกไปด้วยเลือดแล้วนำทหารม้าเกราะดำที่เหลือจากไป
ฉินเหยาไม่ยอมให้เคลื่อนย้ายม้าแม้แต่ตัวเดียว เจินอวี้ไป๋จึงทำได้เพียงแบกไป๋เฮ่อที่ใกล้จะหมดสติขึ้นหลังแล้วรีบร้อนส่งไปยังบ้านหมอเท้าเปล่าในหมู่บ้านตระกูลหลิวเพื่อรักษา
เหล่าทหารม้าเกราะดำที่สูญเสียยุทโธปกรณ์ทั้งหมดไป เหลือเพียงร่างกายที่ปราศจากสัมภาระ แม้ต้องการจะไปตามหมอที่เก่งกว่านี้มารักษาไป๋เฮ่อก็ทำได้เพียงอาศัยสองเท้าของตนเองเดินไปเท่านั้น
จะให้หยิบยืมรถม้าจากชาวบ้านรึ
นั่นเป็นสิ่งที่มิกล้าทำโดยเด็ดขาด!
หากรบกวนชาวบ้านของที่นี่ ผู้ใหญ่บ้านหญิงแห่งหมู่บ้านตระกูลหลิวจะต้องสังหารพวกเขาเป็นแน่
การถวายชีวิตเพื่อเจ้านายเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ก็จะไม่รนหาที่ตายเองนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เหล่าทหารม้าเกราะดำต่างเข้าใจในหลักการนี้ดี
ในวันที่หิมะตกหนัก เมื่อปราศจากม้าสูงใหญ่ใช้แทนการเดินทาง ทุกย่างก้าวที่เดินไปในหิมะจึงล้วนต้องใช้เรี่ยวแรงมากกว่าปกติเป็นเท่าตัว
เส้นทางในหมู่บ้านอันแสนสั้นนี้กลับดูไกลออกไปราวกับว่าเดินเท่าไรก็ไม่ถึงจุดหมายเสียที
ทางฝั่งเรือนปทุม วิกฤตการณ์คลี่คลายลงไปชั่วคราว
ทว่านอกจากหลิวจี้ที่ยังคงประจบสอพลอฉินเหยาแล้วก็ไม่มีผู้ใดแย้มยิ้มออกมาได้เลย
ฉินเหยาปัดหลิวจี้ที่ขยับเข้ามาใกล้ออกไปพลางตวัดสายตาเย็นชาไปให้เขาแวบหนึ่ง ก็ทำให้ปากที่พูดไม่หยุดของหลิวจี้เงียบลงได้สำเร็จ
นางเดินมาอยู่เบื้องหน้าฉีเซียนกวน ตบไหล่ของเด็กหนุ่มเบาๆ อย่างขออภัย “เดี๋ยวข้าจะให้คนมาก่อกำแพงขึ้นใหม่ โชคดีที่ด้านนี้ไม่ได้หันรับลมเหนือ ใช้แผ่นไม้กั้นไว้ก่อนชั่วคราวก็พอจะข้ามผ่านฤดูหนาวไปได้”
ฉีเซียนกวนมองซากกำแพงอย่างลึกซึ้ง เด็กหนุ่มผู้เฉลียวฉลาดเข้าใจความหมายของการขับไล่ของสตรีเบื้องหน้าแล้ว
แม้ในใจจะรู้สึกอาลัยอาวรณ์และผิดหวังอยู่บ้าง แต่เขาลองถามตัวเองดู หากองค์รัชทายาททรงเอาความขึ้นมา ตนเองจะสามารถปกป้องพวกนางได้หรือไม่
คำตอบคือ ไม่ได้เลย
ตอนนี้เขาเป็นเพียงคนธรรมดาที่มีตำแหน่งจวี่เหรินเท่านั้น หากไม่ใช่เพราะมีท่านปู่ทวดที่เป็นเสนาบดีคอยคุ้มครอง อย่าว่าแต่องค์รัชทายาทเลย แค่ลูกน้องของลูกน้องของลูกน้องของพระองค์อย่างนักรบไป๋เฮ่อคนเดียวก็สามารถทำให้เขาตายได้เป็นร้อยครั้งแล้ว
“…ขอโทษ” ฉีเซียนกวนเงยหน้าขึ้นมองฉินเหยา ดวงตาสีดำสดใสคู่นั้นโค้งขึ้นอย่างให้กำลังใจทำให้เขารู้สึกละอายใจ
“ไม่เกี่ยวกับเจ้าเลยสักนิด” ฉินเหยาตบศีรษะของเด็กหนุ่มอย่างอ่อนโยน “ไปกินข้าวที่บ้านข้าเถอะ”
ฉีเซียนกวนพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ขอรับ”
หลังจากมอบม้า อาวุธและเกราะอ่อนของทหารม้าเกราะดำให้ผู้คุ้มกันของตระกูลฉีดูแลแล้ว คนกลุ่มหนึ่งก็เดินตามสองสามีภรรยาฉินเหยากลับบ้านไป
พวกเด็กๆ ออกมาต้อนรับด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นว่าพวกผู้ใหญ่ไม่เป็นอะไรแล้วก็ไม่ได้ซักถามอะไรมากความด้วยความเข้าใจแล้วกลับเข้าห้องของตนเองไป
มีเพียงต้าหลางที่ยังอยู่ เขาดูออกว่าอารมณ์ของฉีเซียนกวนดูไม่ค่อยดีนัก สายตาที่มองไปยังเขาจึงเจือไปด้วยความเศร้าจางๆ
อาศัยช่วงที่พวกผู้ใหญ่กำลังต้มชาพักผ่อน ต้าหลางก็ส่งสัญญาณสองครั้งให้ฉีเซียนกวนจากนอกห้องโถง
นี่เป็นสัญญาณลับของคนทั้งสอง เมื่อฉีเซียนกวนได้ยินเสียงก็หันไปมองนอกประตู พอเห็นต้าหลางกวักมือเรียกก็ยิ้มจนตาหยี ย่อตัวลงเล็กน้อยแล้วย่องออกจากประตูไป
อันที่จริงพวกผู้ใหญ่ในห้องต่างก็เห็นท่าทีของเด็กหนุ่มทั้งสองนานแล้ว เพียงแต่แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นก็เท่านั้น
ฉินเหยาเป็นคนที่ควบคุมอารมณ์เมื่อเจอกับเรื่องใหญ่ๆ ได้อย่างน่ากลัว อินเยว่นึกว่าพอกลับถึงบ้านแล้วสามีท่านอาจารย์คงจะแย่เสียแล้ว
คิดไม่ถึงเลยว่าอาจารย์ของตนไม่มีความคิดจะตำหนิเขาเลยแม้แต่น้อย นางเพียงจัดให้กงเหลียงเหลียวนั่งลงข้างเตาผิงในห้องแล้วรินชาส่งให้เขา ใช้การกระทำที่เงียบงันปลอบโยนจิตใจของท่านอาจารย์
ทั้งสองคนต่างก็เข้าใจดีว่า วิกฤตการณ์นี้เพียงแค่ถูกยืดออกไป แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์
พวกของไป๋เฮ่อยังไม่ได้ออกจากหมู่บ้านตระกูลหลิว วันที่หิมะตกหนักสำนักศึกษาหยุดเรียน เจินอวี้ไป๋จึงจัดแจงให้เหล่าทหารม้าเกราะดำเข้าไปพักในสำนักศึกษาก่อน
หากในช่วงเวลานี้ยังคิดหามาตรการรับมือที่ดีกว่านี้ไม่ได้ การจากไปก็เป็นสิ่งที่มิอาจเปลี่ยนแปลง
ไม่รู้ว่าหลิวจี้ไม่ได้คิดหรือคิดไม่ถึงเรื่องเหล่านี้เลย เขายังคงพูดถึงสภาพอันน่าสมเพชของพวกไป๋เฮ่อและวีรกรรมอันห้าวหาญของเมียจ๋าอย่างลิงโลดใจราวกับเพิ่งรอดชีวิตจากหายนะมาได้
กงเหลียงเหลียวทำเพียงแย้มยิ้มบนใบหน้า สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ แอบซ่อนความอาลัยอาวรณ์และความทะนุถนอมเอาไว้
อินเยว่ไปช่วยเตรียมอาหารเย็นในห้องครัว หลังจากฉินเหยาปลอบใจกงเหลียงเหลียวเล็กน้อยแล้วก็ออกจากบ้านไปยังในหมู่บ้าน หนึ่งคือเพื่อไปอธิบายสถานการณ์ให้ชาวบ้านฟัง สองคือเพื่อไปดูความคืบหน้าในการผลิตของโรงงานเครื่องเขียนและเตือนซ่งอวี้ให้เตรียมรับมือกับหิมะที่ตก
กล่องเครื่องใช้สตรีชุดที่สองใกล้จะถึงกำหนดส่งมอบแล้ว จะให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันใดๆ ขึ้นในช่วงเวลาสำคัญนี้ไม่ได้เด็ดขาด
ซ่งอวี้พยักหน้ารับคำและเอ่ยถามถึงสถานการณ์ของเหล่าทหารม้าเกราะดำด้วยความห่วงใย
ตอนที่เกิดเรื่องทางฝั่งเรือนปทุม คนทั้งหมู่บ้านไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็เชื่อฟังคำของผู้ใหญ่บ้าน หลบอยู่ในบ้านไม่ได้ออกไปไหนจึงได้ยินเพียงเสียงถล่มดังสนั่นหวั่นไหว
หลังจากนั้นก็เห็นท่านอาจารย์เจินพาทหารม้าเกราะดำเหล่านั้นรีบร้อนไปยังบ้านของท่านหมอหลิว ส่วนเรื่องที่ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ พวกเขาก็ไม่รู้เรื่องเลย
ความไม่รู้ทำให้คนเกิดความกลัว ความกังวลของซ่งอวี้ก็คือความกังวลของชาวบ้านทั้งหมู่บ้านเช่นกัน
ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านล้วนมีคนทำงานในโรงงานเครื่องเขียน ฉินเหยาจึงเลือกเล่าเรื่องราวบางส่วนที่สามารถบอกทุกคนได้ บอกให้เหล่าคนงานนำข่าวกลับไปที่บ้าน เพื่อที่ชาวบ้านจะได้วางใจ
“พวกเขามาเพื่อเชิญมหาบัณฑิตออกจากหุบเขา เกิดความขัดแย้งกับทางฝั่งตระกูลฉีเล็กน้อย แต่ตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้ว ช่วงนี้พวกเขาน่าจะยังพักอยู่ในหมู่บ้าน ทุกคนก็พยายามหลีกเลี่ยง เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอีก”
เมื่อเหล่าคนงานได้ฟังก็แอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกนิดหนึ่ง พยักหน้าแสดงออกว่าจดจำไว้แล้ว
ฉินเหยาโบกมือ “ทุกคนทำงานกันต่อเถอะ อากาศหนาวแล้ว ใช้ไฟให้ความอบอุ่นก็ระวังกันด้วย”
หลังจากจัดการเรื่องของคนงานทางฝั่งโรงงานเครื่องเขียนเรียบร้อยแล้ว ฉินเหยาจึงเดินกลับบ้านไป
กลับมาได้จังหวะพอดี อาหารเย็นเตรียมพร้อมแล้ว อาวั่งกับอินเยว่กำลังยกอาหารขึ้นโต๊ะ
ต้าหลางและฉีเซียนกวนที่แอบหนีออกไปก็ได้กลิ่นหอมของอาหารแล้ววิ่งกลับมา ในมือของฉีเซียนกวนยังถือตั๊กแตนสานจากฟางข้าวตัวหนึ่ง ดูอารมณ์เบิกบาน ไม่เหลือเค้าความเศร้าซึมเมื่อครู่นี้อีก
ต้าหลางไปเรียกน้องชายและน้องสาวออกมา ทั้งสองครอบครัวนั่งล้อมวงรอบโต๊ะกลมตัวใหญ่ มองอาหารเลิศรสบนโต๊ะอย่างคาดหวัง
ฉินเหยาพยักหน้าให้กงเหลียงเหลียว กงเหลียงเหลียวก็ยิ้มและหยิบตะเกียบขึ้นมาก่อน แต่ไม่ได้คีบอาหารให้ตัวเอง แต่กลับคีบหมูตุ๋นน้ำแดงให้ฉีเซียนกวนและหลิวจี้ที่นั่งอยู่ซ้ายขวาคนละชิ้น
“กินเถอะ” กงเหลียงเหลียวพูดกับพวกต้าหลางสี่พี่น้องที่อยู่อีกฝั่งของโต๊ะอย่างขบขัน
พอเด็กๆ ได้ยินเช่นนั้น ดวงตาก็พลันสว่างวาบขึ้น รีบหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารที่ตัวเองชอบที่สุดอย่างกระตือรือร้น
การกินข้าวที่บ้านฉินเหยาไม่ได้มีข้อจำกัดและกฎเกณฑ์มากมายนัก ขอเพียงแค่รักษาสุขอนามัย ไม่ก่อความวุ่นวายรบกวนผู้อื่น นอกนั้นอยากทำอะไรก็ทำได้ตามสบาย
ฉีเซียนกวนตอนที่เพิ่งมาถึงหมู่บ้านใหม่ๆ ยังปรับตัวไม่ค่อยได้ แต่ตอนนี้เขาสามารถปรับตัวเข้ากับทุกคนได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว เขากินข้าวไปพลางหันไปคุยกับพวกต้าหลางด้วยเสียงเบาๆ ไม่รู้ว่าพูดอะไรกัน แต่พวกเด็กๆ ก็อดหัวเราะไม่ได้
อาหารมื้อค่ำมื้อนี้ ทุกคนล้วนกินกันอย่างมีความสุข
หลังมื้ออาหาร ทุกคนก็มารวมตัวกันอีกครั้ง ฟังคำอธิบายของฉินเหยาและเล่นเกมโยนผ้าเช็ดหน้าตามที่นางสอน
คนที่ไม่ได้ถือผ้าเช็ดหน้าไว้ไม่ต้องขยับ กงเหลียงเหลียวจึงสามารถเข้าร่วมได้ด้วย หากผู้เฒ่าถูกโยนผ้าใส่ เพราะวิ่งไม่ได้ก็จะยอมรับการลงโทษอย่างยินดี
จากนั้น เขาก็จะเข็นรถเข็นไปด้านหลังทุกคนเพื่อเลือกผู้โชคร้ายคนต่อไปอย่างกระตือรือร้น
เกมนี้ไร้เดียงสามาก ไม่มีส่วนไหนที่ต้องใช้สมองเลย แต่เพราะคนที่เล่นด้วยกันแตกต่างกันจึงสามารถสร้างปฏิกิริยาเคมีที่น่าอัศจรรย์ขึ้นมาได้
ค่ำคืนนี้ เสียงหัวเราะบนเนินเขาทางเหนือดังต่อเนื่องไปจนดึกดื่นจึงสงบลง
ทำให้คนที่คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวทางฝั่งนี้เกิดความสับสน หรือว่าเลือดและซากกำแพงที่พังทลายที่เห็นเมื่อตอนกลางวันล้วนเป็นของปลอมกัน