ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 579 ท่านอาจารย์ ท่านไม่ต้องการศิษย์รักของท่านแล้วหรือ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 579 ท่านอาจารย์ ท่านไม่ต้องการศิษย์รักของท่านแล้วหรือ
ตอนที่ 579 ท่านอาจารย์ ท่านไม่ต้องการศิษย์รักของท่านแล้วหรือ
เรื่องราวเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นความจริง
เมื่อเห็นกงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนที่เล่นสนุกกันจนหนำใจออกจากบ้านของฉินเหยาเพื่อกลับไปยังเรือนปทุม เจินอวี้ไป๋ที่เฝ้าจับตามองความเคลื่อนไหวทางฝั่งนี้อยู่เงียบๆ มาโดยตลอดก็เดินทางมายังเรือนปทุมด้วยเช่นกัน
เมื่อไม่มีกำแพงสูงใหญ่ขวางกั้น เขาจะเข้าลานบ้านเพียงแค่ก้าวขาก็ทำได้แล้ว
ทว่าวันนี้เขาอยากจะเข้าไปทางประตูใหญ่ เพื่อพูดคุยกับกงเหลียงเหลียวดีๆ สักครั้ง
คราบเลือดหน้าประตูเรือนปทุมถูกสือโถวและคนอื่นๆ เก็บกวาดจนสะอาดหมดจดแล้ว ม้าที่ยึดมาได้ทั้งหมดถูกนำไปผูกไว้ที่สวนหลังบ้าน เนื่องจากโรงม้าคับแคบสามารถรองรับได้เพียงม้าของพวกเขาเองเท่านั้น ดังนั้นม้าพันธุ์ดีจากต่างถิ่นเหล่านี้จึงต้องลำบากอยู่สักหน่อย โดยถูกผูกไว้กับต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆ โรงม้า
ในคืนที่ลมพายุหิมะโหมกระหน่ำ ต่อให้เป็นม้าที่แข็งแกร่งเพียงใดก็มิอาจทนไหว นี่ก็ล่วงเข้าสู่ยามดึกแล้ว พวกมันยังคงส่งเสียงต่างๆ นานาอย่างหงุดหงิดไม่หยุดหย่อน
เจินอวี้ไป๋เพิ่งจะยกมือขึ้นเตรียมเคาะประตูก็ต้องตกใจจนชักมือกลับเพราะเสียงร้องอย่างเกรี้ยวกราดของม้า
เมื่อรู้ตัวว่าเป็นเสียงม้า เขาก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มเยาะหยันตนเอง เมื่อนึกย้อนไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นี่เมื่อตอนกลางวัน หัวใจของเขาก็ยังคงสั่นระรัว
เจินอวี้ไป๋ตั้งสติแล้วยกมือขึ้นเคาะประตูใหญ่ของเรือนปทุมอีกครั้ง
ประตูเปิดออกอย่างรวดเร็ว ราบรื่นจนน่าตกใจ เจินอวี้ไป๋ชะงักไปสองวินาที ถึงได้เดินตามอากู่ที่มานำทางไปยังห้องนอนของกงเหลียงเหลียว
นี่เป็นครั้งแรกที่เขามาอย่างเปิดเผยและก็เป็นครั้งแรกที่เขาเพิ่งสังเกตเห็นรายละเอียดต่างๆ ภายในเรือนปทุมแห่งนี้ที่เตรียมไว้สำหรับคนพิการอย่างใส่ใจมาก
ตำหนักรัชทายาทย่อมมีความหรูหราและงดงามกว่าเรือนเล็กๆ ในหมู่บ้านบนภูเขาแห่งนี้ แต่หากพูดถึงความใส่ใจที่มีต่อท่านอาจารย์แล้ว กลับเทียบไม่ได้แม้แต่หนึ่งในหมื่นส่วนของที่นี่
เจินอวี้ไป๋คิดในใจ มิน่าเล่าท่านอาจารย์ถึงไม่ยอมกลับไป หากเป็นเขา ได้มีเรือนเล็กๆ เช่นนี้อยู่ในหมู่บ้านบนภูเขาอันเงียบสงบ ต่อให้ฮ่องเต้เสด็จมาด้วยพระองค์เองก็ไม่คิดจะไป
เจินอวี้ไป๋มีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นสูงมาก ประกอบกับสัญชาตญาณอันแข็งแกร่งที่มีมาแต่กำเนิด ทันทีที่มาถึงเบื้องหน้ากงเหลียงเหลียวและเอ่ยปาก ความรังเกียจไม่ปิดบังบนใบหน้าของชายชราก็ลดลงไปสองส่วน
“ท่านอาจารย์ ใต้เท้าเฮ่อกระทำการบุ่มบ่ามไปจริงๆ แต่ทว่าสถานการณ์ในตอนนี้ยิ่งทวีความตึงเครียด เกี่ยวพันถึงความมั่นคงของแผ่นดินและความสงบสุขของบ้านเมือง ใต้เท้าเฮ่อเป็นเพราะร้อนใจถึงได้ขาดสติไป”
“ในอดีต ใต้เท้าเฮ่อเคยติดตามองค์รัชทายาทไปปราบปรามคนเถื่อนทางทิศตะวันตก ระหว่างทางประสบกับอันตราย องค์รัชทายาทที่ตอนนั้นยังเป็นเพียงองค์ชายได้ช่วยชีวิตเขาไว้ ตั้งแต่นั้นมาใต้เท้าเฮ่อก็ไม่สนใจชีวิตของตนเองอีกต่อไป ตั้งมั่นทำตามพระประสงค์ขององค์รัชทายาทแต่เพียงผู้เดียว หวังเพียงว่าจะได้อุทิศกายใจให้แก่ราษฎรใต้หล้าจนกว่าชีวิตจะหาไม่…”
การรำลึกถึงความหลัง สำหรับคนเก่าแก่ที่มีคุณูปการร่วมก่อตั้งแผ่นดินเช่นกงเหลียงเหลียวแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือจุดสำคัญที่สุดที่จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายได้
เมื่อเห็นสีหน้าที่เย็นชาแข็งกร้าวของกงเหลียงเหลียวเริ่มอ่อนลง เจินอวี้ไป๋ก็โน้มน้าวด้วยเหตุและผลควบคู่กับอารมณ์ความรู้สึกต่อไป เขายืนอยู่ในมุมของกงเหลียงเหลียวเพื่อพูดถึงความน้อยเนื้อต่ำใจและความโกรธของเขาและยังแสดงออกถึงความจนใจของคนตัวเล็กๆ เช่นตนเองด้วย
“ท่านอาจารย์ หากท่านไม่กลับไป ชาวบ้านกว่าสองร้อยชีวิตทั้งหมู่บ้าน เหล่าผู้คุ้มกันของตระกูลฉีและยังมีครอบครัวของหลิวจี้ศิษย์น้อยคนโปรดของท่าน…”
เจินอวี้ไป๋ถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย แม้จะไม่ได้พูดต่อว่าพวกเขาจะต้องเผชิญกับการแก้แค้นแบบไหน แต่สีหน้าของเขาก็บ่งบอกความหมายนั้นได้อย่างชัดเจนแล้ว
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เมื่อเห็นกงเหลียงเหลียวยังไม่ยอมใจอ่อน เจินอวี้ไป๋ก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อีกครั้ง เขาเดินไปข้างหน้าสองก้าว มาถึงเบื้องหน้ากงเหลียงเหลียวแล้วล้วงจดหมายฉบับหนึ่งที่แต่เดิมไม่ได้ตั้งใจจะนำออกมาจากอกเสื้อ ยื่นส่งให้กงเหลียงเหลียวด้วยสองมือ
“ท่านอาจารย์หากยังคงลังเลก็ลองดูจดหมายฉบับนี้เถิด ดึกมากแล้ว ข้าผู้ต่ำต้อยไม่กล้ารบกวนอีกต่อไป ต้องขอตัวก่อน”
คารวะอย่างลึกซึ้งหนึ่งครั้ง เจินอวี้ไป๋ก็ลุกขึ้นจากไป
กงเหลียงเหลียวทอดสายตาลงมองจดหมายในมือ พอตัวอักษรตัวใหญ่สี่คำที่เขียนว่า ‘ท่านอาจารย์เปิดอ่าน’ ปรากฏแก่สายตา กงเหลียงเหลียวก็รู้สึกแสลงตาอย่างยิ่ง เขาโยนจดหมายในมือลงบนโต๊ะอย่างรังเกียจเดียดฉันท์ยิ่งนัก ไม่คิดจะมองมันอีก
เพียงแต่มือที่วางอยู่บนล้อกลับนิ่งงันไปเนิ่นนาน ทั้งร่างแข็งทื่อไปนานเท่าใดไม่ทราบ หรืออาจจะผ่านไปเพียงชั่วเวลาหนึ่งถ้วยชา กงเหลียงเหลียวก็ราวกับว่ายอมจำนนแล้ว คว้าจดหมายบนโต๊ะขึ้นมา
……
อีกด้านหนึ่ง หลังจากส่งท่านอาจารย์และศิษย์พี่ตัวน้อยกลับไปแล้ว หลิวจี้ที่ได้รู้จากการเตือนของอินเยว่แล้วว่าตนอาจจะทำให้เมียจ๋าสุดแกร่งโกรธจัดเข้าให้แล้วก็กระสับกระส่ายไปทั้งคืน เขาไม่ได้รับคำด่าทอหรือการทุบตีจากเมียจ๋า แต่กลับรอจนมีคนจากเรือนปทุมมาส่งข่าว
สือโถวคารวะฉินเหยาและหลิวจี้ที่นั่งอยู่บนที่นั่งประธานอย่างนอบน้อมแล้วเอ่ยขึ้นว่า
“ฮูหยิน คุณชายจี้ นายน้อยของข้าและท่านอาจารย์ตัดสินใจแล้วว่าอีกสามวันจะออกเดินทางกลับเมืองหลวงขอรับ!”
“ว่ายังไงนะ?!” หลิวจี้แทบจะกระโดดขึ้นจากเก้าอี้ราชครู
สือโถวพูดทวนอีกครั้งอย่างจนใจว่า “ท่านอาจารย์บอกว่าอีกสามวันจะกลับเมืองหลวงขอรับ คุณชายไม่วางใจจึงตัดสินใจติดตามท่านอาจารย์กลับไปเมืองหลวงด้วยกัน”
หลิวจี้ถกแขนเสื้อขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ชี้ไปยังทิศทางของสำนักศึกษาแล้วตวาดถาม “เป็นฝีมือของอีกาดำพวกนั้นที่ไปหาเรื่องท่านอาจารย์อีกแล้วใช่หรือไม่ ดูท่าเมื่อวานเมียจ๋ายังลงมือเบาเกินไป น่าจะตัดหัวพวกมันลงมาให้หมด!”
ขมับของสือโถวกระตุกสองที เมื่อเห็นท่าทีอันธพาลเหมือนจะไปฟันคนของหลิวจี้ก็รีบอธิบายว่า
“คุณชายเข้าใจผิดแล้ว ท่านไป๋เฮ่อและคนอื่นๆ หลังจากจากไปเมื่อวานก็ไม่เคยปรากฏตัวอีกเลย ที่ท่านอาจารย์จะไปไม่ใช่เพราะพวกเขากระทำการใดๆ”
“แล้วเพราะอะไร?” หลิวจี้ไม่อาจยอมรับได้ น้ำเสียงดังขึ้นอย่างไม่รู้ตัว “เจ้าบอกข้ามาสิว่าเพราะอะไร?!”
สือโถวรับมือไม่ไหวจึงรีบส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังฉินเหยา สายตานั้นทั้งอ่อนแอ น่าสงสารและสิ้นหนทาง!
เมื่อได้รับสัญญาณ ฉินเหยาก็ส่งยิ้มขออภัยให้สือโถว วินาทีต่อมา สีหน้านางก็เปลี่ยนไปแล้วเตะเข้าไปที่ก้นของหลิวจี้หนึ่งที
การเตะที่เปี่ยมไปด้วยคำเตือนนี้ทำให้สมองอันว้าวุ่นของหลิวจี้สงบลงได้ไม่น้อย
เพราะมีคนนอกอยู่จึงไม่อยากให้ใครเห็นสภาพน่าสมเพชของตนเองที่กำลังเจ็บปวด เขาจึงฝืนอดทนต่อความอยากที่จะร้องโหยหวนแล้วตบแขนของสือโถวเบาๆ อย่างเก้อเขิน “เจ้าพูดต่อเถิด ท่านอาจารย์ยังพูดว่าอะไรอีก?”
สือโถวดันมือของหลิวจี้ออกอย่างกระอักกระอ่วนแล้วมองไปยังฉินเหยา “ท่านอาจารย์บอกว่าเนื้อหมักรมควันที่พ่อบ้านอาวั่งทำนั้นเขาชอบมาก หวังว่าจะขอติดตัวไปบ้างเพื่อนำกลับไปเมืองหลวง ไม่ทราบว่าฮูหยินจะสะดวกหรือไม่”
ฉินเหยาเรียกหลี่ซื่อเข้ามา ถามนางว่าในบ้านยังมีเนื้อหมักรมควันที่ทำเสร็จแล้วเหลืออยู่เท่าใด
หลี่ซื่อตอบ “ฮูหยิน เหลือเพียงสองชิ้นเท่านั้นเจ้าค่ะ เป็นของที่ทำไว้เมื่อปีที่แล้ว แต่ว่าเดือนสิบสองใกล้จะมาถึงแล้ว ถึงตอนนั้นซื้อเนื้อกลับมาก็จะสามารถทำเพิ่มได้อีกเจ้าค่ะ”
หลี่ซื่อเหลือบมองสือโถวแวบหนึ่ง คาดว่าอาจจะเป็นคนจากทางเรือนปทุมมาขอเนื้อหมักรมควัน ฮูหยินถึงได้ถามเช่นนี้จึงกล่าวเสริมว่า
“หากรอได้ พรุ่งนี้เข้าเมืองไปสั่งจองหมูทั้งตัวกับคนขายเนื้อนำกลับมา อย่างเร็วที่สุดประมาณครึ่งเดือนก็จะทำเสร็จเจ้าค่ะ”
สือโถวถอนหายใจเฮือกหนึ่ง รอไม่ไหวแล้ว
ฉินเหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “เอาอย่างนี้แล้วกัน สือโถวเจ้าเอาสองชิ้นที่บ้านไปก่อน ระหว่างทางให้ท่านอาจารย์ได้ทานแก้ความอยาก ส่วนที่เหลือรอให้ที่บ้านทำเสร็จแล้ว ข้าจะให้คนนำไปส่งให้ท่านอาจารย์ที่เมืองหลวงอีกที เจ้าว่าอย่างไร”
สือโถวดีใจมาก ย่อมรู้สึกขอบคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ตอบตกลงในทันที “เช่นนั้นก็ต้องรบกวนฮูหยินแล้ว”
ฉินเหยาส่ายหน้า เป็นเชิงว่าเขาไม่ต้องเกรงใจ
เมื่อเห็นหลิวจี้บิดตัวไปมาด้วยท่าทางร้อนรนทนไม่ไหว ฉินเหยาก็ให้หลี่ซื่อนำเนื้อหมักรมควันสองชิ้นนั้นที่บ้านมาแล้วถือไปด้วยตนเอง ไปยังเรือนปทุมพร้อมกับสือโถว
ยังไม่ทันได้เข้าประตู หลิวจี้ก็ทำหน้าตาน่าสงสารพลางตะโกนเสียงดังลั่นว่า
“ท่านอาจารย์! ท่านพูดว่าจะไปก็ไปได้อย่างไร ท่านไม่ต้องการศิษย์รักของท่านแล้วหรือ!”
ร่างกำยำของสือโถวสั่นสะท้านขึ้นมา รู้สึกกระอักกระอ่วนจนทำอะไรไม่ถูก
ฉินเหยาเอ่ย “ขายหน้าแล้วๆ” แล้วพลันปิดปากของบางคนอย่างรวดเร็วแล้วล็อกคอลากเข้าไปในลานบ้าน