ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 580 รูปโฉมช่างหล่อเหลาอย่างคงเส้นคงวา
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 580 รูปโฉมช่างหล่อเหลาอย่างคงเส้นคงวา
ตอนที่ 580 รูปโฉมช่างหล่อเหลาอย่างคงเส้นคงวา
“เมียจ๋า เมียจ๋า ปล่อยมือก่อน เมียจ๋า…”
พอรู้สึกว่าตนเองกำลังจะขาดอากาศหายใจตาย ปากเพิ่งจะได้รับอิสระ หลิวจี้ก็รีบร้องขอความเมตตาทันที
อีกอย่าง นี่ก็คือเรือนปทุมไม่ใช่บ้านของตนเอง ถูกลากถูมาเช่นนี้ เขาไม่ต้องการศักดิ์ศรีแล้วหรือไร?!
กงเหลียงเหลียวกระแอมไอสองครั้งเบาๆ เพื่อกลั้นหัวเราะ สุดท้ายแล้วก็ยังคงปกป้องศิษย์ของตนและกล่าวกับฉินเหยาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“เหยาเหนียง เจ้าก็ปล่อยเขาไปเถอะ”
ฉินเหยาแค่นหัวเราะ ออกแรงที่แขนเพิ่มขึ้น บีบรัดลำคออันเรียวยาวและบอบบางของหลิวจี้เป็นการเตือน ก่อนจะสะบัดมือออกอย่างแรง
“ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้ว ว่าหากไม่มีอะไรก็อย่าส่งเสียงดังโวยวาย!”
ทันทีที่แขนบนลำคอถูกเอาออกไป หลิวจี้ก็รีบก้มตัวลงไอแค่กๆ ไอพลางไปหลบอยู่ด้านหลังอาจารย์ด้วยใบหน้าแดงก่ำ พยักหน้าติดต่อกัน “ไม่กล้าแล้ว ไม่กล้าแล้ว ต่อไปไม่กล้าอีกแล้ว…”
กงเหลียงเหลียวจุ๊ปากสองครั้งแล้วส่งสัญญาณให้เด็กรับใช้ข้างกายไปรินน้ำให้หลิวจี้หนึ่งถ้วย ถือโอกาสตอนที่ฉินเหยากำลังวางเนื้อหมักรมควันไม่มีเวลาสนใจ รีบถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรแล้วใช่หรือไม่ อยู่ดีๆ เจ้าไปยั่วภรรยาดุร้ายของเจ้าทำไมกัน รู้หรือไม่ว่าที่เจ้าทำเรียกว่าอะไร ทำร้ายศัตรูแปดร้อย แต่ตนเองเสียหายหนึ่งพัน! ต่อให้เจ้าอยากจะดึงดูดความสนใจจากภรรยาดุร้ายของเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตของตนเองเข้าแลกเช่นนี้”
กงเหลียงเหลียวส่ายหน้า แสดงออกว่าไม่เข้าใจวิธีการแสดงความรักของคนหนุ่มสาว
หลิวจี้ดื่มน้ำไปสองอึกก็หายดีแล้ว ความสามารถในการฟื้นตัวนี้ทำเอาสือโถวและองครักษ์คนอื่นๆ อิจฉาอย่างยิ่ง
ฉินเหยาวางของเสร็จแล้วก็กลับมา นางไม่ได้ซักไซ้กงเหลียงเหลียวว่าเหตุใดจึงตัดสินใจกลับเมืองหลวง เพียงแค่ยิ้มทักทายแล้วจึงตามสือโถวและองครักษ์คนอื่นๆ ไปที่สวนหลังบ้าน เพื่อช่วยเตรียมการสำหรับกลับเมืองหลวง
หลิวจี้ยังคงอยู่ที่เดิม ดวงตาทั้งสองข้างของเขาราวกับแนบติดอยู่บนแผ่นหลังของนาง แม้คนจะลับสายตาไปแล้วก็ยังคงเอียงศีรษะมองไปทางสวนหลังบ้านจึงถูกกงเหลียงเหลียวดีดหน้าผากกลับมาทีหนึ่ง
“ท่านอาจารย์ ท่านตีข้าทำไม” หลิวจี้กุมศีรษะ แม้ศีรษะจะหันกลับมาแล้ว แต่ลูกตากลับยังคงเหลือบมอง ยังคงสนใจความเคลื่อนไหวในสวนหลังบ้านอยู่
กงเหลียงเหลียวโกรธจนไม่รู้จะพูดอย่างไรดี ต้องบอกเลยว่าหลังจากตัดสินใจกลับเมืองหลวงแล้ว คนที่เขาเป็นห่วงที่สุดก็คือหลิวจี้ศิษย์ที่ไม่เอาไหนคนนี้นี่แหละ
เมื่อรู้ซึ้งถึงความสามารถของฉินเหยา ผู้เฒ่าก็ไม่หวังว่าเขาจะสามารถกอบกู้ศักดิ์ศรีความเป็นสามีได้ หวังเพียงให้เขาก่อเรื่องน้อยลงหน่อย รู้จักสงบเสงี่ยมเจียมตัวบ้าง มิเช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าจะตายก่อนตนเองเมื่อใด
“รู้หรือไม่ว่าเหตุใดอาจารย์ถึงตัดสินใจกลับเมืองหลวง” กงเหลียงเหลียวเป็นฝ่ายเอ่ยถึงปัญหาที่หลิวจี้อยากรู้ที่สุด
และก็เป็นจริงดังคาด มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น คนไร้กระดูกสันหลังผู้นี้ถึงจะยอมละความสนใจจากสวนหลังบ้านแล้วมานั่งยองๆ ตรงหน้าฟังเขาพูดอย่างตั้งใจ
ในห้องโถงด้านหน้า มีเสียงพูดคุยไม่ดังไม่เบาของสองศิษย์อาจารย์ดังมา ฉินเหยาที่อยู่ในสวนหลังบ้านเพียงแค่เงี่ยหูฟังเล็กน้อยก็ได้ยิน แต่เพราะรู้ว่าหลังจากกลับไปแล้วหลิวจี้จะต้องรายงานเรื่องนี้กับตนเองตามลำพังอย่างแน่นอนจึงเพ่งความสนใจทั้งหมดไปกับการเตรียมสัมภาระของตระกูลฉี
“อีกสามวันหิมะจะยิ่งตกหนัก พวกเจ้าควรจะเตรียมพลั่วและเครื่องมือกำจัดหิมะอื่นๆ ไปกับรถด้วยแล้วก็ร่างกายของท่านอาจารย์ทนความหนาวไม่ได้ เดี๋ยวข้ากลับบ้านไปจะให้อาวั่งเอาหนังหมาป่าที่บ้านมาให้ พวกเจ้าให้สาวใช้ทำเป็นผ้าห่ม ถึงตอนนั้นจะได้ให้ท่านอาจารย์คลุม…”
หลังจากพูดถึงเรื่องของกงเหลียงเหลียวแล้ว ฉินเหยาก็ไปตรวจสอบสัมภาระของฉีเซียนกวนอีกครั้ง เนื่องจากตอนที่มาถึงหมู่บ้านยังเป็นฤดูใบไม้ร่วงจึงเตรียมเสื้อผ้าขนสัตว์กันหนาวมาเพียงสองชุดเท่านั้น
ฉินเหยาถามสาวใช้ที่ดูแลฉีเซียนกวนว่า “จะกลับเมืองหลวงเลยหรือ ระหว่างทางจะกลับไปที่บ้านบรรพบุรุษของตระกูลฉีก่อนหรือไม่”
สาวใช้ตอบว่า “คุณชายบอกว่า จะคุ้มครองท่านอาจารย์กลับเมืองหลวงเลย ไม่ไปบ้านบรรพบุรุษแล้วเจ้าค่ะ”
ฉินเหยาพยักหน้าเป็นเชิงรับทราบ สั่งให้สาวใช้คนนั้นรอจนกว่าหนังหมาป่าจะมาส่งแล้วให้ทำเสื้อคลุมกันลมให้ฉีเซียนกวนอีกหนึ่งตัว
จากนั้นก็ไปดูเสบียงแห้งที่แม่ครัวเตรียมไว้ ส่วนขององครักษ์และคนรับใช้เป็นแป้งทอดจากข้าวสาลี ส่วนอาหารของเจ้านายล้วนจะทำสดใหม่ซึ่งสามารถหาซื้อจากชาวบ้านในหมู่บ้านและเมืองต่างๆ ตามรายทางได้
ฉินเหยานึกขึ้นได้ว่าในคณะเดินทางยังมีคนของไป๋เฮ่ออยู่ด้วย อิสรภาพของท่านอาจารย์ย่อมถูกจำกัดอยู่บ้าง ประกอบกับอากาศที่เลวร้าย ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างทางบ้าง
แต่ที่นี่มีกำลังการผลิตต่ำ ไม่มีอาหารสำเร็จรูปที่ชงง่ายๆ เลยและไม่สามารถทำขึ้นมาได้ในเวลาอันสั้น เพื่อให้แน่ใจว่าท่านอาจารย์จะได้รับสารอาหารที่สมดุล ฉินเหยาจึงให้แม่ครัวไปที่เรือนเก่าตระกูลหลิว เพื่อขอผักดองสองไหจากนางจางมาเตรียมไว้ ส่วนเงินนางค่อยไปจ่ายให้ทีหลัง
มองตามแม่ครัวที่รับคำสั่งแล้วเดินไปยังเรือนเก่าตระกูลหลิว ฉินเหยายืนอยู่ในลานบ้าน ทบทวนรายละเอียดต่างๆ ที่นึกออกจนครบถ้วนอีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอะไรตกหล่นแล้วจึงได้กลับไปยังห้องโถงด้านหน้า
กงเหลียงเหลียว หลิวจี้ และฉีเซียนกวน สามศิษย์อาจารย์คุยกันเสร็จแล้ว
ตอนที่ฉินเหยาไปถึง หลิวจี้กำลังกอดกับศิษย์พี่ตัวน้อยอยู่พลางกล่าวคำอำลาอย่างอาลัยอาวรณ์ ช่างชวนให้ผู้ที่ได้ยินเศร้าใจ ผู้ที่ได้เห็นหลั่งน้ำตาเสียจริง
ฉินเหยาใช้ปลายนิ้วเช็ดปลายจมูกอย่างไม่ใส่ใจ รอคอยอย่างอดทนให้สองศิษย์พี่ศิษย์น้องทำเรื่องอำลากันให้เสร็จ
หลิวจี้เอ่ย “ศิษย์พี่ตัวน้อยไปถึงเมืองหลวงแล้ว อย่าลืมศิษย์น้องคนนี้เป็นอันขาดนะ!”
ฉีเซียนกวนเอ่ย “ศิษย์น้องวางใจเถิด ข้าจะเขียนจดหมายถึงเจ้าบ่อยๆ”
หลิวจี้เอ่ย “ไม่ใช่ ศิษย์น้องไม่ได้หมายความเช่นนั้น…ศิษย์น้องอยากจะบอกว่า ได้ดีแล้วอย่าลืมกัน”
ฉีเซียนกวนชะงักไป ผลักหลิวจี้ที่กอดตนเองไม่ยอมปล่อยออกแล้วถอนหายใจอย่างจนใจ “ได้”
เมื่อได้คำตอบที่ต้องการแล้ว หลิวจี้ก็เช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาเพราะความหนาวที่หางตา ลุกขึ้นยืนอย่างพึงพอใจ จากนั้นคารวะอาจารย์หนึ่งครั้งแล้วก็เดินตามเมียจ๋ากลับบ้านไปอย่างว่าง่าย
ระหว่างทาง ไม่ต้องรอให้ฉินเหยาถาม หลิวจี้ก็เล่าเนื้อหาการสนทนาระหว่างเขากับกงเหลียงเหลียวให้นางฟังจนหมดทุกคำ
เหตุผลที่ตัดสินใจออกเดินทางกลับเมืองหลวงในอีกสามวันอย่างกะทันหัน เป็นเพราะกงเหลียงเหลียวได้ข้อสรุปกับตนเองแล้ว
“ท่านอาจารย์บอกว่า เขาตัดสินใจจะฉวยโอกาสในตอนที่ยังพอมีประโยชน์อยู่ รีบกลับไปยังเมืองหลวงเพื่อปูเส้นทางสู่ความสำเร็จในเส้นทางขุนนางให้กับข้าและศิษย์พี่ตัวน้อย!” หลิวจี้เล่าทวนคำอย่างตื่นเต้น
ตั้งแต่รู้ความจริง เขาก็ไม่รู้สึกกังวลหรือหวาดกลัวอีกเลย
ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่า อาจารย์ยังคงรักศิษย์ที่น่ารักของเขาคนนี้มาก
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลิวจี้ก็รู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาเล็กน้อย เงยใบหน้าหล่อเหลาขึ้นรับลมเหนือที่พัดโหมกระหน่ำ ไอเย็นที่พัดมาปะทะ ช่วยกดความรู้สึกอ่อนไหวที่เพิ่งจะผุดขึ้นมาของเขาลงไปได้สำเร็จ
ฉินเหยาถอนหายใจเบาๆ กงเหลียงเหลียวช่างทุ่มเทให้กับศิษย์เกเรของเขาคนนี้เสียจริง
การต่อสู้แย่งชิงอำนาจในราชสำนักจะเป็นเรื่องง่ายได้อย่างไร ด้วยสภาพร่างกายที่พิการของกงเหลียงเหลียวในตอนนี้ สำหรับผู้มีอำนาจที่อยู่สูงส่งเหล่านั้นแล้ว สิ่งที่เขาพอจะเป็นประโยชน์ได้นั้นน้อยนิดจนน่าสงสาร
ภายใต้รอยยิ้มสงบนิ่งของผู้เฒ่า ซ่อนไว้ซึ่งเจตนาพร้อมจะสละชีพ
ข้างกายเงียบลงกะทันหัน หลิวจี้จึงหันกลับไปมองอย่างสงสัย พบว่าฉินเหยาไม่ได้ตามมา นางยังคงยืนอยู่ที่เดิมมองไปยังเรือนปทุมอย่างเหม่อลอย
“เมียจ๋า เจ้ามองอะไรอยู่หรือ” หลิวจี้เดินกลับมา ยืนอยู่ตรงหน้านางแล้วถาม “เจ้าก็อาลัยอาวรณ์ศิษย์พี่ตัวน้อยกับอาจารย์เหมือนกันใช่หรือไม่”
เขารู้ดีว่าเมียจ๋าผู้เกรียงไกรของเขา จริงๆ แล้วใจอ่อนเป็นที่สุด มิเช่นนั้นเมื่อวานนางที่สามารถยืนดูอยู่เฉยๆ ได้ คงไม่ลงมือทำร้ายทหารม้าเกราะดำจนบาดเจ็บสาหัสเพื่อช่วยเขาและอาจารย์เอาไว้
ฉินเหยาละสายตากลับมามองเขา หลิวจี้รู้สึกร้อนตัวขึ้นมาทันที ลองหยั่งเชิงด้วยท่าทีอ่อนแรงว่า
“เมียจ๋าเจ้าไม่มีอะไรอยากจะทำกับข้าหรือ อย่างเช่น…ใช้กำปั้นขนาดเท่ากระสอบทรายของเจ้าต่อยข้าอะไรทำนองนั้น”
อินเยว่เตือนเขาแล้วว่าฉินเหยาโกรธมาก ผลลัพธ์ที่ตามมาคงจะร้ายแรงมาก
แต่ทว่ากำปั้นที่คาดว่าจะโดนกลับไม่ได้กระแทกเข้ามาที่ใบหน้าของเขา
ฉินเหยาเหลือบมองเขาแวบหนึ่งอย่างเฉยเมย ใบหน้าหล่อเหลาถูกลมเหนือที่หนาวเหน็บพัดผ่าน ทำให้สีผิวขาวยิ่งขึ้น สีปากก็ยิ่งดูแดงขึ้น ดวงตาดอกท้อใสราวกับผลึกน้ำแข็งในแม่น้ำ ในนั้นมีเพียงเงาสะท้อนของนาง มองไม่เห็นความใจแคบ ความคิดเล็กคิดน้อยหรือความเห็นแก่ตัวแม้แต่น้อย
ชายผู้นี้ รูปโฉมช่างหล่อเหลาคงเส้นคงวาเสียจนน่ากลัว!
ฉินเหยาเชิดคางขึ้นเล็กน้อย “กลับบ้าน” นางโกรธจนหายโกรธไปนานแล้ว
“อ้อ อ้อ!” หลิวจี้ตกใจที่ได้รับความโปรดปราน รีบตามไปทันที