ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 590 พินัยกรรม
ตอนที่ 590 พินัยกรรม
………………..
การเป็นรองนายอำเภอคือเรื่องเพ้อฝัน แต่ตำแหน่งปลัดอำเภอยังพอจะมีความหวังอยู่บ้าง
แต่ว่า…
ฉินเหยาไอออกมาแค่กๆ สองครั้งจึงดึงดูดสายตาของอาวั่งและคนอื่นๆ ได้สำเร็จ นางจ้องหลิวจี้แล้วเตือนว่า
“เจ้าอย่าลืมว่าภารกิจสำคัญที่สุดของเจ้าตอนนี้คือการตั้งใจอ่านบันทึกที่ท่านอาจารย์ทิ้งไว้ให้ เพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบชุนเหวยในปีหน้า ไม่ใช่มัวแต่คิดเรื่องการเป็นขุนนาง”
น้ำเสียงราบเรียบนั้นทำเอาหลิวจี้ถึงกับขนลุกชันราวกับถูกโยนจากเดือนสามที่อบอุ่นกลับไปสู่เดือนสิบสองที่หนาวเหน็บในพริบตา เขาหนาวสะท้านไปทั้งตัว รีบก้มหน้าลงยกชามข้าวขึ้นมาแล้วคีบกับข้าวเข้าปากไม่หยุด
จนกระทั่งสายตาเย็นเยียบที่อยู่เหนือศีรษะเลื่อนไปทางอื่น เขาจึงลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก นับว่ารอดจากหายนะไปได้อย่างหวุดหวิด
แต่ว่า ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ!
หลิวจี้พลันเงยหน้าขึ้นมา เอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง “เมียจ๋า ข้าคิดว่าพวกเรายังจำเป็นต้องไปสืบข่าวเรื่องกำหนดการเดินทางของนายอำเภอคนใหม่นะ”
“ถึงข้าจะไม่ได้เป็นปลัดอำเภอแล้ว แต่ไปทำความรู้จักกับนายอำเภอคนใหม่ไว้ก็ไม่เสียหาย อีกหน่อยจะได้ทำอะไรสะดวกยิ่งขึ้น”
ฉินเหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นท่าทางกระวนกระวายใจของหลิวจี้แล้วจึงรู้ว่าต่อให้ห้ามปรามไปก็คงจะไม่ได้ผล สู้ยอมให้เขาทำอย่างเปิดเผย ยังดีกว่าปล่อยให้เขาแอบไปทำอะไรลับหลัง
ถึงอย่างไรนางก็ไม่เสียหายอะไรอยู่แล้ว
“เช่นนั้นเจ้าก็ไปสืบข่าวเองแล้วกัน ได้ข่าวคราวเมื่อใดก็กลับมารายงาน” ฉินเหยาพยักหน้าอนุญาต
“น้อมรับบัญชา!”
หลิวจี้ดีใจจนลุกขึ้นวิ่งรอบโต๊ะหนึ่งรอบแล้วเอามือลูบหัวลูกๆ ทั้งสี่คนเรียงไปทีละคนอย่างอารมณ์ดี ในที่สุดก็ได้ออกไปข้างนอกอย่างเปิดเผยแล้ว!
เขาอ่านหนังสืออยู่ที่บ้านมาตลอดฤดูหนาวจนจะเฉาตายอยู่แล้ว เมื่อฤดูใบไม้ผลิที่สวยงามมาถึง เขาจะปล่อยให้มันผ่านไปได้อย่างไร!
เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาของนาง หลิวจี้ก็รีบเก็บรอยยิ้มแล้วลุกขึ้นไปคีบอาหารให้ฉินเหยา “เมียจ๋า หน่อไม้ฤดูใบไม้ผลินี่อร่อยนะ เจ้ากินเยอะๆ หน่อยสิ จะได้โตไวๆ”
ฉินเหยากำหมัดแน่น “ข้าอายุยี่สิบสองแล้วนะ ยังจะโตอีกหรือ”
หลิวจี้โกหกหน้าตาย “เมียจ๋า เจ้าเพิ่งจะสิบแปด ยังโตได้อีกตั้งสองปี มาๆๆ กินหน่อไม้เยอะๆ ทั้งหวานทั้งกรอบ พลาดครั้งนี้ต้องรออีกปีเลยนะ”
เขาคีบหน่อไม้ใส่ชามของนางจนพูนเป็นภูเขาแล้วหันมาส่งยิ้มให้กำลังใจนาง
ดวงตาของฉินเหยาหรี่ลงอย่างอันตราย รอยยิ้มของหลิวจี้ค่อยๆ แข็งค้างบนใบหน้า เขาจึงรีบคีบหน่อไม้ที่กองพูนกลับไปใส่ชามของตัวเองทั้งหมดอย่างรวดเร็วแล้วนั่งลงก้มหน้าก้มตากินจนหมด
เนิ่นนานผ่านไปจึงได้ยินเสียงคนข้างๆ หยิบชามกับตะเกียบขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อเมฆหมอกแห่งความตายสลายไป หลิวจี้ก็เลิกคิ้วอย่างมีความสุขกลับมาเป็นชายชาตรีที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาอีกครั้ง!
เมื่อได้รับอนุญาตจากเมียจ๋าแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้น หลิวจี้ก็อาสาไปส่งเด็กๆ ที่สำนักศึกษาด้วยตัวเอง หลังจากส่งเด็กๆ ถึงสำนักศึกษาแล้วก็ขับรถม้าไปยังตัวอำเภอ
เดิมทีเขาตั้งใจจะไปหาคนรู้จักในเมืองสักสองสามคนเพื่อดื่มสุราด้วยกันและถือโอกาสสืบข่าวคราวของนายอำเภอคนใหม่ไปในตัว แต่คาดไม่ถึงว่าเพิ่งจะเข้าเมืองมาเดินได้ไม่นานก็ถูกคนที่วิ่งมาอย่างรีบร้อนชนเข้าให้ ดีที่เขาไม่ล้มลงไป
หลิวจี้โกรธจนควันออกหู เงยหน้าตวาด “ใครมันไม่มีตา ถนนกว้างขนาดนี้ยังจะวิ่งมาชนข้าอีก?!”
ผู้ที่ชนเป็นชายวัยกลางคนในชุดผ้าเนื้อหยาบ อายุราวสามสิบกว่าปี เหงื่อท่วมตัว ท่าทางรีบร้อน เมื่อเห็นว่าตัวเองชนคนเข้าก็รีบยื่นมือมาประคองหลิวจี้พร้อมกับกล่าวขอโทษไม่หยุด
“อย่าๆๆ!” หลิวจี้รีบหลบมือที่ยื่นมา ในซอกเล็บของอีกฝ่ายมีแต่โคลนสีดำ เขาจึงกลัวว่าจะทำเสื้อผ้าฤดูใบไม้ผลิชุดใหม่ของตนสกปรก
เมื่อเห็นว่าคนผู้นั้นรีบร้อนจนดูน่าสงสาร หลิวจี้ก็แค่นเสียง ‘ชิ’ ออกมาคำหนึ่งแล้วโบกมืออย่างไม่คิดจะเอาความ
“ขออภัยจริงๆ ขอรับ ขออภัยจริงๆ” ชายผู้นั้นประสานหมัดขออภัยเขาอีกครั้งแล้วจึงวิ่งต่อไปข้างหน้า
“ทำอะไรของเขาน่ะ” ผู้คนบนถนนต่างพูดคุยกันอย่างสงสัย
คนอื่นๆ ต่างส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่รู้ แต่ดูจากทิศทางแล้ว ดูเหมือนว่าเขากำลังมุ่งหน้าไปทางที่ว่าการอำเภอ หรือว่าจะรีบไปแจ้งความจับโจร
“เอ๊ะ คุณชายท่านนี้ขอรับ ของท่านตก” คนเดินถนนคนหนึ่งชี้ไปที่พื้นแล้วตบไหล่หลิวจี้ที่กำลังจัดเสื้อผ้าอยู่
หลิวจี้ก้มลงมองอย่างงุนงง เห็นกระดาษซวนจื่อพับหนึ่งวางอยู่แทบเท้าของเขา โชคดีที่วันนี้อากาศแจ่มใสพื้นถนนจึงแห้งสนิท มิเช่นนั้นคงจะเปื่อยยุ่ยไปกับน้ำแล้ว
“ไม่ใช่ของข้านี่…” หลิวจี้ปากพูดเช่นนั้น แต่มือทั้งสองข้างกลับขยับไปลูบคลำตามกระเป๋าด้านในและกระเป๋าแขนเสื้อจนทั่ว เมื่อแน่ใจว่าไม่ใช่กระดาษของตนที่ทำตกไว้จริงๆ จึงได้ก้มลงเก็บขึ้นมาด้วยความสงสัย
ผู้คนบริเวณนั้นต่างชะโงกหน้ามาดูด้วยความอยากรู้ แต่กลับไม่มีใครอ่านหนังสือออก
หลิวจี้คลี่กระดาษแผ่นนั้นออก หมึกบนนั้นยังไม่แห้งดี ลายมือสวยงามมาก ทั้งยังดูใหม่เอี่ยม น่าจะเป็นบทกวีที่เพิ่งเขียนขึ้น
“อะไรคือ ‘ติดอยู่ที่ภูเขาเหลียวเฟิง ขาอ่อนแรง ขึ้นก็ไม่ได้ ลงก็ไม่ไหว…’ นี่มันอะไรกัน…‘ทิ้งคำพูดสุดท้ายนี้ไว้ หวังว่าคนรุ่นหลังจะขึ้นที่สูงด้วยความระมัดระวัง…’ ”
หลิวจี้ตกใจ “ ‘คำสั่งเสีย’ งั้นหรือ”
ขณะที่เขากำลังรู้สึกว่าคนที่เขียนพินัยกรรมนี้ช่างน่าขันสิ้นดี ชาวนาหนุ่มที่วิ่งอย่างรีบร้อนเมื่อครู่ก็วิ่งกลับมาอีกครั้งแล้วฉวยเอาพินัยกรรมในมือเขาไป
การกระทำนี้ทำให้หลิวจี้สนใจขึ้นมาได้สำเร็จ เขาไล่ตามไปพลางยิ้มถาม “นี่สหาย พินัยกรรมนี่เจ้าได้มาจากที่ใด ลายมือสวย บทกวีก็ไพเราะ!”
เพียงแต่เนื้อหาดูขี้ขลาดไปหน่อย แค่ขึ้นที่สูงไปถึงกลางทางแล้วขาอ่อน จะขึ้นต่อก็ไม่ได้ จะลงต่อก็ไม่ไหวก็ถึงกับสติแตกเขียนพินัยกรรมแผ่นนี้ขึ้นมา
ชายหนุ่มคนนั้นเหลือบมองหลิวจี้อย่างประหลาดใจ แต่ก็ไม่มีเวลาตอบเขา ชายผู้นั้นวิ่งไปจนถึงหน้าประตูที่ว่าการอำเภอซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของทางการคนหนึ่งรออยู่หน้าประตูพอดี
หลิวจี้คาดว่าเมื่อครู่คนผู้นี้คงมาแจ้งความ แต่ดันทำหลักฐานสำคัญหายไป เจ้าหน้าที่ของทางการจึงได้แต่รอให้เขาหาหลักฐานกลับมาที่นี่
ใบหน้าของหลิวจี้เป็นที่รู้จักดีในอำเภอไคหยาง บวกกับชื่อเสียงของฉินเหยา เจ้าหน้าที่ของทางการจึงจำเขาได้ในทันทีและประสานหมัดคารวะอย่างสุภาพ “หลิวจวี่เหริน”
หลิวจี้คารวะตอบแล้วเอ่ยถามอย่างสงสัย “สหายท่านนี้ ท่านรีบร้อนเช่นนี้ประสบเรื่องอันใดมาหรือ ต้องการให้ข้าช่วยหรือไม่”
ชายคนนั้นพอได้ยินเจ้าหน้าที่ของทางการเรียกหลิวจี้ว่าจวี่เหรินก็เปลี่ยนมามองเขาอย่างสุภาพขึ้นพลางยื่นพินัยกรรมให้พลางอธิบายว่า
“เมื่อเช้าข้าเข้าป่าไปตัดฟืน เห็นรถม้าว่างเปล่าคันหนึ่งอยู่ข้างทาง คาดว่าคงมีคนขึ้นไปชมทิวทัศน์บนเขาอีกแล้ว พอเดินไปข้างหน้าได้ราวห้าสิบก้าวก็เจอกระดาษแผ่นนี้ตกอยู่ ข้าอ่านหนังสือไม่ออก พอกลับถึงบ้านแล้วให้ลูกชายดู ถึงได้รู้ว่าเป็นพินัยกรรม มีคนติดอยู่บนภูเขาเหลียวเฟิง!”
“ท่านเจ้าหน้าที่ขอรับ ภูเขาเหลียวเฟิงนั้นสูงชัน ทางขึ้นลงก็แคบ สองข้างทางยังเป็นหน้าผาอีก หากมีคนติดอยู่บนนั้นจริงๆ เกรงว่าจะรอดชีวิตได้ยาก!”
ขณะที่เขาพูด เจ้าหน้าที่ของทางการก็ได้อ่านพินัยกรรมบนกระดาษจบแล้ว เมื่อเหลือบไปเห็นคำว่า ‘ชางหลี’ สองคำที่ลงท้ายไว้ หัวใจก็พลันเต้นรัวขึ้นมา คงไม่บังเอิญถึงเพียงนั้นกระมัง
“สองท่านเข้าไปรอในโถงก่อน ข้าจะรีบไปรายงานท่านรองนายอำเภอ!”
เขาจึงเรียกสหายร่วมงานมาพาคนทั้งสองเข้าไปในโถงใหญ่ ส่วนตนเองก็รีบถือกระดาษวิ่งไปยังเรือนด้านหลัง
ไม่นาน รองนายอำเภอก็รีบร้อนถือกระดาษออกมา ตอนแรกเขารู้สึกประหลาดใจที่เห็นหลิวจี้อยู่ที่นี่ แต่พอคิดดูอีกทีก็พลันดีใจอย่างยิ่ง
“หลิวจวี่เหรินมาได้ถูกเวลาพอดี! เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่งคงต้องรบกวนหลิวจวี่เหรินให้รีบกลับบ้านไปเชิญผู้ใหญ่บ้านฉินมาสักเที่ยว แค่พวกเราเจ้าหน้าที่ทางการที่ว่าการอำเภอเกรงว่าจะไม่มีปัญญาช่วยนายอำเภอคนใหม่ลงมาจากภูเขาเหลียวเฟิงได้”
“อะไรนะ” หลิวจี้ไม่พลาดคำสำคัญอย่าง ‘นายอำเภอคนใหม่’ ในคำพูดของรองนายอำเภอ เขามองพินัยกรรมนั้นทีหนึ่ง มองชาวนาที่มารายงานข่าวอีกทีหนึ่ง สุดท้ายสายตาก็จับจ้องไปที่รองนายอำเภอแล้วถามอย่างตกตะลึง
“นายอำเภอคนใหม่ติดอยู่บนภูเขาเหลียวเฟิงจนสิ้นหวังก็เลยเขียนพินัยกรรมด้วยลายมือตนแล้วโยนลงมาข้างล่างอย่างนั้นหรือ”