ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 589 นายท่านใหญ่ นี่เป็นเพียงความเพ้อฝัน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 589 นายท่านใหญ่ นี่เป็นเพียงความเพ้อฝัน
ตอนที่ 589 นายท่านใหญ่ นี่เป็นเพียงความเพ้อฝัน
………………..
หลังจากกินอาหารมื้อส่งท้ายปีเก่าเสร็จแล้ว ทุกคนก็มานั่งล้อมวงกันอยู่ในห้องโถงเพื่อรอส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
ทุกคนนั่งผิงไฟ พูดคุยกัน มองดูดาวที่ส่องแสงระยิบระยับบนท้องฟ้านอกประตูที่เปิดกว้าง เพลิดเพลินกับความสงบสุขและความสุขใจในชั่วขณะนี้พลางอธิษฐานขอให้ปีหน้ายังคงเป็นเช่นเดิม
เด็กๆ รอไม่ทันถึงเที่ยงคืนก็หลับกันหมด ฉินเหยาจึงให้ครอบครัวของซ่งอวี้ รวมถึงอินเยว่และอาวั่งพาพวกเขากลับบ้านไปก่อน ส่วนตนเองกับหลิวจี้อยู่ต่อเพื่อรอข้ามปีกับทุกคนที่เรือนเก่า
ขอบฟ้าค่อยๆ สว่างขึ้นเป็นสีขาวนวล เสียงไก่ขันรับแสงอรุณรุ่งสางเพื่อต้อนรับปีใหม่
หลังจากกินข้าวเช้าที่เรือนเก่าแล้ว ฉินเหยาและสามีถึงได้กลับบ้านไปนอนชดเชย
ตั้งแต่วันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนอ้ายถึงวันที่ห้าของเดือนอ้าย ในหมู่บ้านคึกคักมาก ทุกบ้านต่างก็มีญาติมาเยี่ยมเยียนจนกระทั่งวันที่แปดของเดือนอ้าย ร้านรวงต่างๆ จึงค่อยๆ เริ่มเปิดกิจการ บรรยากาศของปีใหม่นี้ถึงได้ค่อยๆ จางหายไป
เด็กๆ ว่างมานาน พอสำนักศึกษาในหมู่บ้านเริ่มเปิดสอน หลิวจี้ก็จับลูกๆ ทั้งสี่คนก็มานั่งอ่านหนังสือเพื่อฝึกสมาธิให้แน่วแน่ก่อน จะได้ปรับตัวเข้ากับหลักสูตรใหม่ที่จะตามมา
โครงการเรียนโดยไม่เสียค่าเล่าเรียนเป็นเวลาสองปีได้สิ้นสุดลงแล้ว ชาวบ้านในหมู่บ้านจำนวนไม่น้อยเริ่มกังวลถึงเรื่องการเรียนของลูกหลาน
หลังจากวันที่สิบห้าเดือนอ้ายก็มีชาวบ้านไปสืบข่าวที่จวนตระกูลติง เมื่อทราบว่าสำนักศึกษาของตระกูลติงสาขาหลักไม่ได้วางแผนที่จะรับนักเรียนจากภายนอกก็พากันตื่นตระหนก
ถ้าเด็กๆ ไม่เคยไปสำนักศึกษามาก่อนก็คงไม่เป็นไร คงไม่รู้สึกว่ามีอะไรดีหรือไม่ดี
แต่ว่านี่เรียนมาสองปีแล้ว ไม่เพียงแต่นักเรียน แม้แต่ผู้ปกครองก็ตระหนักถึงประโยชน์ของมันแล้ว เมื่อมาคิดดู เรียนก็เรียนมาแล้ว จะยอมแพ้กลางคันได้อย่างไร
ดังนั้นชาวบ้านในอำเภอไคหยางเกือบครึ่งหนึ่งจึงยังคงวางแผนที่จะจ่ายค่าเล่าเรียนเพื่อส่งลูกไปเรียนต่อ
แต่ดั่งคำกล่าวที่ว่าพระมีมากแต่วัดมีน้อย หากต้องการศึกษาต่อ ตัวเลือกที่ใกล้ที่สุดมีเพียงสำนักศึกษาแห่งเดียวในเมืองอำเภอไคหยาง
หมู่บ้านอื่นเป็นอย่างไรฉินเหยาไม่รู้ แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลหลิวล้วนวางแผนที่จะส่งลูกไปเรียนที่สำนักศึกษาในอำเภอต่อไป
ทางฝั่งเรือนเก่า จินเป่านั้นไม่ต้องกังวล ก่อนปีใหม่หลิวจี้จัดการเรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว ให้เขาเข้าไปเรียนที่สำนักศึกษาสาขาหลักของตระกูลติงพร้อมกับฝาแฝดได้เลย
ยิ่งใกล้ถึงเวลาเปิดเรียน นางเหอก็ยิ่งมีความสุข นางเป็นคนที่ไม่มีงานอดิเรกอื่นใด ชอบเพียงเพลิดเพลินกับสายตาอิจฉาตาร้อนของผู้อื่น
เมื่อเห็นเด็กบ้านอื่นร้องไห้โวยวายเพราะต้องไปอยู่ประจำที่สำนักศึกษาในอำเภอ ในใจของนางเหอก็รู้สึกภูมิใจมาก
แต่บนใบหน้ากลับแสร้งปลอบโยนว่า “น่าสงสารจริงๆ แต่เดือนหนึ่งก็ยังได้กลับบ้านตั้งสองครั้ง อย่าร้องอีกเลยนะ”
คนอื่นพูดอย่างอิจฉาว่า “จินเป่าบ้านเจ้านี่โชคดีจริงๆ ที่มีจวี่เหรินเป็นท่านอา ยังมีผู้ใหญ่บ้านที่เก่งกาจถึงเพียงนั้นเป็นอาสะใภ้ เรื่องเข้าเรียนคงจะจัดการเรียบร้อยแล้วสินะ”
ในใจของนางเหอพลันยินดีขึ้นมาทันใด
จินเป่าของนางมีอาและอาสะใภ้เช่นนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะต้องลำบาก
ทั้งไม่ต้องไปอยู่ประจำที่สำนักศึกษาในอำเภอตั้งแต่อายุยังน้อยเหมือนเด็กคนอื่นที่ครึ่งเดือนถึงจะได้กลับบ้านสักครั้ง แถมยังได้เรียนกับท่านอาจารย์ในสำนักศึกษาสาขาหลักของตระกูลติง ในอนาคตอาจจะสอบได้เป็นนายท่านจวี่เหรินเหมือนอาของเขาก็เป็นได้!
จินเป่าได้รับการจัดการเช่นนี้ เด็กๆ ที่เรือนเก่าก็ย่อมมีเช่นกัน นางชิวก็ไม่ได้กังวลว่าปีหน้าบุตรสาวของนางจะไปเรียนที่ไหน
เรื่องที่ว่ารับแต่ผู้ชายไม่รับผู้หญิงนั้นถูกล้มล้างไปนานแล้ว ปีนี้ซื่อเหนียงก็ได้เข้าเรียนที่สาขาหลักของสำนักศึกษาตระกูลติง ปีหน้าย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รับจินฮวาของนาง
ถึงแม้จะไม่รับ อาและอาสะใภ้ของนางก็ย่อมมีวิธีแก้ไข
สองสะใภ้นางเหอและนางชิวสบตากันแล้วก็ยิ้มออกมา ติดตามน้องสะใภ้สาม ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเนื้อกิน
ต้นเดือนสอง ชาวบ้านในอำเภอไคหยางทุกคนก็ได้รับข่าวว่านายอำเภอซ่งครบวาระแล้วและกำลังจะถูกย้ายไปรับตำแหน่งที่อื่น
ในชั่วพริบตา ชาวบ้านที่ไปที่หน้าจวนซ่งเพื่อเหนี่ยวรั้งเขาไว้ก็มีจำนวนนับไม่ถ้วน
สำหรับชาวบ้านแล้ว พวกเขาไม่สามารถควบคุมการต่อสู้ทางการเมืองในราชสำนักได้และก็ไม่สนใจด้วยว่าฮ่องเต้จะเป็นใคร
พวกเขารู้เพียงว่าหลังจากที่นายอำเภอซ่งมาถึงอำเภอไคหยางแล้วก็ได้ปราบปรามโจรภูเขาที่เหิมเกริมเพื่อประชาชน กำจัดอันธพาลที่กดขี่ข่มเหงประชาชน กวาดล้างการทุจริตในที่ว่าการอำเภอและยังปราบปรามตระกูลใหญ่ที่เอาเปรียบประชาชนอย่างหนักเพื่อให้ประชาชนได้มีสำนักศึกษาที่ไม่ต้องเสียเงินมากขึ้น ให้ลูกหลานคนจนได้เรียนหนังสือ
ยิ่งคิดถึงเรื่องเหล่านี้ก็ยิ่งอาลัยอาวรณ์นายอำเภอซ่งมากขึ้น แต่นายอำเภอต้องย้ายทุกสามปีเป็นกฎของราชสำนัก ไม่อาจฝ่าฝืนได้ ซ่งจางจึงทั้งซาบซึ้งและอาลัยอาวรณ์ ทำได้เพียงทำสิ่งสุดท้ายเพื่อชาวบ้านอำเภอไคหยางก่อนที่จะจากไป
เขารวบรวมข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนประชากร ที่ดิน ป่าไม้ ทะเลสาบและอื่นๆ ที่ได้จากการสำรวจทั่วอำเภอไคหยางตลอดสามปีที่ผ่านมาแล้วบันทึกไว้ทั้งหมด เพื่อให้เป็นข้อมูลอ้างอิงแก่นายอำเภอคนต่อไป
และยังเขียนแผนการเพิ่มผลผลิตที่กำลังดำเนินการอยู่ คือให้ใช้ที่ดินคุณภาพต่ำเจ็ดส่วนทำนาแบบหยาบและใช้ที่ดินดีสามส่วนทำนาแบบประณีต หวังว่านายอำเภอคนต่อไปจะยังคงดำเนินการตามแผนการนี้
ยังมีอีกมากมายหลายอย่างที่กำลังดำเนินการอยู่ แต่ยังไม่สามารถเห็นผลได้ด้วยตาเปล่า วิธีการปกครองทั้งหมดนี้ถูกรวบรวมไว้ในสมุดบันทึก เก็บไว้ที่จวนที่ว่าการอำเภอไคหยาง
มีสิ่งที่ต้องเขียนและต้องทิ้งไว้มากมาย จนกระทั่งปลายเดือนสอง เอกสารโยกย้ายส่งมาเร่งเป็นครั้งที่สอง ซ่งจางถึงจำต้องหยุดเขียนและออกเดินทางจากสถานที่ที่อยู่มาสามปีแห่งนี้
เพื่อหลีกเลี่ยงความอาลัยอาวรณ์ในการร่ำลาจากสหายสนิท ครอบครัวของซ่งจางจึงจากไปอย่างเงียบๆ กว่าฉินเหยาและสามีจะทราบข่าวก็ไม่ทันได้ไปส่งพวกเขาแล้ว
ซ่งจางฝากคนนำกุญแจบ้านพักของตระกูลซ่งที่สร้างไว้ในหมู่บ้านตระกูลหลิวมาให้ หวังว่าฉินเหยาจะช่วยหาบัณฑิตที่ยังคงขยันหมั่นเพียรในหมู่บ้านมาเช่าบ้านในราคาถูก เพื่อให้พวกเขามีสถานที่สงบเงียบสำหรับศึกษาเล่าเรียนอย่างจริงจัง
ส่วนค่าเช่าที่ได้ก็ไม่ต้องส่งไปให้เขา ให้เก็บไว้ที่หมู่บ้าน จ้างคนชราคนหนึ่งช่วยดูแลบ้านพักก็พอ
ซ่งจางยังฝากคำพูดไว้ด้วยว่า เขาอาจจะกลับมาจัดงานเลี้ยงปิ้งย่างกับครอบครัวของพวกนางอีกเมื่อใดก็ได้ เตือนฉินเหยาว่าห้ามขายบ้านของเขาเด็ดขาด
“ข้าเป็นคนแบบนั้นหรือ” ฉินเหยาทั้งโกรธทั้งขำ ควงกุญแจบ้านพักในมือแล้วสลัดความคิดจะขายบ้านที่แวบเข้ามาในหัวเมื่อครู่ออกไป จากนั้นก็เดินเข้าไปในหมู่บ้าน เอากุญแจไปให้ท่านยายหวัง
บัณฑิตที่มาดื่มชาหยาบที่บ้านนางมีมาก ลานบ้านกลายเป็นสถานที่สังสรรค์พูดคุยของเหล่าบัณฑิตไปแล้ว ไก่ที่เคยเลี้ยงไว้จึงเปลี่ยนไปเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติที่หลังเขาแทน
ร่างกายของยายหวังยังแข็งแรงดีและยังมีบัณฑิตแวะเวียนมามากมายขนาดนี้ การมอบบ้านพักของตระกูลซ่งให้นางดูแลจึงเหมาะสมที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องส่งเสียหลานชายคนเล็กให้เรียนหนังสือ เมื่อมีรายได้ที่มั่นคงเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง ชีวิตก็จะสบายขึ้น
ฉินเหยาวางกุญแจแล้วก็หันหลังเดินจากไป ท่านยายหวังยังคงประหลาดใจและซาบซึ้งอยู่เลย พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที คนก็หายไปแล้วจึงทำได้เพียงยิ้มขมขื่นอย่างจนปัญญา
ผู้ใหญ่บ้านคนนี้นะ ขาแข้งช่างว่องไวนัก อย่างน้อยก็รอให้นางได้หยิบไข่ให้เด็กที่บ้านสักชามก่อนสิ
ทางฝั่งบ้านของฉินเหยา ตอนเย็นขณะที่ทุกคนในครอบครัวนั่งล้อมวงกินข้าวอยู่หน้าโต๊ะ หลิวจี้ก็ถามขึ้นอย่างสงสัย
“เมียจ๋า เจ้าว่านายอำเภอคนใหม่ใกล้จะมาแล้วหรือยัง เราไปสืบข่าวแล้วไปต้อนรับเขากันหน่อยดีไหม”
ฉินเหยามองดูท่าทางตื่นเต้นของเขาก็ขมวดคิ้วถาม “คิดจะไปประจบสอพลอหรืออย่างไร”
หลิวจี้ก็ไม่ปฏิเสธ เขาจะประจบสอพลอนายอำเภอคนใหม่นั่นแหละ! จึงพูดอย่างมั่นใจว่า “ข้าอยากจะเป็นปลัดอำเภอ!”
พวกต้าหลางสี่พี่น้องเงยหน้าขึ้นมามองพร้อมกัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “ท่านพ่อ จริงหรือ”
หลิวจี้สะบัดผมหน้าม้า “ด้วยยศของพ่อเจ้าในตอนนี้ แม้แต่รองนายอำเภอก็ยังเป็นได้ นับประสาอะไรกับปลัดอำเภอตัวเล็กๆ?!”
เมื่อเห็นดวงตาของสี่พี่น้องเป็นประกาย อาวั่งก็ทนดูต่อไปไม่ไหวจึงให้ความรู้แก่สี่พี่น้อง “ต้องเป็นจิ้นซื่อก่อนถึงจะเป็นรองนายอำเภอได้ขอรับ จวี่เหรินยังไม่พอนะขอรับนายท่านใหญ่ นี่เป็นเพียงความเพ้อฝัน”
หลิวจี้แทบจะกระโดดตัวลอย ให้ตายเถอะ…..
อาวั่งมองมาอย่างดื้อรั้น
หลิวจี้ ช่างเถอะ ช่างเถอะ สู้ก็สู้ไม่ได้ ปล่อยเจ้าทึ่มนี่ไปก่อนสักครั้งก็แล้วกัน!