ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 600 ทั้งครอบครัวมุ่งสู่เมืองหลวง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 600 ทั้งครอบครัวมุ่งสู่เมืองหลวง
ตอนที่ 600 ทั้งครอบครัวมุ่งสู่เมืองหลวง
สายตาอ้อนวอนเล็กๆ คู่นั้นทำให้ใจของหลิวจี้เจ็บแปลบ บิดาแก่ๆ ถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อยแล้วยื่นมือไปลูบหัวลูกสาวเพื่อปลอบโยน
ซื่อเหนียงแค่นเสียงในลำคอ ถลึงตาใส่เขาแล้วหันหน้าหนี
หลิวจี้จนปัญญาทำได้เพียงสารภาพกับฉินเหยาอย่างตรงไปตรงมา
“เมียจ๋า ข้าจะพูดความจริงกับเจ้า ยิ่งคิดถึงคำพูดของเจ้าเด็กเจินอวี้ไป๋นั่นข้าก็ยิ่งใจคอไม่ดี ดังนั้นข้าเลยอยากจะไปเมืองหลวงกับเจ้าสี่ดูสักหน่อย ไปดูครู่เดียวแล้วข้าจะกลับมาเลยจริงๆ นะ!”
พูดจบก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองสีหน้าของนางอย่างระมัดระวัง
ทว่าอารมณ์ต่างๆ ที่คาดการณ์ไว้กลับไม่มีปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่น้อย นางกลับเอาแต่จ้องมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าราวกับกำลังชั่งใจอะไรบางอย่างทำเอาหลิวจี้ใจเต้นไม่เป็นส่ำ ไม่รู้ว่านางเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกันแน่
อาวั่งก้าวออกมาเอ่ยด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ “ข้าไม่ไป”
นอกจากฉินเหยา ทุกคนต่างมองเขาด้วยความประหลาดใจ
หลิวจี้นั้นตกใจที่สุด เขาคุ้นชินกับการมีอาวั่งเดินทางไปด้วยนานแล้ว ความรู้สึกปลอดภัยเต็มเปี่ยมเช่นนั้น มีเพียงสตรีใจร้ายเท่านั้นที่พอจะแทนที่ได้
แต่สตรีใจร้ายคือคนที่เขาจะเชิญให้ติดตามไปด้วยได้หรือ เห็นได้ชัดว่าไม่ เจ้าหลิวสามผู้นี้ยังรู้จักเจียมตัวอยู่บ้าง
ดังนั้น…
“อาวั่ง ทำไมเจ้าไม่ไป” หลิวจี้ถามอย่างร้อนรน หากไม่มีอาวั่งแล้วเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร!
อาวั่งเอ่ยตอบ “ข้าไม่ไปเมืองหลวง”
หมายความว่าสามารถไปที่อื่นได้งั้นหรือ ฉินเหยาเหลือบมองอาวั่ง อีกฝ่ายราวกับสามารถสัมผัสได้จึงเงยหน้าขึ้นสบตานาง
สี่ตาประสานกัน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนตกอยู่ในความเงียบงัน
ฉินเหยากล่าว “ข้ารู้แล้ว ข้าเคารพการตัดสินใจของเจ้า เช่นนั้นทุกคนเงียบก่อน ข้ามีเรื่องจะประกาศเรื่องหนึ่ง”
“เรื่องอะไรรึ” หลิวจี้ถามเสียงเบาหวิว กลัวว่านางจะปฏิเสธการตัดสินใจไปเมืองหลวงของตน
สิ้นเสียงก็เป็นไปตามคาด บนใบหน้าของหลิวจี้ปรากฏสีหน้าซับซ้อนน่าดูชมอย่างยิ่ง ทั้งตกตะลึง ยินดีเหลือล้น ไม่อยากเชื่อ ต้องยืนยันซ้ำอีกครั้งแล้วก็ถูมืออย่างตื่นเต้น
หลิวจี้กำลังจะเอ่ยปากพูด ฉินเหยาก็ยกมือขึ้น ก่อนจะกล่าวกับทุกคนว่า
“ข้ารู้ว่าทุกคนประหลาดใจและอาจจะไม่ได้อยากไปกับข้า พวกเจ้าลองกลับไปคิดดูก่อนหนึ่งคืนแล้วค่อยมาบอกการตัดสินใจกับข้า”
คำพูดนี้กล่าวกับอาวั่งและอินเยว่
ส่วนเด็กทั้งสี่ในบ้าน ในเมื่อพวกเขาเรียกนางว่าท่านแม่ นางย่อมตัดสินใจแทนพวกเขาได้ ทั้งครอบครัวจะไปเมืองหลวงด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
ไม่รอให้คนในห้องได้พูดอะไร ฉินเหยาก็เริ่มเตรียมการในทันที
เนื่องจากเวลากระชั้นชิด แต่เรื่องที่ต้องเตรียมการกลับมีมากมายจึงไม่อาจชักช้าได้แม้แต่น้อย
นับตั้งแต่ตัดสินใจว่าจะออกไปดูโลกภายนอกจนถึงตอนนี้ที่ตัดสินใจจะไปเมืองหลวง ช่วงเวลาที่ผ่านมาฉินเหยาขบคิดแผนการต่างๆ ในหัวมาตลอดและได้วางแผนการเดินทางไว้เรียบร้อยแล้ว
เรื่องที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ คือการส่งมอบตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านของนาง
ฉินหยามองไปยังอินเยว่แล้วสั่งว่า “อาเยว่ พรุ่งนี้เช้าเจ้าไปหาหลิวต้าฝูและหลิวหยาง บอกพวกเขาว่ามะรืนนี้จะมีการประชุมเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ ให้ชาวบ้านทุกคนที่มีสิทธิ์ลงคะแนนไปรวมตัวกันที่ศาลบรรพชนในตอนค่ำของวันมะรืน”
อินเยว่ยังคงมึนงง ไม่ทันจะได้ตกใจกับการตัดสินใจไปเมืองหลวงอย่างกะทันหันของอาจารย์ก็รีบพยักหน้ารับภารกิจนี้
ฉินเหยาชี้ไปยังหลิวเฝยที่กำลังอ้าปากค้าง “เจ้าสี่ เจ้าหุบปากลงเสีย แผนการย่อมเปลี่ยนแปลงได้เสมอ วันนี้เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น เจ้ามานี่ ข้ามีเรื่องจะสั่งเจ้า”
“โอ้…ขอรับ!” หลิวเฝยเดินไปตรงหน้านางราวกับนักเรียนที่ถูกอาจารย์เรียกให้ตอบคำถาม เขายืนตัวตรงอย่างสงบเสงี่ยม แต่แท้จริงแล้วกลับประหม่าจนแทบสิ้นสติ
ฉินเหยากล่าว “เจ้าก็ทำตามแผนเดิมที่วางไว้คือกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้ เจ้าเดินทางคนเดียวตัวเปล่า นั่งเรือไปทางน้ำจะเร็วกว่า ไปถึงเมืองหลวงก่อนเพื่อรอรับพวกเราแล้วถือโอกาสสืบเรื่องของท่านอาจารย์กงเหลียงเหลียวให้ชัดเจนด้วย”
สำหรับการแสดงความเป็นมิตรอย่างกะทันหันของเจินอวี้ไป๋ในวันนี้ ฉินเหยายังคงระแวดระวังอยู่เสมอ แม้เจินอวี้ไป๋จะดูไม่เหมือนคนพูดปด แต่นางก็ต้องยืนยันด้วยตนเองอีกครั้ง จะเชื่อทุกคำพูดของคนอื่นและปล่อยให้ใครมาจูงจมูกไม่ได้
หลิวเฝยตระหนักได้แล้วว่าการตัดสินใจเข้าเมืองหลวงที่พี่สะใภ้สามพูดมานั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่น นางเอาจริง ในใจจึงอดตื่นเต้นขึ้นมาบ้างไม่ได้ เขารีบรับคำอย่างหนักแน่น “พี่สะใภ้สามวางใจได้ พอถึงเมืองหลวง ข้าจะรีบไปสืบข่าวของท่านอาจารย์ทันที”
“พี่สะใภ้สาม พวกท่านออกเดินทางเมื่อใดอย่าลืมส่งข่าวมาให้ข้าด้วยนะขอรับ ข้าจะได้เตรียมตัวล่วงหน้า”
ฉินเหยาพยักหน้า เห็นว่าฟ้ามืดแล้ว พรุ่งนี้หลิวเฝยยังต้องตื่นแต่เช้าเพื่อออกเดินทางจึงโบกมือไล่ “เช่นนั้นเจ้ากลับไปพักผ่อนก่อนเถิด การจัดการในหมู่บ้านเหล่านี้ไม่อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของเจ้าแล้ว ไม่ต้องไปกังวลเรื่องที่ไม่จำเป็น”
หลิวเฝยยังอยากจะอยู่ต่อ แต่เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนั้นก็ได้แต่กลับไปก่อน
ก่อนจะไปก็ไม่ลืมหันกลับไปขยิบตาให้พี่สามของตนซึ่งดีใจจนทำอะไรไม่ถูกไปแล้ว คราวนี้พี่สามมีความสุขอีกแล้วสิ
มีพี่สะใภ้สามเข้าเมืองหลวงไปด้วยกัน ยังจะต้องกลัวอะไรอีก เดินกร่างได้เลย!
ยังไม่ทันถึงเมืองหลวง หลิวเฝยก็เริ่มกังวลแล้วว่าพี่สามตัวแสบของเขาจะไปก่อเรื่องเดือดร้อนมากเพียงใดในสถานที่ที่เดินไม่กี่ก้าวก็เจอเข้ากับคุณชายสูงศักดิ์หรือท่านหญิงเข้า
โชคดีที่ครั้งนี้มีพี่สะใภ้สามคอยคุม เขาจึงไม่ต้องเป็นคนโชคร้ายที่คอยตามเช็ดตามล้างให้พี่สาม
เมื่อคิดได้ดังนี้ หลิวเฝยก็พลันรู้สึกโล่งใจ เหลือแค่ไม่ได้ตะโกนออกมาว่าพี่สะใภ้สามอายุยืนหมื่นปีเท่านั้น!
หลังจากส่งหลิวเฝยแล้ว อาวั่งก็ปิดประตูเรือน ในห้องจึงเหลือเพียงคนในครอบครัว
ซ่งอวี้และหลี่ซื่อก็ถูกอินเยว่เรียกมาด้วย บรรยากาศจริงจังเคร่งขรึมขึ้น
ฉินเหยากล่าวกับสองสามีภรรยาซ่งอวี้ว่า “เรื่องเข้าเมืองหลวงเมื่อครู่พวกเจ้าก็รู้แล้ว พวกเจ้าอยู่ที่นี่ ดูแลบ้านและโรงงานเครื่องเขียนให้ข้าให้ดี หลี่ซื่อ ซ่งอวี้ต้องยุ่งกับเรื่องในโรงงานเครื่องเขียนจนไม่มีเวลาว่าง ต่อไปนี้ที่ดินและสวนผลไม้ทั้งหมดในบ้านให้เจ้าเป็นผู้ดูแล ผลกำไรหนึ่งส่วนถือเป็นค่าตอบแทนส่วนตัวของเจ้า”
หลี่ซื่อทั้งตกใจทั้งดีใจ ที่ดีใจก็เพราะตนมีความสามารถอันใด ฮูหยินถึงได้ให้ความสำคัญกับนางเช่นนี้ ถึงขั้นมอบหมายเรื่องสำคัญเช่นนี้ให้นางดูแล
ที่ตกใจก็คือตนไม่มีประสบการณ์ในการดูแลไร่นาหรือร้านค้าเลยแม้แต่น้อยจึงอดหวาดหวั่นไม่ได้ “ฮูหยินเจ้าขา ข้า…ข้าเกรงว่าจะทำไม่ได้…”
ฉินเหยาขัดจังหวะขึ้นอย่างแข็งขันพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มและแววตาที่แน่วแน่ว่า “ข้าบอกว่าเจ้าทำได้ เจ้าก็ต้องทำได้! เชื่อมั่นในตัวเองเถิด นี่ไม่ใช่เรื่องยากอันใด”
นางกล่าวกับซ่งอวี้ด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าช่วยสอนหลี่ซื่อให้มากหน่อย อย่าให้ผลประโยชน์รั่วไหลไปถึงมือคนนอก วิชาความรู้เต็มหัวของเจ้าถ่ายทอดให้ภรรยาตัวเองย่อมดีกว่ามอบให้คนนอกอยู่แล้ว วันหน้าเจ้าสองสามีภรรยาร่วมแรงร่วมใจกัน ข้าจะได้วางใจ”
ซ่งอวี้และหลี่ซื่อสบตากัน สองสามีภรรยาขานรับพร้อมกัน “ขอรับ/เจ้าค่ะ!”
หลังจากจัดการเรื่องทรัพย์สินในบ้านเสร็จ ฉินเหยาก็กำชับหลี่ซื่อกับอินเยว่ให้เตรียมสัมภาระสำหรับการเดินทางไกลในอีกห้าวันข้างหน้าของคนในครอบครัว
“อาวั่ง พรุ่งนี้เจ้านำรถม้าไปตรวจสภาพในเมือง ส่วนใดที่ต้องเสริมความแข็งแรงก็จัดการให้เรียบร้อย”
“หลิวจี้ พรุ่งนี้เจ้าไปสำนักศึกษาตระกูลติงพร้อมกับพวกเด็กๆ จัดการเรื่องลาออกให้เรียบร้อยแล้วมอบสิทธิ์สี่สิทธิ์ของลูกๆ บ้านเราไปให้ลูกหลานบ้านอื่นแทน”
ล้วนเป็นสิทธิ์ที่ใช้เงินซื้อมาทั้งนั้น จะให้ฮูหยินผู้เฒ่าติงได้ประโยชน์ไปเปล่าๆ ไม่ได้
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ฉินเหยาก็สั่งพวกต้าหลางสี่พี่น้องเป็นการส่วนตัว
“พวกเจ้าก็รีบไปเก็บสัมภาระของตัวเองให้เรียบร้อยเถอะ จำไว้ว่ารถม้ามีแค่คันเดียว ดังนั้นจะเอาอะไรไปไม่เอาอะไรไป พวกเจ้าต้องตัดสินใจชั่งน้ำหนักให้ดี”
ฉินเหยายิ้มละไมพลางตบเบาๆ ที่ศีรษะเล็กๆ ทั้งสี่ซึ่งตกตะลึงกับข่าวการเข้าเมืองหลวง “คำแนะนำส่วนตัวของข้าคือ เอาไปแต่สิ่งที่จำเป็นที่สุด ทิ้งภาระที่ไม่จำเป็นไปเสีย ถึงจะเดินทางได้เร็วขึ้นไกลขึ้น ได้เห็นทิวทัศน์ที่มากขึ้น”
พวกต้าหลางสี่พี่น้องสบตากันอย่างยากจะเก็บงำความตื่นเต้นเอาไว้ได้ “พวกข้ารับทราบแล้วขอรับ/เจ้าค่ะ!”