ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 599 นางจะออกไปท่องเที่ยว
Ink Stone_Romance
เจินอวี้ไป๋จากไปแล้ว แต่คำพูดที่ทิ้งไว้เปรียบเสมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในทะเลสาบอันสงบนิ่งจนเกิดเป็นระลอกคลื่นกระเซ็นสูงขึ้นมาอย่างรุนแรง
หลิวจี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองสามครั้ง เมื่อได้รับข่าวกะทันหันว่าท่านอาจารย์กำลังจะสิ้นชีพ ในหัวก็ไม่ได้กลัวหรือกังวล แต่คิดถึงสาเหตุ
“ตอนไปท่านผู้เฒ่าก็ยังสบายดีอยู่เลย สภาพจิตใจก็ดีมาก ทำไมจู่ๆ ถึงอยู่ได้อีกไม่นานแล้วเล่า”
“แล้วก็อะไรคืออยู่ได้อีกไม่นาน เหลืออีกไม่กี่วันหรือยังเหลืออีกหลายเดือน”
หลิวจี้พลันนึกขึ้นมาได้ว่าจะต้องไปตามเจินอวี้ไป๋ เขาต้องถามให้ชัดเจนว่าอยู่ได้อีกไม่นานนี่หมายความว่าอย่างไร จะปล่อยให้คลุมเครือเช่นนี้ไม่ได้
น่าเสียดายที่พอวิ่งออกไปนอกประตู คนก็เดินหายไปจนลับสายตาแล้ว
อาวั่งจอดรถม้าเรียบร้อยแล้ว เมื่อเดินเข้าประตูมาเห็นนายท่านใหญ่กำลังยืนอึ้งงันอยู่ที่ประตูก็ถามด้วยความเป็นห่วงว่า “นายท่านใหญ่ ท่านเป็นอะไรไปหรือขอรับ” สีหน้าของเขาดูไม่ค่อยดีเลย
แต่ไม่ว่าใครก็ตามที่จู่ๆ ก็ได้รู้ว่าอาจารย์ผู้มีพระคุณของตนกำลังป่วยหนักใกล้ตาย สีหน้าก็คงจะไม่ดีนัก
อาวั่งมาถึงห้องโถง ฉินเหยายังคงมีสีหน้าปกติ นางมักจะใจเย็นเมื่อเผชิญกับปัญหาและไม่ค่อยแสดงอารมณ์มากนัก เมื่อเห็นหลิวจี้วิ่งไปทางเรือนเก่าก็เดาได้ว่าเขาคงจะไปหาหลิวเฝยเพื่อสอบถามสถานการณ์ในเมืองหลวงจึงละสายตาแล้วถามอาวั่ง “การเก็บค่าเช่าเป็นอย่างไรบ้าง”
อาวั่งยื่นใบเก็บค่าเช่าให้ บนนั้นบันทึกข้อมูลค่าเช่าของแต่ละบ้านไว้อย่างชัดเจน
ค่าเช่านั้นใกล้เคียงกับครึ่งปีแรกของปีที่แล้ว แต่เนื่องจากไม่มีภาษีข้าว รายรับโดยรวมจึงเพิ่มขึ้นสองตำลึงเงิน
“เก็บข้าวสาลีไว้เพียงพอสำหรับใช้ในบ้านแล้ว ส่วนที่เหลือก็ขายทิ้งไปทั้งหมด ได้เงินมายี่สิบตำลึงถ้วนล้วนอยู่ในมือนายท่านขอรับ” อาวั่งกล่าวตามจริง
ฉินเหยาดูใบเก็บค่าเช่าแล้ว หลังยืนยันว่าถูกต้องก็วางไว้บนโต๊ะ โบกมือให้อาวั่งไปช่วยเตรียมอาหารเย็นที่ห้องครัว
นางลุกขึ้นมายืนที่ลานหน้าบ้าน ที่นี่เป็นที่สูง ทัศนวิสัยกว้าง สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของหมู่บ้านตระกูลหลิวทั้งหมดได้
ท่ามกลางสายฝนปรอยๆ ภูเขาเขียวขจี น้ำใสสะอาด ทุ่งนานับพันหมู่ ในทุ่งนามีชาวนากำลังทำงานอย่างขยันขันแข็ง บ้างก็สวมหมวกไม้ไผ่และเสื้อกันฝนฟางพรวนดินปลูกผัก บ้างก็ต้อนวัวไถนาเพื่อเตรียมฤดูไถหว่าน
บนขุนเขามีดอกไม้นานาพันธุ์เบ่งบานสะพรั่ง เหล่านกน้อยสัตว์ป่านับไม่ถ้วนพลันแต่งแต้มให้ฤดูใบไม้ผลิกลายเป็นภาพสีน้ำมันแห่งผืนป่าอันหลากสีสัน
สายน้ำในลำธารไหลเอื่อยพลิ้วผ่านกลางหมู่บ้าน สะท้อนแสงเงินระยับ เม็ดฝนพร่างพรูร่วงหล่นลงมา ก่อเกิดระลอกคลื่นแผ่กระจายออกไป
ตอนนี้เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว บ้านเรือนในหมู่บ้านเรียงรายติดต่อกัน หลังคาบ้านทุกหลังมีควันไฟสีขาวลอยขึ้นมา ผสมผสานกับหมอกบางๆ ในสายน้ำ เงียบสงบจนได้ยินเสียงพูดคุยอย่างยินดีจากบ้านเรือนอย่างชัดเจน
เหมือนกำลังพูดว่าคืนนี้จะทำข้าวจานเนื้อกิน ผู้ใหญ่และเด็กเล็กต่างก็หัวเราะอย่างมีความสุข
ฉินเหยามองจนเพลิน ปล่อยให้เม็ดฝนตกลงกระทบบนเส้นผมและไหล่ นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างสบายอารมณ์ “สวยจริงๆ~”
แต่ทิวทัศน์ที่สวยงามในโลกนี้ไม่ได้มีเพียงที่นี่ที่เดียว การไปในที่ไกลๆ เพื่อชมควันไฟโดดเดี่ยวในทะเลทรายอันกว้างใหญ่ หรือพระอาทิตย์ตกดินริมแม่น้ำสาวยาวก็คงจะน่าสนใจไม่น้อย
นางสูดอากาศบริสุทธิ์ของที่นี่เข้าไปอีกเฮือกใหญ่ ใจของฉินเหยาตัดสินใจได้แล้ว…นางจะออกไปท่องเที่ยว!
หลิวจี้กับหลิวเฝยกลับบ้านมาพร้อมกับพวกต้าหลางสี่พี่น้อง
อินเยว่ไปรับเด็กๆ เลิกเรียน ตอนผ่านเรือนเก่า หลิวจี้กับหลิวเฝยก็ออกมาจากข้างในพอดี พวกเขาเลยกลับมาด้วยกัน
ต้าหลางเป็นคนละเอียดอ่อน ช่างสังเกต เพียงแค่มองดูท่าทางฝืนยิ้มของท่านพ่อก็เดาได้ว่าวันนี้ที่บ้านเกิดเรื่องขึ้น
ระหว่างที่เข้าบ้านไปล้างมือเตรียมทานข้าว เขาก็เรียกเอ้อร์หลางมาด้วยกัน สองพี่น้องช่วยกันหลอกล่อเสี่ยวไหลฝูมาสอบถาม “ตอนบ่ายมีใครมาบ้านไหม”
เสี่ยวไหลฝูพยักหน้าแล้วเล่าเรื่องที่อาจารย์มาบ้านตอนบ่ายให้ทั้งสองคนฟัง
เอ้อร์หลางกระซิบถาม “ท่านอาจารย์มาบ้านเราทำไม พวกเขาพูดอะไรกันหรือ”
เสียงในห้องโถงก่อนหน้านี้ค่อนข้างดัง เสี่ยวไหลฝูส่งสายตาให้สองพี่น้องว่า ‘พวกเจ้าอย่าหักหลังข้านะ’ พอได้รับการพยักหน้ายืนยันจากสองพี่น้องถึงได้กระซิบบอกว่า
“ข้าได้ยินไม่ค่อยชัด ได้ยินแค่เหมือนจะพูดอะไรสักอย่างว่าท่านอาจารย์ ป่วย อยู่ได้อีกไม่นาน อะไรทำนองนั้น”
ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะถามรายละเอียดก็มีเสียงเรียกของซ่งอวี้กับหลี่ซื่อดังมาจากสวนหลังบ้าน เสี่ยวไหลฝูสะดุ้งโหยงพลางขานรับเสียงเรียกของพ่อแม่และกระซิบกับต้าหลาง เอ้อร์หลาง “ข้าต้องกลับแล้ว”
พูดจบก็เผ่นแน่บไปทันที
“พี่ใหญ่ พี่รอง กินข้าวได้แล้ว!”
ซื่อเหนียงยืนตะโกนอยู่ที่ประตูห้องโถง ดวงตากลมโตมองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นพี่ชายสองคนเดินออกมาจากระเบียงทางเดินก็ยิ้มกว้างแล้วพูดอย่างตื่นเต้น “วันนี้ท่านอาอาวั่งลงครัวเองเลยนะ ทำแต่ของที่เราชอบทั้งนั้นเลย”
เด็กหญิงตัวน้อยตั้งปณิธานในใจว่าวันนี้จะกินข้าวสองชาม!
แปลกจัง พี่รองไม่ยิ้มเลย พี่ใหญ่ก็ขมวดคิ้วทำหน้าตาแปลกๆ
ซื่อเหนียงจ้องมองพี่ชายสองคนอยู่ครู่หนึ่งก็ถูกกลิ่นหอมของอาหารบนโต๊ะดึงดูดไป นางรีบวิ่งกลับไปนั่งที่ของตนเองเพื่อรอกินข้าว
ซานหลางกับซื่อเหนียงแย่งกันจะนั่งกับอาเล็ก แต่หลิวจี้กลับย้ายทั้งสองคนออกไปแล้วนั่งลงระหว่างหลิวเฝยกับฉินเหยา
ตั้งแต่เพิ่งจะออกจากบ้านไปจนถึงตอนนี้ คิ้วกระบี่ทั้งสองข้างของหลิวจี้ก็ไม่เคยคลายออกเลย เมื่อเห็นฉินเหยาบอกว่ากินข้าวได้แล้ว การได้ยกตะเกียบขึ้นมาเผชิญหน้ากับอาหารเลิศรสเต็มโต๊ะก็ยังไม่สามารถทำให้เขาคลายหัวคิ้วลงได้
หลิวจี้มองยุหลิวเฝย หลิวเฝยจึงวางตะเกียบที่เพิ่งจะหยิบขึ้นมาลงอย่างไม่เต็มใจนัก หันไปมองฉินเหยา ปากเพิ่งจะอ้าเปิดก็ถูกนางขัดจังหวะว่า
“มีอะไรก็กินข้าวให้เสร็จก่อนแล้วค่อยว่ากัน” นางกลัวว่าจะได้ยินเรื่องชวนหงุดหงิดแล้วจะส่งผลต่อความอยากอาหารของตนเอง
หลิวเฝยรับคำทันที “อ้อๆ”
เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบหมูสามชั้นตุ๋นผักกาดดอง เนื้อหมูที่ติดมันถูกตุ๋นจนนุ่มละมุน ชุ่มฉ่ำไปด้วยกลิ่นหอมของผักกาดดอง พอเข้าปากแล้วก็ละลายทันที ดวงตาของหลิวเฝยเป็นประกายขึ้นมาในทันใด อร่อยมาก! ไม่แปลกใจเลยที่เด็กๆ มักจะร้องขอกินกับข้าวที่ท่านอาอาวั่งทำ
อาหารอร่อยสามารถเยียวยาทุกสิ่งได้ ครอบครัวใหญ่ที่คิดกังวลเรื่องราวแตกต่างกันไป ไม่นานนักก็กินข้าวกันอย่างตั้งอกตั้งใจ
พอกินข้าวเสร็จอย่างสบายใจ อินเยว่ก็เก็บถ้วยชาม อาวั่งเช็ดโต๊ะกวาดพื้น พวกต้าหลางสี่พี่น้องเดินตามทั้งสองคนไปมา ดูแล้วเหมือนจะยุ่งมาก แต่ก็ไม่รู้ว่ายุ่งอะไร
หลิวจี้กับหลิวเฝยมองหน้ากันอีกครั้งอย่างคนตัดสินใจได้พลางมองไปยังฉินเหยาซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวอย่างพร้อมเพรียง
เมื่อเห็นนางดื่มชารสอ่อนสำหรับล้างปากเสร็จแล้วและเงยหน้ามองมา พวกเขาก็รู้ว่าโอกาสมาถึงแล้ว หลิวเฝยจึงเอ่ยปากขึ้นก่อน
“พี่สะใภ้สาม คืนนี้กลับไปเก็บของ ข้าตั้งใจว่าจะตามขบวนรถม้าของพวกพี่ใหญ่ไปเมืองหลวงของมณฑลในวันพรุ่งนี้แล้วค่อยลงเรือกลับเมืองหลวง”
ฉินเหยาพยักหน้า กำชับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เดินทางคนเดียวไม่ปลอดภัย ไปถึงเมืองหลวงของมณฑลแล้วค่อยจ้างผู้คุ้มกันสักสองคน ไม่ต้องประหยัดเงินให้ข้า ความปลอดภัยสำคัญที่สุด”
หลิวเฝยรู้สึกอบอุ่นในใจจึงเอ่ยอย่างเป็นธรรมชาติ “พี่สะใภ้สาม ไม่น่าจะต้องจ้างผู้คุ้มกันนะขอรับ พี่สามบอกว่าเขาก็อยากจะเข้าเมืองหลวงล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวสอบชุนเหวยในปีหน้า ตั้งใจจะพาอาวั่งไปด้วยกัน จะได้ดูแลกันไปตลอดทาง”
อินเยว่ อาวั่งและพวกต้าหลางสี่พี่น้องที่กำลังวุ่นวายอยู่ในห้องก็หยุดการกระทำลงพร้อมกันพลางมองไปยังหลิวจี้ที่นั่งไม่ติดที่ราวกับกำลังนั่งอยู่บนกองไฟ
“ท่านพ่อ สอบชุนเหวยปีหน้า ท่านเข้าเมืองหลวงปีนี้จะไม่เร็วเกินไปหน่อยหรือ” ซื่อเหนียงถามอย่างประหลาดใจ เมื่อจู่ๆ ก็ได้รู้ว่าท่านพ่อจะเดินทางไกล นางทั้งไม่อยากให้ไปทั้งเสียใจและยังโกรธมากด้วย
ไหนบอกว่าจะพาพวกนางไปเที่ยวชมสวนวาดภาพแล้วยังจะอยู่ซ้อมฉินเป็นเพื่อนนางไงเล่า!