ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 620 อาเหยา ข้าคือพี่ชาย
ตอนที่ 620 อาเหยา ข้าคือพี่ชาย
เมื่อพวกฉินเหยาทั้งสี่คนมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน การต่อสู้ทางฝั่งนี้ก็จบลงแล้ว
กลุ่มของชายตาเดียวถูกตีจนหมอบราบคาบ ผู้คุ้มกันและสารถีของห้างการค้าตระกูลฉินมัดคนทั้งหมดไว้ อินเยว่และต้าหลางลอบประหลาดใจ “พวกเขามีเชือกเยอะจังเลย”
เมื่อครู่อยู่ในลานบ้าน เชือกป่านของพวกเขายังไม่พอใช้เลย ห้างการค้าใหญ่นี่มีการเตรียมพร้อมดีจริงๆ
ความจริงแล้วเชือกเหล่านี้ล้วนใช้สำหรับมัดสินค้า ถูกแกะลงมาจากรถม้าอย่างเร่งรีบ ใช้มัดคนสี่ห้าคนไว้ในทีเดียวทำให้หนียากขึ้น
การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของฉินเหยาทั้งสี่คนทำให้คนของห้างการค้าที่เพิ่งจะถอนหายใจอย่างโล่งอกตกใจไปตามๆ กัน เถ้าแก่ใหญ่ที่เป็นผู้นำยกกระบี่ขึ้นมาทันที
อินเยว่รีบอธิบายเสียงดัง “พวกเราเป็นมิตร เพิ่งจัดการคนร้ายที่เหลือในหมู่บ้านไป กลัวว่าพวกท่านจะรับมือไม่ไหวจึงรีบมาช่วย ขออย่าได้เข้าใจผิด!”
ทั้งสี่คนไม่มีคบเพลิง ยืนอยู่ในที่มืด ฉินเฟิงต้องหรี่ตามองอยู่ครู่ใหญ่จึงมองออกว่าเป็นผู้ใหญ่สามคนและเด็กอีกหนึ่งคน เป็นชายสองหญิงสอง รูปลักษณ์มองเห็นไม่ชัดเจนนัก แต่ดาบยาวเล่มนั้นกลับส่องประกายสีเงินจางๆ อยู่ใต้แสงจันทร์ดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ
“ข้าน้อยชื่อฉินเฟิง เถ้าแก่ใหญ่ของห้างการค้าตระกูลฉิน ไม่ทราบทุกท่านมีนามว่าอะไร เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่” ฉินเฟิงเอ่ยถามหยั่งเชิง
อินเยว่ตอบ “ข้าชื่ออินเยว่เจ้าค่ะ ข้างๆ คือพ่อบ้านอาวั่งและคุณชายใหญ่หลิวจื่อวั่งของบ้านข้า ช่างบังเอิญยิ่งนัก ฮูหยินของบ้านข้าก็แซ่ฉิน นามฉินเหยา”
ฉินเหยา?
เหยาเหนียง!
มือที่ฉินเฟิงใช้จับกระบี่กำแน่นขึ้น จิตใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ในหัวร้อนวูบขึ้นมาแล้วก็สงบลงอย่างรวดเร็ว เป็นไปไม่ได้ นี่มันเป็นไปไม่ได้ เหยาเหนียงไม่เป็นวรยุทธ์และไม่มีทางมีบุตรชายที่โตขนาดนี้
เพียงแต่ฉินเฟิงยังคงไม่สนใจอันตราย เขาเก็บกระบี่เข้าฝัก ชูคบเพลิงแล้วเดินไปข้างหน้า อยากจะดูรูปร่างหน้าตาของคนผู้นั้นให้ชัด
ในโลกนี้คนชื่อแซ่เดียวกันมีอยู่มากมาย อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้
แต่ถ้าหากว่าใช่เล่า…
อินเยว่ยังคงกล่าวต่อไปว่า “ครอบครัวของข้าจะเข้าเมืองหลวงเพื่อเยี่ยมญาติ ผ่านมาที่นี่จึงถูกคนกลุ่มนี้ใช้เด็กเป็นเหยื่อล่อมายังที่นี่ ไม่คาดคิดว่าวิธีการของอีกฝ่ายจะไม่แนบเนียนนักจึงถูกเปิดโปงเสียก่อน ทำให้พวกข้าพบพิรุธเข้า…”
เข้าเมืองหลวงไปเยี่ยมญาติ หากเป็นเหยาเหนียงก็ควรจะรู้ว่าบ้านอยู่ที่เมืองวั่งเฉิงทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นนาง
“นอกจากกลุ่มที่อยู่ตรงหน้าพวกท่านแล้ว ยังมีคนร้ายอีกสองกลุ่มถูกพวกเรามัดไว้ในบ้านชาวบ้านทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่บ้านและในลานบ้านที่ไม่ไกลจากที่นี่ หากไม่เชื่อ เถ้าแก่สามารถส่งคนไปดูได้…ท่านอาจารย์?!”
อินเยว่ยังพูดไม่ทันจบก็เห็นอาจารย์ของตนถือดาบพรวดพราดออกไปอย่างกะทันหันจึงร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้งก็ยิ่งต้องสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่
ไม่รู้ว่าคนผู้หนึ่งโผล่ออกมาจากที่ใด จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังของฉินเฟิงที่กำลังเตรียมจะเดินเข้ามาหาพวกนาง ดาบใหญ่ที่เต็มไปด้วยคราบสนิมถูกยกขึ้นสูงเตรียมจะฟันลงมาที่เขา
เถ้าแก่ฉินผู้นั้นก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรไป เมื่อครู่ตอนที่บัญชาการให้ผู้คุ้มกันตอบโต้ยังเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมอยู่เลย แต่กลับถูกคนย่องมาด้านหลังได้โดยไม่รู้ตัว
ในขณะที่เห็นว่าดาบใหญ่ที่เต็มไปด้วยคราบสนิมกำลังจะฟันลงบนแผ่นหลังของฉินเฟิง ดาบยาวสีเงินเล่มหนึ่งก็แทงขึ้นไปจากแนวเฉียง สันดาบที่หนาและกว้างปัดดาบบางๆ ที่เต็มไปด้วยสนิมขึ้นไปอย่างแรง!
เสียง “เคร้ง” ดังขึ้นครั้งหนึ่ง ดาบสองเล่มก็ปะทะกันอย่างรุนแรง ฝ่ายหนึ่งรุกไปข้างหน้าอย่างดุเดือด อีกฝ่ายกลับถอยไปด้วยความตกตะลึง ประกายไฟแตกกระจายราวกับฟ้าแลบ คนร้ายถูกบีบจนถอยไปไหนไม่ได้อีกจึงถูกดาบสีเงินตบกระเด็นไปราวกับคลื่นยักษ์ ดาบสนิมแตกละเอียด คนก็กระอักเลือดแล้วล้มลงกับพื้น
เหล่าผู้คุ้มกันของห้างการค้าต่างมองฉินเหยาอย่างตกตะลึง สตรีผู้นี้ช่างดุดันนัก!
ฉินเหยาแค่นเสียงเหอะอย่างไม่สบอารมณ์ เก็บกระบวนท่า ปักดาบลงบนพื้นแล้วใช้มือยันจับด้ามดาบไว้ รู้สึกเหมือนไม่ค่อยได้ออกแรงเท่าไหร่เลย
ล้มลงในกระบวนท่าเดียว การต่อสู้จบเร็วเกินไป พลังมหาศาลที่โคจรขึ้นมาทั้งตัวยังใช้ไปไม่หมดเลย
จะว่าไปก็แปลก ข้างกายนางมีอาวั่งอยู่ จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องให้นางลงมือเอง ใครจะคิดว่าพอนางรู้สึกตัว ร่างกายก็พุ่งออกไปตามสัญชาตญาณแล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฉินเหยาก็ขมวดคิ้วแล้วหันไปมองเถ้าแก่ใหญ่ฉินที่นางเพิ่งช่วยชีวิตไว้
เมื่อครู่อยู่ไกลกันจึงไม่ทันสังเกตว่าเถ้าแก่ใหญ่ผู้นี้หน้าตาไม่เลวเลย ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายของผู้เปี่ยมคุณธรรม มีมาดของจอมยุทธ์ในยุทธภพอย่างยิ่ง
แต่ ‘จอมยุทธ์’ ผู้นี้วรยุทธ์ไม่สูงส่งเลยแม้แต่น้อย
ฉินเหยาส่งเสียงในลำคออย่างแผ่วเบา เลิกคิ้วถามเขา “เถ้าแก่ใหญ่ไม่เป็นไรนะ”
แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับราวกับถูกสะกัดจุด ยืนจ้องนางตาไม่กะพริบ ไร้การตอบสนองใดๆ
“เฮ้!” ฉินเหยายกมือขึ้นโบกไปมาตรงหน้าเขา
เป็นนาง! ใบหน้านี้ต่อให้กลายเป็นเถ้าถ่านเขาก็ไม่มีวันจำผิด!
สีหน้าของฉินเฟิงเปลี่ยนไปอย่างมาก ทันใดนั้นก็ยื่นมือไปคว้าข้อมือที่นางกำลังโบกไปมาแล้วพูดอย่างตื่นเต้นยิ่ง “อาเหยา! ข้าคือพี่ชาย…”
“เมียจ๋า เจ้าไม่เป็นไรนะ”
หลิวจี้วิ่งเข้ามาด้วยใบหน้ากระวนกระวาย เขาตีมือของฉินเฟิงออกไปดัง “เพียะ” แล้วคว้ามือของเมียจ๋ามาไว้ในมือตน ดึงนางถอยหลังไปหลายก้าวราวกับป้องกันขโมย พลางสำรวจนางขึ้นๆ ลงๆ ว่าได้รับบาดเจ็บหรือไม่ อืม แม้แต่รอยยับบนเสื้อผ้าก็ไม่มี เป็นห่วงเสียเปล่าจริงๆ
จากนั้นใช้สายตาไม่เป็นมิตรลอบเตือนฉินเฟิง เจ้าเป็นใครมาจากไหน กล้าดีอย่างไรมาแตะต้องมือเมียจ๋าของข้า ไม่รู้หรือว่าชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกัน!
ต่อให้รู้สึกซาบซึ้งจนอยากจะตอบแทนด้วยร่างกายก็ไม่ไปส่องเงาตัวเองในปัสสาวะเสียก่อนเล่า หน้าตาน่าเกลียดไร้ยางอายเช่นนี้ เจ้าคู่ควรหรือ
หลิวจี้คิดว่าเมื่อสามีตัวจริงเช่นตนปรากฏตัว อีกฝ่ายก็ควรจะรู้ตัวและถอยไปเอง
ไม่คาดคิดว่า คนผู้นั้นกลับเบิกตากว้างกว่าและดุร้ายกว่าเขาเสียอีก อีกฝ่ายพุ่งเข้ามาหลายก้าว กระชากมือของเขากับฉินเหยาที่จับกันอยู่ออกแล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ถามอย่างโกรธเกรี้ยว
“แล้วเจ้าเป็นใครอีก”
หลิวจี้ลื่นไหลราวกับปลา เผ่นหนีไปว่องไวราวกับลิง ฉินเฟิงไล่ตามเขาไปอย่างไม่ลดละ ทำเอาหลิวจี้ตกใจร้องลั่น “เมียจ๋าช่วยข้าด้วย!”
ฉินเฟิงขมวดคิ้วมุ่น “บุรุษอกสามศอกกลับให้สตรีที่อ่อนแอกว่ามาช่วยเจ้า ยังนับเป็นลูกผู้ชายอีกหรือ!”
ฉินเหยาเลิกคิ้ว อ่อนแออย่างนั้นรึ นางน่ะหรือ
รู้สึกว่าท่าทางของหลิวจี้ที่วิ่งหนีกระโดดโลดเต้นไปมานั้นน่าขัน หลังจากมองดูการไล่ล่าของคนทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง ถึงได้ก้าวออกไปยกมือขวางฉินเฟิงที่เตรียมจะชักกระบี่ประจำกายออกมาฟันหลิวจี้
หลิวจี้ส่งยิ้มยั่วยุให้ฉินเฟิงอย่างผู้มีชัยแล้วรีบหดตัวไปหลบอยู่หลังเมียจ๋าพร้อมกับฟ้อง “เมียจ๋า เขาทำกับสามีของผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเช่นนี้ได้อย่างไร คราวหน้าเจ้าอย่าช่วยเขาเลย ปล่อยให้เขาตายใต้คมดาบคนร้ายนั่นเสียเถอะ!”
ฉินเฟิงถลึงตามองอย่างโกรธเคือง “ช่างเป็นพวกไร้ยางอายโดยแท้ เจ้าไปชอบคนเช่นนี้ได้อย่างไรกัน”
คนของตนนางจะด่าว่าอย่างไรก็ได้ แต่คนอื่นไม่ได้
ฉินเหยาทำหน้าเคร่งขรึม “เถ้าแก่ใหญ่โปรดระวังคำพูดด้วย”
กล่าวจบก็ถลึงตาใส่หลิวจี้ “ให้เจ้าเฝ้าอยู่ที่บ้าน เจ้าวิ่งออกมาทำอะไร”
หลิวจี้รีบอธิบาย “ข้าเห็นว่าข้างนอกไม่มีอะไรแล้วถึงได้ออกมา เด็กๆ ทุกคนสบายดี เจ้าวางใจได้”
ฉินเหยาจึงยอมปล่อยเขาไป เรียกอาวั่งและคนอื่นๆ มาที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เพื่อดูสถานการณ์บนหน้าผานั่น
กลุ่มค้ามนุษย์ที่ถูกล้อมอยู่บนหน้าผา เห็นท่าไม่ดีก็หนีไปแล้ว
ก็ใช่ ตอนนี้ในหมู่บ้านมีคนของห้างการค้าตระกูลฉินอยู่เจ็ดสิบสามคน ฝ่ายตรงข้ามที่มีจำนวนสี่สิบห้าสิบคนจึงไม่มีโอกาสชนะมากนัก
ยิ่งไปกว่านั้น คนเช่นพวกเขา เมื่อถูกพบตัวเข้าหากไม่ฆ่าคนปิดปากก็ต้องหลบหนี
ตอนนี้ไม่หนี รอให้ทางการมาถึงก็มีแต่ตายสถานเดียว!
เมื่อเห็นแสงไฟบนหน้าผาเคลื่อนห่างออกไปอย่างรวดเร็ว บนหน้าผาสูงมืดสนิท ฉินเหยาและคนอื่นๆ ก็แอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ข้าหิวแล้ว” ดวงตาจับจ้องไปที่อาวั่งไม่วางตา
อาวั่งถอนหายใจแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินแล้วคว้าร่างเล็กๆ ของต้าหลางไว้พาเขาออกไปหาวัตถุดิบทำอาหาร
ฉินเหยาให้อินเยว่กลับไปที่ลานบ้านเพื่อดูพวกเอ้อร์หลางก่อนแล้วจึงพาหลิวจี้ที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไม่ถูกชะตากับฉินเฟิงกลับมาที่กองคาราวานเพื่อสอบถามว่าพวกเขาจะทำอย่างไรต่อไป
ระหว่างนั้น สายตาที่สับสนของฉินเฟิงก็จับจ้องอยู่ที่นางตลอดเวลา อยากจะพูดแต่ก็หยุด หยุดแล้วก็อยากจะพูดอีก ทำท่าทางราวกับคนท้องผูก