ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 619 อาวั่ง อาวั่ง อาวั่ง
ตอนที่ 619 อาวั่ง อาวั่ง อาวั่ง
“เถ้าแก่ใหญ่! แย่แล้ว! มีคนเข้ามาในหมู่บ้าน!”
เสียงตะโกนกึกก้องของสารถีดังสะท้อนไปทั่วหมู่บ้านแมวป่าเป็นเวลานาน
ฉินเฟิงและเหล่าผู้คุ้มกันคนอื่นๆ มีสีหน้าเปลี่ยนไป ส่วนกลุ่มค้ามนุษย์กลับหัวเราะออกมาเสียงดัง
“น้องรองมาได้เวลาพอดี คราวนี้มาดูกันว่าพวกเจ้าจะหนีออกไปได้อย่างไร ฮ่าๆๆ!”
ชายตาเดียวดีใจอย่างยิ่ง สวรรค์เข้าข้างข้าโดยแท้
เหล่านักเลงที่เป็นลูกน้องก็เห็นแสงไฟเป็นแนวยาวที่เข้ามาจากปากทางหน้าผาแล้วเช่นกัน เรื่องที่พวกเขาทำล้วนเป็นเรื่องที่ไม่สามารถให้ใครล่วงรู้ได้ การเคลื่อนไหวพร้อมกันหลายคนเช่นนี้ย่อมต้องเลือกเวลากลางคืนที่ไม่มีใครสังเกตเห็น และยามนี้ก็เป็นเวลาที่กลุ่มค้ามนุษย์อีกกลุ่มซึ่งรับผิดชอบการซื้อขายเดินทางกลับมายังค่ายใหญ่พอดี
ฉินเหยาอยากบอกเพียงว่า คนเราพอถึงคราวซวย ดื่มน้ำเย็นยังติดซอกฟันจริงๆ
อินเยว่ถอนหายใจอย่างผิดหวังแล้วรีบปรับอารมณ์อย่างรวดเร็ว กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “มีคนเพิ่มขึ้นมาสี่สิบห้าสิบคนในคราวเดียว พวกเราต้องร่วมมือกันแล้ว มิฉะนั้นไม่มีใครหนีออกไปได้แน่”
“ท่านอาจารย์ ข้าไปช่วยพวกเขาดีหรือไม่” อินเยว่เอ่ยถามความเห็นของฉินเหยา
ฉินเหยายกมือขึ้น ส่งสัญญาณให้นางอย่าเพิ่งใจร้อน
“ท่านอาจารย์!” อินเยว่ร้อนใจ หากชักช้าไปกว่านี้ รอจนคนกลุ่มที่ออกไปข้างนอกกลับมาก็คงไม่มีโอกาสจัดการคนในหมู่บ้านพวกนี้แล้ว
ฉินเหยาไม่ตอบ แต่ชี้ไปยังหน้าผา “เจ้าดูนั่นสิ”
“เอ๊ะ” อินเยว่ประหลาดใจอย่างยิ่ง “พวกเขาขนสินค้าบนรถลงมาทั้งหมดเพื่อขวางทางแล้วทิ้งรถกลับมาอย่างนั้นหรือ”
ฉินเหยาพยักหน้า เถ้าแก่ใหญ่ฉินคนนี้ฉลาดไม่เบา ทั้งยังเด็ดขาด ในสถานการณ์คับขันยังคิดแผนการเช่นนี้ออก
แม้ว่าสินค้าอาจจะเสียหาย แต่การขวางทางบนหน้าผาไว้ได้ กลุ่มใหญ่ของพวกค้ามนุษย์ก็จะเข้ามาไม่ได้ชั่วขณะ คนจำนวนมากของพวกเขาทิ้งสินค้ามาแล้ว การจะรับมือกับพวกกระจอกในหมู่บ้านเหล่านี้ก็จะไม่มีเรื่องให้ต้องกังวลข้างหลัง สามารถทุ่มสุดกำลังได้!
สถานการณ์พลิกผันในทันที รอยยิ้มยินดีของชายตาเดียวเมื่อครู่แข็งค้างอยู่บนใบหน้า “เร็วเข้า! รีบไปเรียกคนทั้งหมดที่อยู่ทางห้องใต้ดินมา!”
เมื่อเห็นคนส่งข่าวกำลังวิ่งเข้าไปในหมู่บ้านสุดชีวิต ฉินเหยาจึงโบกมือ “ต้าหลาง เจ้าออกมา ได้เวลาเจ้ากับอาเยว่ลงสนามแล้ว พวกเจ้าสองคนไปจัดการคนทั้งหมดที่คอยสมทบอยู่ทางห้องใต้ดินซะ”
“หา” ต้าหลางร้องออกมาเสียงต่ำ หลิวจี้เตะก้นเขาไปหนึ่งป้าบอย่างหัวเสีย “รีบไป ฟังท่านแม่ของเจ้า”
ต้าหลางหันกลับไปมองหลิวจี้อย่างตกตะลึง ท่านพ่อ ท่านยังเป็นบิดาแท้ๆ ของข้าอยู่หรือไม่
หลิวจี้ถลึงตากลับไป “เจอเรื่องอะไรก็หัดใช้สมองบ้าง วิธีการมีตั้งมากมาย หากสู้ด้วยกำลังไม่ได้ก็ให้ใช้ปัญญา เข้าใจหรือไม่”
เกรงว่าฉินเหยาจะรอนานจนเสียโอกาสดีๆ ไป หลิวจี้จึงเน้นเสียงเร่งอีกครั้ง “เร็วเข้า!”
ต้าหลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กำมีดสั้นในมือแน่นแล้ววิ่งไปที่หลังประตูใหญ่สมทบกับอินเยว่ ทั้งสองคนสบตากัน รวบรวมความกล้าแล้วเปิดประตูออกไป วิ่งไล่ตามคนส่งข่าวไปอย่างรวดเร็ว
ก่อนจะไป ต้าหลางยังไม่ลืมยื่นมือไปทางฉินเหยา “ท่านแม่ ยาที่ท่านอาอาวั่งให้ท่านเล่า ขอข้าหน่อยสิ”
ฉินเหยายกมุมปากยิ้มราวกับกำลังรอให้เขามาขอยาอยู่แล้วจึงโยนขวดกระเบื้องใบหนึ่งให้เขาทันที
แม้ท่านพ่อจะใจร้าย แต่คำพูดของเขากลับช่วยเตือนสติได้ ใช้ปัญญาคือสุดยอดกลยุทธ์
แน่นอนว่าฉินเหยาไม่ใช่คนใจใหญ่ขนาดนั้น นางมองเข้าไปในบ้านแวบหนึ่ง ส่งสัญญาณให้หลิวจี้ปิดประตูให้ดีแล้วดูแลลูกเล็กอีกสามคนอยู่แต่ในบ้าน ส่วนนางก็แบกดาบใหญ่ยาวสองเมตรขึ้นบ่า กระโดดข้ามกำแพงลานบ้านออกไป แอบตามร่างของศิษย์และลูกชายคนดีไปเงียบๆ
เจ้าตัวเล็กก็ฉลาดไม่เบา เขาเอายาสลบไปชุบบนมีดบินของอินเยว่ ทั้งสองคนหนึ่งอยู่ในที่แจ้ง หนึ่งอยู่ในที่ลับ บุกเข้าไปในรังของกลุ่มผู้ค้ามนุษย์
ต้าหลางวิ่งเข้าไปแล้วก็วิ่งออกมา ตอนแรกภาพนี้ทำให้เหล่านักเลงตกใจเป็นอย่างมาก จากนั้นก็ล่อศัตรูออกมาจากรังได้สำเร็จ อาศัยความคล่องแคล่วของร่างกายตนเอง หลบหลีกซ้ายขวา สร้างโอกาสดีๆ ให้อินเยว่ลงมือได้มากขึ้น
อินเยว่ราวกับกับวิญญาณที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ปรากฏตัวออกมาอย่างเงียบเชียบ เมื่อมีดบินพุ่งออกไปก็ทำให้คนสลบไปได้หนึ่งคน
ทั้งสองคนร่วมมือกันเช่นนี้ล้มคนไปได้ครึ่งหนึ่ง ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งถึงได้รู้ตัว ไม่ไล่ตามต้าหลางซึ่งเป็นเหยื่อล่ออีกต่อไป แต่หันไปล้อมโจมตีอินเยว่แทน
จะตายแล้ว! อินเยว่ร้องอุทานในใจ นางเป็นผู้สนับสนุนระยะไกล การต่อสู้ระยะประชิดรับมือสองสามคนยังพอไหว แต่นี่รุมเข้ามาพร้อมกันสิบคนจึงรู้สึกตื่นตระหนกอยู่บ้าง
โชคดีที่นางอยู่ในที่มืดคนเหล่านี้อยู่ในที่สว่าง พอใจเย็นลงก็เริ่มจัดการไปทีละคน
เพียงแต่มีดบินมีจำนวนจำกัด เมื่อคลำไปที่เอวด้านหลังแล้วพบว่าว่างเปล่า อินเยว่ก็รู้ว่าตนเองต้องออกไปเผชิญหน้ากับศัตรูแล้ว
ทันใดนั้นต้าหลางก็เห็นดาบสีเงินเล่มหนึ่งสว่างวาบขึ้นที่ด้านหลังอินเยว่จึงตะโกนเตือนเสียงดัง “ศิษย์พี่เยว่ ระวังข้างหลัง!”
ทว่า เพราะมัวแต่ห่วงคนอื่นจึงไม่ทันห่วงตนเอง ตาข่ายขนาดใหญ่ใบหนึ่งคลุมลงมาทางศีรษะ ต้าหลางไม่คิดเลยว่าศัตรูจะมีกระบวนท่าเช่นนี้ด้วยจึงถูกตาข่ายคลุมเอาไว้อย่างแน่นหนา
มีดสั้นตกลงพื้นดังเคร้ง ต้าหลางล้มลงบนพื้นดินแข็งๆ อย่างหมดท่า เขาดิ้นรนสุดกำลัง อยากจะดิ้นให้หลุดจากตาข่ายนี้
อินเยว่เพิ่งจะหนีจากคมดาบมาได้ เงยหน้าขึ้นก็เห็นต้าหลางถูกตาข่ายคลุมไว้จึงใช้ท่ากวาดขากับพื้นทำให้ฝุ่นดินฟุ้งกระจายขึ้นมา อาศัยจังหวะที่คนสองสามคนที่อยู่ข้างหน้าหรี่ตาพุ่งออกจากวงล้อม ไปถึงข้างหน้าต้าหลางแล้วหยิบมีดสั้นของเขาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ตวัดไปยังคนที่คิดจะทำร้ายเขา
แต่แล้ว คนคนหนึ่งก็ยกคันธนูขึ้น น้าวสายจนสุด เล็งมาที่แผ่นหลังของอินเยว่แล้วยิงออกไป!
ในระยะใกล้เพียงแค่นี้ แม้อินเยว่จะรู้สึกตัวก็ไม่ทันการณ์แล้ว ได้แต่คิดว่าจะหลบเลี่ยงส่วนสำคัญได้อย่างไร
ขณะที่ลูกธนูดอกนั้นกำลังจะปักเข้าที่ไหล่ของนาง ทันใดนั้นก็มีก้อนหินก้อนหนึ่งพุ่งมาจากด้านข้าง หินเล็กๆ เพียงก้อนเดียว แต่แฝงไปด้วยพลังทำลายล้าง เสียง “ปึก” เสียงหนึ่งดังขึ้น หินนั่นซัดลูกธนูจนแยกออกเป็นสองท่อน หัวลูกศรที่แหลมคมพลันหมดแรงและร่วงลงสู่พื้น
อินเยว่และต้าหลางดีใจมาก รีบอ้าปากจะเรียกท่านอาจารย์และท่านแม่ตามสัญชาตญาณ
แต่คิดไม่ถึงว่าเงาดำสายหนึ่งจะร่อนลงมาจากฟากฟ้า ไม่พูดไม่จาก็ใช้ฝ่ามือซัดนักเลงที่อยู่ข้างหน้าพวกเขาจนกระเด็นไปอย่างเงียบเชียบ ทั้งยังสลายการโจมตีของนักเลงที่เหลืออีกหลายคนได้อย่างง่ายดาย เปลี่ยนฝ่ามือเป็นกรงเล็บแล้วหักคอคนทั้งหลายเสียดังกร๊อบติดต่อกัน
ราวกับว่านั่นไม่ใช่คอคน แต่เป็นคอไก่คอเป็ดที่บิดหักได้ง่ายดายเสียเหลือเกิน
เพียงชั่วพริบตาที่ลมพัดผ่านไปเท่านั้น พวกนักเลงค้ามนุษย์ที่ทำให้อินเยว่และต้าหลางตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ก็ตายสนิทกันหมด
“ฆ่าคน ยากมากหรือ”
เขายืนเอามือไพล่หลังอยู่ใต้แสงจันทร์สลัว หันข้างเล็กน้อย แสงจันทร์วาดโครงร่างบนใบหน้าด้านข้างที่แสนจะธรรมดานั้นออกมา
คนทั้งสองที่อยู่บนพื้นหัวใจเต้นรัวขึ้นมาทันที
“อาวั่ง!”
“ท่านอาอาวั่ง!”
มุมปากของอาวั่งแอบยกขึ้นเล็กน้อยแล้วรีบหุบลงอย่างรวดเร็ว เขาเงยหน้ามองฉินเหยาที่แบกดาบใหญ่ยาวสองเมตรเดินออกมาจากเงามืด รู้สึกกระสับกระส่าย ไม่สบายใจ สิ้นหวัง…
“ฮูหยิน ข้า…ข้า…” ยอดฝีมือที่เมื่อครู่ยังบิดคอคนง่ายเหมือนคอเป็ดไก่ พอเจอหน้านางเข้า รัศมีนั้นก็หดหายไปอย่างสิ้นเชิง
ฉินเหยาหยุดยืนอยู่ห่างจากเขาไปสองเมตร พอดีกับระยะที่ดาบใหญ่จะฟันไปถึงได้
นางกวาดตามองเขาขึ้นลงทั้งตัว ชุดสีเทาตัวหนึ่งดำมะเมื่อม ไม่รู้ว่าไปซ่อนตัวอยู่ตามที่พิลึกพิลั่นอะไรมาบ้าง
ผมที่ทั้งแข็งทั้งชี้ฟูใช้แค่ผ้าเส้นเดียวรัดไว้แทบไม่อยู่ ยุ่งเหยิงเหมือนกับรังไก่
บนคางยังมีตอหนวดสีเขียวขึ้นมา หากไม่ใช้เวลาสักสามสี่วันคงยาวขนาดนี้ไม่ได้
“ตามมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
อาวั่งตอบอย่างซื่อๆ “วันที่สองหลังจากพวกท่านออกเดินทางขอรับ”
“ไม่ทำนาแล้วหรือ”
“อืม”
“เตรียมจะไปเมืองหลวงด้วยกันแล้ว?”
“อืม”
“ไม่กลัวถูกลอบสังหารแล้ว?”
เขาลังเลไปชั่วครู่ ถึงได้ตอบอย่างจริงจังยิ่งว่า “ข้าพบว่าหากไม่มีต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานเหนียง ซื่อเหนียงและนายท่านใหญ่แล้ว การมีชีวิตอยู่ก็ไม่มีความหมายอะไร”
สองศิษย์อาจารย์ของขึ้นทันที “แล้วพวกเราเล่า”
อาวั่งรีบพยักหน้า “ใช่ มีพวกท่านอยู่ ข้าคงไม่ตายง่ายขนาดนั้น”
จริงๆ แล้วเขาอยากจะบอกว่ามีฮูหยินอยู่ เขาคงไม่ตายเร็วนัก แต่เพื่อไม่ให้อินเยว่ของขึ้นแล้วตอแยไม่เลิกก็เลยพูดว่าพวกท่านแทน
อยู่กับนายท่านใหญ่นานๆ เข้า ความฉลาดทางอารมณ์ของเขาดูเหมือนจะสูงขึ้นไม่น้อยเลย~
อาวั่งปลื้มใจอยู่เงียบๆ
ทั้งสี่คนสบตากัน เช่นนั้นต่อไปก็ควรจะไปจัดการกลุ่มคนที่อยู่ทางเข้าหมู่บ้านแล้ว
“ล้วนเป็นเงินทั้งนั้น อาวั่งเจ้าอย่าฆ่าจนหมดเล่า คนตายไม่มีค่า” ล่ะมั้ง คงจะใช่แหละ
ฉินเหยาก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เอาเป็นว่าถ้าจับเป็นส่งไปที่ว่าการอำเภอแล้วไม่ได้เงินค่อยฆ่าก็ยังไม่สาย
แต่ถ้าตอนนี้ตายไปแล้ว ที่ว่าการอำเภอต้องการคนเป็นๆ นางก็ไม่มีปัญญาทำให้พวกเขาฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้